สำนักวัดนาป่าพงคึกฤทธิ์และสาวกพลาด! สร้าง" พุทธวจน " ปลอม

ในห้อง 'Black Hole' ตั้งกระทู้โดย เสขะปฎิสัมภิทา, 7 กรกฎาคม 2015.

  1. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอดีต ไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์สิ่งนั้น
    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอดีตเป็นของจริง เป็นของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์แม้สิ่งนั้น

    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอดีต เป็นของจริง เป็นของแท้ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น

    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอนาคตไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ตถาคตก็ไม่พยากรณ์สิ่งนั้น

    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอนาคต เป็นของจริงเป็นของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์แม้สิ่งนั้น

    ดูกรจุนทะแม้หากว่าสิ่งที่เป็นอนาคต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น

    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมไม่พยากรณ์สิ่งนั้น

    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นปัจจุบัน เป็นของจริง เป็นของแท้แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์แม้สิ่งนั้น

    ดูกรจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นปัจจุบัน เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น ด้วยเหตุดังนี้แล

    จุนทะ ตถาคตเป็นกาลวาที เป็นสัจจวาที เป็นภูตวาที เป็นอัตถวาที เป็นธรรมวาที เป็นวินัยวาทีในธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคโต ด้วยประการดังนี้แล ฯ


    สิ่งที่จะช่วยให้พ้นในสถานะการณ์
    เป็นของจริง๑ เป็นของแท้๑ ประกอบด้วยประโยชน์๑

    บุคคลผู้เป็นบัณฑิตอาศัยธรรมเข้าสู่ทิพยภูมิของพระอริยะ
    บุคคลผู้เป็นพาลอาศัยธรรมเข้าสู่อบาย ทุคติวินิบาต นรก


    ************************************************************************

    ตติยอนาคตสูตร

    ว่าด้วยภัยในอนาคต ๕ ประการ



    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ยังไม่บังเกิดในปัจจุบัน แต่จะบังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้น เธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้ว พึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้น ภัยในอนาคต ๕ ประการเป็นไฉน คือ


    ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิตไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล
    ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญาจักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาแม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีลไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิตไม่อบรมปัญญา ก็จักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๑ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น.




    อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลาย จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีลไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา จักให้นิสัยแก่กุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ก็จักให้นิสัยแก่กุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาแม้กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๒ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น.



    อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อแสดงอภิธรรมกถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่ธรรมที่ผิดก็จักไม่รู้สึก เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรมการลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๓ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น.



    อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา พระสูตรต่าง ๆ ที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ เป็นสูตรลึกซึ้งมีอรรถลึกซึ้งเป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตาธรรม เมื่อพระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ก็จักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งจิตเพื่อรู้จักไม่ใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่าควรศึกษาเล่าเรียน แต่ว่าสูตรต่าง ๆ ที่นักกวีแต่งไว้ ประพันธ์เป็นบทกวี มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะสละสลวย เป็นพาหิรกถา เป็นสาวกภาษิต เมื่อพระสูตรเหล่านั้น อันบุคคลแสดงอยู่ ก็จักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักตั้งจิตเพื่อรู้ จักฝักใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่าควรศึกษาเล่าเรียน เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมี เพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมี เพราะการลบล้างวินัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๔ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้เธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้ว พึงพยายามเพื่อละภัยนั้น.




    อีกประการหนึ่ง ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิตไม่อบรมปัญญา ภิกษุผู้เถระก็จักเป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อนเป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ประชุมชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง แม้ประชุมชนนั้นก็จักเป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เพราะเหตุดังนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมี เพราะการลบล้างวินัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๕ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยข้อนี้อัน เธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยนั้น.


    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จะบังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้น.

    จบตติยอนาคตสูตรที่ ๙
     
  2. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    พระธรรมจะเริ่มเปล่งรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อ
    มีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์
    ทั้งสองพระองค์สถิตย์ ณ เบื้องต้นตะวันออกของมัชฌิมประเทศ

    จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง ๕,๐๐๐ พระวัสสา


    อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน
    อวิทูเรนิทานกถา


    พระมหาสัตว์ก็มองเห็นกาลว่า เป็นกาลที่ควรบังเกิด.
    จากนั้น เมื่อจะตรวจดูทวีป ได้ตรวจดูทวีปทั้ง ๔ พร้อมทั้งทวีปบริวาร จึงเห็นทวีปหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บังเกิดในทวีปทั้งสามบังเกิดเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น.
    จากนั้นก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่าชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่ มีประมาณหมื่นโยชน์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ จึงตรวจดูโอกาสก็ได้เห็นมัชฌิมประเทศ.
    ชื่อว่ามัชฌิมประเทศ คือประเทศที่ท่านกล่าวไว้ในวินัยอย่างนี้ว่า ในทิศตะวันออก มีนิคมชื่อกชังคละ ถัดจากนั้นไปเป็นมหาสาลประเทศ ถัดจากมหาสาลประเทศนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีแม่น้ำชื่อว่าสัลลวดี ถัดจากแม่น้ำสัลลวดีนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศใต้ มีนิคมชื่อว่าเสตกัณณิกะ ถัดจากเสตกัณณิกนิคมนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันตก มีพราหมณคามชื่อว่าถูนะ ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศเหนือ มีภูเขาชื่อว่าอุสีรธชะ ถัดจากนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ.
    มัชฌิมประเทศนั้นยาวสามร้อยโยชน์ กว้างสองร้อยห้าสิบโยชน์ วัดโดยรอบได้เก้าร้อยโยชน์ ดังนั้น ในประเทศนั้น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิและขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาลและคหบดีมหาศาล ผู้มเหสักข์เหล่าอื่นย่อมเกิดขึ้น และนครชื่อว่ากบิลพัสดุ์นี้ก็ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศนี้ พระโพธิสัตว์จึงได้ถึงความตกลงใจว่า เราควรบังเกิดในนครนั้น.

    ชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่ มีประมาณหมื่นโยชน์

    มัชฌิมประเทศนั้นยาวสามร้อยโยชน์ กว้างสองร้อยห้าสิบโยชน์ วัดโดยรอบได้เก้าร้อยโยชน์

    ลองคิดลองแล้วตีเส้นพิจารณาโดยประมาณดูครับ



    อินเดีย 3,287,000 ตร.กม.
    ศรีลังกา 65,610 ตร.กม.
    เนปาล 147,181 ตร.กม.
    ภูฏาน 38,394 ตร.กม.
    ปากีสถาน 796,095 ตร.กม.
    มองโกลเลีย 1,566,000 ตร.กม.
    จีน 9,597,000 ตร.กม
    ไทย 513,120 ตร.กม.
    บังกลาเทศ 147,570 ตร.กม.
    พม่า 676,578 ตร.กม.
    ลาว 236,800 ตร.กม.
    กัมพูชา 181,035 ตร.กม.
    เวียดนาม 331,210 ตร.กม.
    พิจารณาดูนะครับ โดยประมาณ


    *********************************************************************************

    ภัยจากธาตุ ๔ กำเริบ

    ร้อยแปดพันเก้าวิธีการของมนุษย์ ในการเบียดเบียน ซึ่งกันและกันตลอดจนการสังหารสรรพสัตว์อื่น อาจนำมาซึ่งหายนะ เป็นที่แน่นอนว่า สักวันจะต้องมีการหลอมรวมโลกใบใหม่ด้วยการเอาคืนของโลกะภาวะ Return Transfer oF Earth จากภาวะตัณหา ของมนุษย์เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด ในห่วงโซ่วัฎจักร อะไรที่ขุดเจาะขึ้นมา ซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติ และธรณีวิทยาต่างๆ เช่น น้ำมัน สายแร่ ทอง โลหะต่างๆ น้ำมัน ถ่านหิน รวมทั้งการขุดเจาะ สร้างสรรเปลี่ยนแปลงทุกประเภท เพื่อเปลี่ยนธรรมชาติ ให้กลายเป็น กามคุณ ๕ ของมนุษย์

    การฆ่าฟัน ทำร้ายซึ่งกันและกัน ทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่ทุจริต ที่มีความต้องการที่หนาแน่นเพิ่มขึ้นทุกๆวัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุดของความพึงพอใจ จากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตสู่ปัจจุบัน อาจจะเป็นห้วงเวลาการตัดสิน ของกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ และกฎหมู่ของผู้มีอำนาจที่แท้จริงเสียแล้ว

    เมื่อโลกสั่นคลอน แมกม่าใจกลางโลกได้รับการตอบสนองของ สภาวะต่างๆ ทางธรณีวิทยา เช่นการสลับขั้วแม่เหล็กโลก หรือการเปลี่ยนแปลง ของ ดิน น้ำ ลม และ ไฟในโลกที่แปรปรวน สภาพอากาศจาก นอกโลก ความกดดันที่เปลี่ยนแปลง ที่ร้ายที่สุด ซึ่งมีความน่าจะเป็นไปได้มาก คือ แผ่นเปลือกโลก ธารลาวา โผล่ขึ้นมาปกคลุมทั่วแผ่นผืนดินน้ำ เพื่อทวงคืนในสิ่งที่ขุดเจาะมา เอามาหลอมรวมกับคืน นี้ยังไม่รวมกับการเสียสมดุลที่เอาทรัพยากรที่อยู่ในโลก ขนออกไปนอกโลกนั้นอีก รวมถึงการระเหิดระเหยของธาตุต่างๆ ไปในชั้นอากาศและอวกาศนั่นด้วย


    ตามทฤษฏีที่ปรากฎดวงดาวทุกดวงอาจจะเป็นดวงอาทิตย์ลูกน้อย มาก่อน และก็อาจจะกลับไปเป็นดวงอาทิตย์อีก ก็อาจจะเป็นได้ และเช่นเดียวกันกับน้ำแข็งในโลกก็อาจเป็นน้ำมาก่อน แต่ถูกแช่แข็งด้วยปาฎิหาริย์ ๓ แต่เมื่อห่างไกลจากอานุภาพของพระธรรมพระราชตราศาสตร์ ผนวกกับกำเนิดแต่โมฆะบุรุษอามิสทายาทมาทำลายบวรพระพุทธศาสนา จึงเข้าสู่การล่มสลายมลายไป ข้อนี้เป็นไปได้ เพราะมีตำนาน

    พระอุปคุตมหาเถระ

    "พระอรหันต์หลังพุทธกาล...ที่ครูบาอาจารย์หลายท่านและชาวพุทธเชื่อว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ใต้ท้องสะดือทะเล เพื่อคอยอยู่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุธเจ้าสมณโคดม ให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี"

    ผู้ที่จะรอดพ้นจึงจะต้องมีอะไร เพื่อปกป้องรักษาตนเอง ?ไกลพระศาสนามากไม่มีศีลธรรมดังเดิมโลกธาตุ ๔ จึงวิบัติ ด้วยน้ำมือของมนุษย์ ต้องยอมรับผลกรรมที่ได้ เวียนว่ายก่อกรรม กระทำไว้


    *******************************************************************

    ทรงเตือน
    ปโลภสูตร

    ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาต่อบุรพพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวไว้ว่า ได้ยินว่า แต่ก่อนโลกนี้ ย่อมหนาแน่นด้วยหมู่มนุษย์ เหมือนอเวจีมหานรก บ้านนิคมชนบทและราชธานี มีทุกระยะไก่บินตก ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องทำให้มนุษย์ทุกวันนี้หมดไป ปรากฏว่ามีน้อย แม้บ้านก็ไม่เป็นบ้าน แม้นิคมก็ไม่เป็นนิคม แม้นครก็ไม่เป็นนคร แม้ชนบทก็ไม่เป็นชนบท

    พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ทุกวันนี้ มนุษย์กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำประกอบด้วยมิจฉาธรรมมนุษย์เหล่านั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำประกอบด้วยมิจฉาธรรม ต่างก็ฉวยศาตราอันคมเข้าฆ่าฟันกันและกัน เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงล้มตายเสียเป็นอันมาก ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องทำให้มนุษย์ทุกวันนี้หมดไป ปรากฏว่ามีน้อย แม้บ้านก็ไม่เป็นบ้าน แม้นิคมก็ไม่เป็นนิคม แม้นครก็ไม่เป็นนคร แม้ชนบทก็ไม่เป็นชนบท ฯ


    ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง ทุกวันนี้ มนุษย์กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำ ประกอบด้วยมิจฉาธรรม เมื่อมนุษย์เหล่านั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำประกอบด้วยมิจฉาธรรม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ฉะนั้น จึงเกิดทุพภิกขภัย ข้าวกล้าเสีย เป็นเพลี้ย ไม่ให้ผล เพราะเหตุนั้นมนุษย์จึงล้มตายเสียเป็นอันมาก ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องทำให้มนุษย์ทุก วันนี้หมดไป ปรากฏว่ามีน้อย แม้บ้านก็ไม่เป็นบ้าน แม้นิคมก็ไม่เป็นนิคม แม้นครก็ไม่เป็นนคร แม้ชนบทก็ไม่เป็นชนบท ฯ



    ดูกรพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง ทุกวันนี้ มนุษย์กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำ ประกอบด้วยมิจฉาธรรมเมื่อมนุษย์เหล่านั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำประกอบด้วยมิจฉาธรรม พวกยักษ์ปล่อยอมนุษย์ที่ร้ายกาจลงไว้ เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงล้มตายเสียเป็นอันมาก ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องทำให้มนุษย์ทุกวันนี้หมดไป ปรากฏว่ามีน้อย แม้บ้านก็ไม่เป็นบ้าน แม้นิคมก็ไม่เป็นนิคม แม้นครก็ไม่เป็นนคร แม้ชนบทก็ไม่เป็นชนบท ฯ



    พราหมณ์มหาศาลนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

    640x390_698019_1463113429.JPG
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2018
  3. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    เย ธมมา เหตุปปะภะวา ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ
    เตสัง เหตุง ตถาคโต พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
    เตสัญจ โย นิโรโธ จ และความดับของธรรมเหล่านั้น
    เอวัง วาที มหาสมโณฯพระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

    เห็นหลายท่านสงสัย กันมากถึงวันเวลาที่ผ่านพ้นไป ปัญหาการทำสังคายนา ขอให้ศึกษาเกี่ยวกับ

    ปฎิสัมภิทามรรค ปฎิสัมภิทาญาน คือ องค์กำเนิดพระไตรปิฏกที่สมบูรณ์ การสังคายนาที่สมบูรณ์ ในแต่ละครั้งจะมีพระอรหันต์ที่ทรงปฎิสัมภิทาญาน ทรงพระไตรปิฏก เท่านั้นที่ได้เข้าร่วม และบุคคลผู้ใดก็ตามที่เข้าสู่ทิพยภูมิของพระอริยะ ถึงเวลานั้น ท่านจะเป็นผู้บอกผู้แสดง ย่อมเหนือกว่านักวิจัยต่างๆที่ครุ่นคิดวิเคราะห์อยู่


    ญานกถาทัสสนะวิสุทธิใน ปฎิสัมภิทามรรค ผู้ใดเข้าถึงสามารถวิสัชนาและค้นหาที่มาและแสดงเหตุของธรรมเหล่านั้น และความดับธรรมของธรรมเหล่าต่างๆได้อย่างดีที่สุด



    ธรรม ๓ ประการนี้ จำเป็นมากสำหรับผู้ใครพิจารณาธรรมและต้องการเจริญในพระสัทธรรม

    ๑.นวังคสัตถุศาสน์ ๒.อนุปุพพิกถา ๓.สัปปุริสธรรม
    เมื่อสามารถเรียนรู้ทั่วถึง จะสามารถพยากรณ์กถาต่างๆ ที่มีมาในพระไตรปิฏกได้เป็นเลิศที่สุดด้วย


    ผู้อยู่ป่าชนะภัย ๕ อย่าง.

    บาลี พระพุทธภาษิต ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๕/๗๗.

    ภิกษุ ท.! ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็นอยู่ ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว. ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้นคืออะไรบ้างเล่า? ห้าประการคือ:



    (๑) ภิกษุผู้อยู่ป่าในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ผู้เดียวในป่า งูพิษ หรือแมลงป่อง หรือตะขาบ จะพึงขบกัดเราผู้อยู่ผู้เดียวในป่า, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้เป็นภัยในอนาคตข้อแรก อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว.



    (๒) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า เมื่อเราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า เราจะพึงพลาดตกหกล้มบ้าง อาหารที่เราบริโภคแล้ว จะพึงเกิดเป็นพิษบ้าง น้ำดีของเรากำเริบบ้าง เสมหะของเรากำเริบบ้าง ลมมีพิษดั่งศัสตราของเรากำเริบบ้าง, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้เป็นภัยในอนาคตข้อที่สอง อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว.



    (๓) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า เมื่อเราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า จะพึง มาร่วมทางกันด้วยสัตว์ทั้งหลาย มีสิงห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หรือเสือดาว, สัตว์ร้ายเหล่านั้นจะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้เป็นภัยในอนาคตข้อที่สาม อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว.



    (๔) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า เมื่อเราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า จะพึงมี มาร่วมทางด้วยกันพวกคนร้าย ซึ่งทำโจรกรรมมาแล้วหรือยังไม่ได้ทำ (แต่เตรียมการจะไปทำ) ก็ตาม, พวกคนร้ายเหล่านั้นจะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา, เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่สี่ อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว.




    (๕) อีกข้อหนึ่ง, ภิกษุผู้อยู่ป่า พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า "บัดนี้ เราอยู่ป่าผู้เดียวในป่า พวกอมนุษย์ดุร้ายก็มีอยู่ในป่า พวกมันจะพึงปลิดชีพเราเสีย, กาลกิริยาของเราจะพึงมีได้เพราะเหตุนั้น, อันตรายอันนั้นจะพึงมีแก่เรา,เราจะรีบทำความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสีย" ดังนี้. ภิกษุ ท.! นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่ห้า อันภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็น ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว.



    ภิกษุ ท.! ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล ซึ่งภิกษุผู้อยู่ป่ามองเห็นอยู่ ควรแท้ทีจะเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ตลอดไป, เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งเสียโดยเร็ว

    .
    16473703_1350969591633402_124891631828477404_n.jpg
     
  4. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    อย่ากลัวเมื่อภัยมาถึง รีบเร่งเพียรศึกษาหาอริยะทรัพย์เพื่อเข้าสู่ ทิพยภูมิของพระอริยะย่อมพ้นภัยในอนาคต


    ขอจงเจริญในพระสัทธรรมและอาราธนาธรรมบทนี้เพื่อปกปักรักษาตนเองอยู่เนืองนิตย์เถิด นี่คือ

    "พระไพรีพินาศในพระพุทธศาสนา"

    หรือเรียกตามสภาวะธรรมอีกอย่างหนึ่งว่า ธาตุทัณฑ์

    ไม่ต้องหวาดระแวงหรือเกรงกลัวของแบบนั้น หรือแบบไหนๆ เมื่อมีสิ่งที่สูงกว่า และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ดีงาม

    ในอดีตกาลผู้ใดใครหาคำตอบไม่ได้ ? เรานี้แลจักตอบไว้เพื่อประโยชน์ในกาลข้างหน้าต่อไป เมื่อรู้จัก ไพรีพินาศ แล้ว ฉนั้นก็อย่าเกรงกลัวการประทุษร้ายหรือการปองร้ายใดๆ จงสำรวมตนด้วยความไม่ประมาทเถิด



    การทำร้ายทางการกระทำ คำพูด ความคิด ต่อผู้ไม่ทำร้ายตอบย่อมถึงฐานะ ๑๐

    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า๑


    “ผู้ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้าย หาอาชญามิได้ ด้วยอาชญา ย่อมพลันถึงฐานะ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่งทีเดียว




    โย ทณฺเฑร อทณฺเฑสุ
    อปฺปทุฎฺเฐสุ ทุสฺสติ
    ทสนฺนมญฺญตรํ ฐานํ
    ขิปฺปเมว นิคจฺฉติ ฯ


    ผู้ทำร้ายลงทัณฑ์แก่บุคคล
    ผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายใคร
    ย่อมได้รับผลสนองกลับอย่าง
    อย่างใดอย่างหนึ่งทันตาเห็น



    เวทนํ ผรุสํ ชานึ
    สรีรสฺส จ เภทนํ
    ครุกํ วาปิ อาพาธํ
    จิตฺตกฺเขปํว ปาปุเณ ฯ



    ได้รับเวทนาอย่างรุนแรง
    ได้รับความเสื่อมเสีย
    ถูกทำร้ายร่างกาย
    เจ็บป่วยอย่างหนัก
    กลายเป็นคนวิกลจริต


    ราชโต วา อุปสคฺคํ
    อพฺภกฺขานํ ว ทารุณํ
    ปริกฺขยํ ว ญาตีนํ
    โภคานํ ว ปภงฺคุณํ ฯ


    ต้องราชภัย
    ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง
    ไร้ญาติพี่น้อง
    ทรัพย์สมบัติก็พินาศสิ้น



    อถวาสฺส อคารานิ
    อคฺคิ ฑหติ ปาวโก
    กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ
    นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ


    หรือไม่บ้านเรือนของเขาย่อมถูกไฟไหม้
    ตายไป เขาผู้ทรามก็ตกนรก


    ----------------------------------------------------

    โย อปฺปทุฎฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ
    สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
    ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ
    สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต.



    ผู้ใดประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสดุจเนิน,
    บาปย่อมกลับถึงผู้นั้น ซึ่งเป็นคนพาลนั่นเอง เหมือนธุลี อันละเอียดที่
    เขาซัดทวนลมไปฉะนั้น.



    นอกจากนี้ยังมี มิจฉัตตะ ๑๐ อันผู้ประทุษร้ายต่อพระอริยะเจ้า ต้องประสบรับเคราะห์กรรมนี้

    มิจฉัตตะ ๑๐ แปลว่า ภาวะที่ผิด หรือความเป็นสิ่งที่ผิด มีอยู่ ๑๐ ประการ

    มิจฉัตตสูตร
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) ๑๐ ประการนี้๑๐ ประการเป็นไฉน คือ มิจฉาทิฐิ ๑ มิจฉาสังกัปปะ ๑ มิจฉาวาจา ๑ มิจฉากัมมันตะ ๑มิจฉาอาชีวะ ๑ มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมาธิ ๑ มิจฉาญาณะ ๑ มิจฉาวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มิจฉัตตะ ๑๐ ประการนี้แล ฯ
    จบสูตรที่ ๑๐


    มิจฉัตตะ ๑๐ แปลว่า ภาวะที่ผิด หรือความเป็นสิ่งที่ผิด มีอยู่ ๑๐ ประการ


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุริสบุคคลผู้มีความเห็นผิด มีความดำริผิด มีวาจาผิด มีการงานผิด มีการเลี้ยงชีพผิด มีความพยายามผิด มีความระลึกผิด มีความตั้งใจผิด มีความรู้ผิด มีความหลุดพ้นผิด สมาทานกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมให้บริบูรณ์ตามความเห็นอย่างไรแล้ว เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารเหล่าใด ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเป็นทิฐิอันชั่วช้า ฯ



    ในศาสนาพุทธถ้าจะเกรงกลัวในเรื่องราวอันใด ก็จงเกรงกลัวต่อผลของความชั่ว ต่อผลของความทุจริตที่ทำไว้ ดังที่มีมาใน หิริและโอตตัปปะเถิด


    ถึงกาลเวลาที่จักต้องปรากฎเมื่อใด เมื่อนั้นก็เป็นไปตามภาระหน้าที่ที่แบกเอาไว้

    A-city-destroyed-in-the-apocalypse-Shutterstock-800x430-1-696x374.jpg
     
  5. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    โปรดพิจารณา

    ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทราบแน่ชัดว่า พระสมณโคดมผู้ยอดเยี่ยมได้ทรงผนวชจากศากยตระกูล ดังนี้

    ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็พวกศากยตระกูลยังต้องเป็นผู้โดยเสด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ทุกๆ ขณะและพวกเจ้าศากยะต้องทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับอัญชลีกรรม สามีจิกรรมในพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่

    ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล พวกเจ้าศากยะยังต้องกระทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมอันใดอยู่ในพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่ถึงกระนั้น กิริยาที่นอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรมอันนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยังทรงกระทำอยู่ในตถาคตด้วยทรงถือว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีพระชาติสูง เรามีชาติต่ำกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีพระกำลัง เรามีกำลังน้อยกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีคุณน่าเลื่อมใส เรามีคุณน่าเลื่อมใสน้อยกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สูงศักดิ์ เราเป็นผู้ต่ำศักดิ์กว่าดังนี้ แต่ที่แท้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อมพระธรรมนั้นเทียว พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกระทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ในตถาคตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้

    ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยปริยายนี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ


    " มหาบพิตร ผลแห่งสุบินแม้นี้ ก็จักมีในรัชกาลแห่งพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน"

    ครั้นทรงทำนายผลแห่งสุบินใหญ่ๆ ๑๖ ข้อ อย่างนี้แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

    ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มหาบพิตรได้เห็นสุบินเหล่านี้ แม้พระราชาทั้งหลายแต่ก่อนๆ ก็ได้ทรงเห็นแล้วเหมือนกัน แม้พวกพราหมณ์ก็ถือเอาสุบินเหล่านี้ นับเข้าในยอดยัญพิธีอย่างนี้เหมือนกัน ภายหลังอาศัยคำแนะนำที่พวกเป็นบัณฑิตพากันกราบทูล จึงถามพระโพธิสัตว์ แม้ท่านโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อทำนายสุบินเหล่านี้แก่พระราชาเหล่านั้น ก็พากันทำนายทำนองนี้แหละ"

    อภยปริตร

    ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระสุบินนิมิต ถึงอาเพศ ๑๖ อย่าง แล้วให้เกิดความหวาดหวั่น ต่อมรณภัยที่มองไม่เห็น จึงทรงเล่าพระสุบินนั้น ให้พราหมณ์ปุโรหิตรับฟัง พราหมณ์ปุโรหิตพยากรณ์ว่าจะบังเกิดเหตุการณ์ให้พระองค์มีอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใด รวมทั้งราชสมบัติด้วย

    ปุโรหิตนั้น ได้ทูลแนะวิธีป้องกันอันตราย ด้วยบัญญัติวิธี คือ เอาสัตว์อย่างละ ๔ ๆ มาฆ่าบูชายัญ

    พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงทรงมีรับสั่งให้จัดเตรียม ประจำพิธีและสิ่งของ ตามถ้อยคำของปุโรหิตบอก

    ครานั้น พระนางมัลลิกาเทวี พระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล จึงทูลขึ้นว่า เสด็จพี่อย่าพึ่งทำยัญพิธีกรรมใด ๆ เลย ขอได้โปรดเสด็จไปทูลถาม ถึงพระสุบินนิมิตนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู มิมีสิ่งใดที่พระพุทธองค์ไม่รู้

    ราชาโกศล จึงเสด็จพร้อมมเหสีและบริวาร ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ เชตวันมหาวิหาร แจ้งทูลถามถึงสุบินนิมิตทั้ง ๑๖ ข้อนั้น

    พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ภัยอันตรายใด ๆจะพึงบัง เกิดมีแก่พระองค์ จากเหตุแห่งพระสุบินนิมิตนั้น หามีไม่ สุบินนิมิตของพระองค์ เป็นสิ่งบอกเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หวังจากเราตถาคตนิพพานไปแล้ว และในที่สุดพระผู้มีพระภาค จึงทรงขอให้พระเจ้าปเสนทิโกศล ล้มเลิกยัญพิธีทั้งปวงเสีย

    บัดนี้ถึงกาลอันควรแล้ว ขอเชิญพระสาวกแก้ว ได้โปรดสาธยาย อะภะยะปริตร เพื่อพิชิตอวมงคลทั้งหลายที่บังเกิดขึ้น ให้พินาศไป ด้วยเทอญ


    อรรถกถา มหาสุบินชาดก
    ว่าด้วย มหาสุบิน

    http://www.84000.org/tipitaka/atita100/jataka500.php?s=77


    ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศลและคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๖ ประการ ประกอบด้วย

    ๑.ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ ๔ ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวงจาก ๔ ทิศ ฝูงชนต่างรอดู โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป ไม่ชนกัน

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น

    ๒.ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆและกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว

    พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆเหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว

    ๓.ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆพากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด

    ทรงทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น

    ๔.ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ด้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย

    ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆก็ไม่สำเร็จ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น

    ๕.ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง มันก็กินทั้งสองข้าง

    ทรงทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม ตั้งคนพาล หรือ คนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ แต่จะตัดสินคดีต่างๆตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก

    ๖.ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้หมาจิ้งจอกตัวนั้นถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น

    ทรงทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำหรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูลก็จะต้องยกลูกสาวให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด

    ๗.ทรงฝันว่า มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่ แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว

    ทรงทำนายว่า ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้ หรือให้ชายชู้ เหมือนนางหมาโซที่นอนใต้ตั่งคอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่นและหย่อนลงไว้ใกล้เท้า

    ๘.ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆเป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่ จนล้นแล้วล้นอีก โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆนั้นเลย

    ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจจะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้วก็จะมีคนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ

    ๙.ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่งมีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น

    ทรงทำนายว่า ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน ชาวบ้านชาวเมืองก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆสระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น

    ๑๐.ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี

    ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง

    ๑๑.ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี ๓ ความหมาย คือ ๑. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน ๒.น้ำมันจากไขข้อวัว และ ๓.เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า ๒ ความหมายแรก)

    ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะที่พระพุทธองค์สอนไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่นจันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วยให้พ้นทุกข์จริงๆได้)

    ๑๒.ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้

    ทรงทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคนที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้นว่ามีน้ำหน้กราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้

    ๑๓.ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ

    ทรงทำนายว่า ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือนเรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย

    ๑๔.ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาดเหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป

    ทรงทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กๆแต่กลับกินงูได้

    ๑๕.ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง ถูกแวดล้อมด้วยกา

    ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูลเหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกา

    ๑๖.ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆสะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ

    ทรงทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ

    เมื่อพิจารณาความฝัน จะเห็นว่าหลายข้อในความฝันเป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ เช่น แม่โคกินนมลูกโค ม้าสองปาก เขียดกินงู และแกะกินเสือ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยอันไปสู่พุทธทำนายทั้งสิ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล ทำไมฝันได้ไกลไปถึงอนาคต อันไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นเพราะเทวดาดลใจให้พระองค์ฝันแปลกประหลาด เพื่อพระบรมศาสดาจะได้ฝาก “ พุทธทำนาย ” เป็นคำพยากรณ์อันอมตะไว้เป็นเครื่องเตือนสติให้มนุษย์โลกได้ตระหนักและระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว เพราะคงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษแล้วว่า นับวันคนเราก็จะห่างไกลจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จนเป็นเหตุให้มนุษย์มุ่งทำลาย เอารัดเอาเปรียบทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อกอบโกยไปบำรุงบำเรอกิเลสแห่งตน โดยขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน จึงทำให้คนเห็นแก่ตัว และมีผลให้สภาพแวดล้อม ธรรมชาติแปรปรวนไปหมด

    ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น ลูกขาดความกตัญญูและความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่ อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจรับสินบนก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป คนรวยยิ่งรวยเพราะมีช่องทางและโอกาสเอาเปรียบคนจน เหมือนตุ่มใหญ่ที่คนตักน้ำไปใส่จนเต็มแล้วเต็มอีก แล้วปล่อยตุ่มเล็กให้ว่างเปล่า ตัวอย่างเหล่านี้ ล้วนไม่พ้นคำพยากรณ์ที่ทรงทำนายบอกแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของสมัยโน้น ก็คือ สมัยนี้หรือปัจจุบันนั่นเอง

    p19rc28kve1blea8b1l68rt895q5.jpg
    0000.jpg 0000.jpg
     
  6. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ขอโอกาส ท่าน WebSnow และยูสเซอร์สมาชิกเว็บพลังจิตทุกๆท่านตลอดจนท่านสาธุชนทั้งหลายฯ ทั่วประเทศไทยและที่ได้อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ที่ได้มีความสนใจและเข้ามาพิจารณาในเรื่องพุทธทำนายกันครับ



    ตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่เว็บพลังจิต ผมก็พยามมาตลอดที่จะแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับ พุทธทำนาย เป็นไปเพียงทางเดียว เพราะเกี่ยวข้องโดยตรง ในฐานะผู้ปกป้องรักษา อภยปริตร ซึ่งก็เป็นระยะเวลา ๕ ปีแล้ว


    ผมมีเท่านี้ครับ ใคร่รู้ก็พิจารณา ไม่อยากทราบ ไม่เชื่อ ไม่บีบบังคับกันครับ สิทธิส่วนบุคคลตามสติปัญญา ธรรมสากัจฉาตามธรรมครับ


    ทุกคนต่างเป็นมิตร เพราะว่านี่คือศัตรูที่แท้จริงนอกจากกิเลสตัณหาอวิชามาร ๕ แล้ว

    รู้ก็บอกว่ารู้ เห็นก็บอกว่าเห็น ไม่รู้ไม่เห็นไม่บอก ไม่อยากเป็นบุคคลอัปรีย์ลวงโลกหรือเสนียดจัญไรในพระพุทธศาสนา


    ผมจะไม่มั่นใจอะไรแบบนี้ถ้าไม่เห็นด้วยตาและรู้ด้วยใจ พิจารณาศึกษาทั้งปริยัติ ปฎิบัติ จนได้ปฎิเวธ แล้วสรุปให้เป็นสัมมาทิฏฐิ จนเป็นผู้สามารถที่จะถือทิฏฐิได้ ไม่ตกไปในทิฏฐิทั้ง 62 ไม่ใช่บุคคลผู้แส่ หาความตัณหา ไม่ใช่บุคคลที่ไม่รู้ แล้วสรุป ที่สำคัญในญานทัสสนะวิสุทธิของปฎิสัมภิทามรรค นั้นสามารถค้นหาวิสัชนาหาเหตุแห่งการเกิดและการดับในธรรมเหล่านั้นไว้ด้วย เป็นเรื่องที่พึงรู้ไว้เฉพาะ เป็นปัตจัตตัง แต่ก็ขอน้อมนำมาแสดง


    เพราะรู้ความจริงเราจึงคิด และพิจารณาเสมอๆว่า อันเด็กอ่อนผู้บริสุทธิคุณด้วยบุญญาธิการมาจุติ และกำลังเจริญเติบโต อยู่ถ้วนทั่วทั้งสหโลกธาตุ จักมีความประเสริฐดีงาม เพียบพร้อม ทั้งจริยธรรมคุณธรรม อันยังประโยชน์สุข ให้แก่มหาชนนั้น ยังมีสติปัญญาและความชาญฉลาด กว่าตัวเราอีกมากมายนัก ฉนั้นในข้อที่ใครจะกล่าวว่าเราอวดตนว่าฉลาด ข้อนั้นจึงไม่มีอยู่จริง

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตระหนี่ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
    ไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล (อุปัฏฐาก) ๑ ความตระหนี่
    ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ
    ตระหนี่ ๕ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความตระหนี่ ๕ ประการนี้
    ความตระหนี่ที่น่าเกลียดยิ่ง คือ ความตระหนี่ธรรม ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อ
    ตัดขาดความตระหนี่ ๕ ประการ ความตระหนี่ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุอยู่
    ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ที่อยู่ ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาด
    ความตระหนี่สกุล ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ลาภ ๑ เพื่อละ เพื่อ
    ตัดขาดความตระหนี่วรรณะ ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุ

    ทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ ๕
    ประการนี้แล ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
    บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความ
    ตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรบรรลุปฐมฌาน
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕
    ประการเป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่
    ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ

    ละธรรม ๕ ประการนี้แล ควรบรรลุปฐมฌาน ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
    บรรลุทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดา
    ปัตติผล ... สกทาคามิผล ... อนาคามิผล ... อรหัตผล ธรรม ๕ ประการเป็น
    ไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑
    ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละ

    ธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ธรรม ๕ ประการ
    เป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ฯลฯ ความตระหนี่ธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุละธรรม ๕ ประการนี้แล ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
    บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความ
    ตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความเป็นคน
    อกตัญญูกตเวที ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควร
    เพื่อบรรลุปฐมฌาน ฯ



    จึงไม่ใช่การอวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีอยู่จริง แต่แสดงเพื่อความไม่ตระหนี่ธรรม

    ภัยภายในของศาสนาพุทธ มีเพียงแค่ อามิสทายาท และ สัทธรรมปฎิรูป
    คือผลที่ได้รับ จากสัทธรรมปฎิรูป สัมมาทิฎฐิมาเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีการล่มสลาย๑
    เป็นไปตามกรรมพุทธพยากรณ์อยู่แล้ว ในพระพุทธศาสนา

    แต่ อสัทธรรม เป็น มิจฉาทิฏฐิอยู่แล้วโดยปรมัตถ์ ยังเพิ่มดรีกรีเข้าไปอีก คลื่นลมจึงเร็วแรงขึ้น มันทำลายสิ้นเสียทุกสิ่ง๑

    ภัยนอกพระศาสนา

    ภัยจากนอกพระศาสนาคือ การ GENOCIDE buddiss


    ความหวาดกลัวของผู้อยู่นอกพระศาสนา ย่อมสืบเสาะค้นหา และทำลาย ผู้ใดทรงจำหรือกล่าวแม้คาถาบทเดียว ได้ก็ต้องสิ้นลมหายใจ


    เหตุการณ์เหมือน ที่ นาลันทา จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน! ด้วยแผนการของพวกสุดโต่งจอมล่าอาณานิคม ที่กำลังเผชิญเหตุทุกเภทขภัย นานัปการ เช่น วาตภัย | อุทกภัย | ทุกขภิกขภัย | พายุฝนฟ้าคะนอง | คลื่นพายุซัดฝั่ง | แผ่นดินไหว | แผ่นดินถล่ม | ไฟป่า

    ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสงครามการแย่งชิงพื้นที่และทรัพยากร ปัญหาโรคภัย ปัญหาบุคคลล้นเมือง ปัญหาบุคคลข้ามชาติ

    ธาตุวิภังคสูตร


    กุลบุตรชื่อปุกกุสาติ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตอุทิศพระผู้มีพระภาคด้วยศรัทธา

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่โรงช่างหม้อแล้ว ทรงลาดสันถัดหญ้า ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติมั่นเฉพาะหน้า พระองค์ประทับนั่งล่วงเลยราตรีไปเป็นอันมาก แม้ท่านปุกกุสาติก็นั่งล่วงเลยราตรีไปเป็นอันมากเหมือนกัน ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริดังนี้ว่ากุลบุตรนี้ประพฤติน่าเลื่อมใสหนอ เราควรจะถามดูบ้าง ต่อนั้นพระองค์จึงตรัสถามท่านปุกกุสาติดังนี้ว่า "ดูกรภิกษุ ท่านบวชอุทิศใครเล่า หรือว่าใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ฯ

    ท่านปุกกุสาติตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ มีพระสมณโคดมผู้ศากยบุตร เสด็จออกจากศากยราชสกุลทรงผนวชแล้ว ก็พระโคดมผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล มีกิตติศัพท์ฟุ้งไป งามอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุดังนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส รู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างหาคนอื่นยิ่งกว่ามิได้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้แจกธรรม ดังนี้ "ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯ"

    หากไม่มีผู้ควบคุมธาตุ สรรพสัตว์ในสหโลกธาตุทั้งหลายฯ ย่อมพินาศเสื่อมสูญฯ วัฎสงสารจึงเจริญไม่สิ้นไป ควรจะบวชอุทิศผู้ใดใครกันเล่า!


    ทุกครั้งที่สหโลกธาตุสั่นสะเทือนหวั่นไหว ด้วยการสำเร็จในการบรรลุพระสัทธรรม นั้นจะยืดเวลารักษาสภาพของโลกธาตุต่างๆไว้

    แต่ทุกครั้งที่พระสัทธรรมถูกแต่งเติมด้วยสัทธรรมปฎิรูปและถูกย่ำยีด้วยอามิสทายาทที่เนรคุณต่อพระสัทธรรมธรณีจะหวั่นไหวพินาศ(ธาตุ๔)

    และทุกครั้งที่สหโลกธาตุสั่นสะเทือนหวั่นไหว ด้วยการสำเร็จในการบรรลุอสัทธรรม นั้นจะทำลายธาตุ ๔ อันมีดิน น้ำลมไฟของโลกธาตุให้เกิดความแปรปรวน และทุกครั้งที่อสัทธรรมเจริญโชติช่วงจนถึงขีดสุดก็ถึงคราวิบัติของโลก

    แผ่นดินไหวด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ
    ๑. ธาตุกำเริบ
    ๒. อานุภาพของผู้มีฤทธิ์
    ๓. พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่พระครรภ์
    ๔. เสด็จออกจากครรภ์พระมารดา
    ๕. บรรลุพระสัมโพธิญาณ
    ๖. ทรงแสดงพระธรรมจักร
    ๗. ทรงปลงอายุสังขาร
    ๘. เสด็จดับขันธปรินิพพาน
    วินิจฉัยเหตุแม้เหล่านั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวในคราววรรณนาพระบาลีที่มาในมหาปรินิพพานสูตรอย่างนี้ว่า๑-
    ดูก่อนอานนท์ เหตุ ปัจจัย ๘ เหล่านี้แลที่ให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ดังนี้ทีเดียว.


    ก็แผ่นดินใหญ่นี้ได้ไหวในฐานะ ๘ แม้อื่น คือ
    ๑. คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์
    ๒. คราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน
    ๓. คราวรับผ้าบังสุกุล
    ๔. คราวซักผ้าบังสุกุล
    ๕. คราวแสดงกาลามสูตร
    ๖. คราวแสดงโคตมกสูตร
    ๗. คราวแสดงเวสสันดรชาดก
    ๘. คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้

    เป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่ทราบส่วนใหญ่จะมีความหวาดกลัวและแตกตื่นใจในการที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว กลัวเกรงอันตรายที่มีมากจากความรุนแรงของแผ่นดินไหว จนคิดเสมอจนเป็นที่นิยมไปแล้วว่า การเกิดแผ่นดินไหวถือเป็นมหันตภัยที่มนุษย์ยังไม่สามารถป้องกันได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

    คึกฤทธิ์แห่งสำนักวัดนาป่าพงสอนศิษย์ให้ไม่เอาพระแม่ธรณี ไม่แปลกที่จะเกิด ธาตุดินกำเริบแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม ทั้งที่เนปาล และ พม่า พระแม่ธรณีท่านคงเสียใจมากพอดู จนต้องคร่ำครวญ ที่ท่านถูกเหมารวมเป็นคำแต่งใหม่ถือเป็นเดรัจฉานวิชา มันคงแค้นพระแม่ธรณีมาก พวกมาร จึงมาแปลงจากกงจักรเป็นดอกบัวหลอกผู้คน

    ต่อไปจะเกิดที่ไหนอีก? กว่าจะรู้ตัว สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้งนั้น มีแต่ผู้มีสภาวะธรรมจึงจะมองออกในข้อนี้



    สำนวนไทยที่ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" คนชั่วมักจะมองเห็นสิ่งเลวร้ายเป็นของสวยงาม ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ผิดใ ช้ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์สำคัญที่สุดก็คือในกาลบัดนี้เอง

    [ame]
    [/ame]

    ผู้ที่ไม่รู้คุณความหมายในข้อนี้ ไม่ฉลาดในธาตุ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ก็จะเหมารวมคิดไปว่า แผ่นดินไหว เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉนั้นก็เลยจะต้องพาลไม่รู้คุณของพระธรณีผู้ถือครองธาตุดินไปด้วย ซึ่งเป็นผู้กระทำอภิวันท์เคารพบูชาพระมหาโพธิสัตว์ตั้งแต่ต้นจนถึงเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน

    อย่าลืมว่า บรรดาผู้ใหญ่ยิ่ง มารผู้มีบาปเป็นเลิศ





    แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งแรงสั่นสะเทือนและมีผลกระทบไปในบริเวณกว้างและไกล ไม่เฉพาะบริเวณที่เป็นศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว และหากเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนไปได้หลายพันกิโลเมตร ดังนั้นหลายประเทศจึงได้มีการตรวจวัดแผ่นดินไหวในระบบเครือข่ายทั้งในระดับประเทศและเครือข่ายระดับโลก เพื่อวิเคราะห์ตำแหน่ง ขนาดและเวลาเกิดแผ่นดินไหว โดยประเทศไทยเริ่มมีการตรวจแผ่นดินไหวเมื่อปี 2526 และสถานีตรวจแผ่นดินไหวแห่งแรกของกรมอุตุนิยมวิทยา ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเข้าร่วมเป็นเครือข่ายระบบมาตรฐานโลก (Worldwide Standardized Seismograph Network: WWSSN) ซึ่งขนาดและความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินไหวจะมีหน่วยเป็น “มาตราริคเตอร์” และ “มาตราเมอร์แคลลี่”’

    ความรุนแรงของแผ่นดินไหวสามารถวัดได้ทั้งขณะเกิดและหลังเกิด คนอาจจะรู้สึกได้ถึงการเกิดแผ่นดินไหว มีอาคารเสียหายหรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยขนาดและความสัมพันธ์โดยประมาณกับความสั่นสะเทือนใกล้จุดศูนย์กลางตามมาตราริคเตอร์ แบ่งได้เป็น 5 ช่วง คือ
    ความรุนแรง 1.0-2.9 เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงอาการสั่นไหว บางครั้งรู้สึกเวียนศีรษะ
    ความรุนแรง 3.0-3.9 เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ผู้คนที่อยู่ในอาคารรู้สึกเหมือนรถไฟวิ่งผ่าน
    ความรุนแรง 4.0-4.9 เกิดการสั่นไหวปานกลาง ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน วัตถุที่ห้อยแขวนมีการแกว่งไปมา
    ความรุนแรง 5.0-5.9 เกิดการสั่นไหวรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง เครื่องเรือน และวัตถุมีการเคลื่อนที่
    ความรุนแรง 6.0-6.9 เกิดการสั่นไหวรุนแรงมาก อาคารเริ่มเสียหาย พังทลาย
    ความรุนแรง 7.0 ขึ้นไป เกิดการสั่นไหวอย่างร้ายแรง อาคาร สิ่งก่อสร้างได้รับความเสียหายอย่างมาก แผ่นดินเกิดการแยกตัว วัตถุที่อยู่บนพื้นถูกเหวี่ยงกระเด็น

    ส่วนลักษณะความรุนแรงโดยเปรียบเทียบตามมาตราแคลลี่อันดับที่ แบ่งเป็น 12 ระดับ ดังนี้
    ความรุนแรงระดับ 1 เป็นอันดับอ่อนมาก ความสั่นสะเทือนสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือ
    ความรุนแรงระดับ 2 คนที่อยู่ในอาคารสูงและอยู่นิ่ง ๆ สามารถรู้สึกได้
    ความรุนแรงระดับ 3 คนที่อยู่ในบ้านสามารถรู้สึกได้
    ความรุนแรงระดับ 4 ผู้ที่อยู่ในบ้านรู้สึกว่าบ้านสั่นไหว
    ความรุนแรงระดับ 5 รู้สึกเกือบทุกคน ของในบ้านเริ่มแกว่งไกว
    ความรุนแรงระดับ 6 ทุกคนรู้สึกถึงการสั่นไหว ของหนักในบ้านเริ่มเคลื่อนไหว
    ความรุนแรงระดับ 7 ผู้คนตกใจ สิ่งก่อสร้างเริ่มปรากฏความเสียหาย
    ความรุนแรงระดับ 8 อาคารธรรมดาได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก
    ความรุนแรงระดับ 9 สิ่งก่อสร้างที่ได้รับการออกแบบไว้เป็นอย่างดีได้รับความเสียหายมาก
    ความรุนแรงระดับ 10 อาคารพัง รางรถไฟบิดงอ
    ความรุนแรงระดับ 11 อาคารสิ่งก่อสร้างพังทลายเกือบทั้งหมด ผิวโลกปูดนูนและเลื่อนเป็นคลื่นบนพื้นดินอ่อน


    กาลเวลาล่วงเลยมาจนยุคกึ่งพุทธกาล อันเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นการต่อสู้ระหว่างธรรมทายาทผู้รับธรรมสมบัติของ พระสัทธรรม พระธรรมราชา พระไตรปิฏกพระธรรมคัมภีร์ธรรมแม่บทดั้งเดิม ทิพยวิเศษบริสุทธิธรรม

    กับ

    ทายาทผู้รับมารสมบัติของ อสัทธรรม พญามาร ราชามาร ผู้ถือคัมภีร์อักขระพยัญชนะมารดั้งเดิม อหังการวิเศษมาร

    ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัยในทุกๆพุทธันดร ที่จะต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนี้ พระธรรมคำสั่งสอนมิได้มุ่งหมายเป็นข้าศึกในโลก ก็ด้วย อวิชาและตัณหาอันเป็นเครื่องผูกของสัตว์เหล่านั้น จึงต้องโรมรัน ชิงไหวชิงพริบเพื่อความสุขสวัสดิ์สถาพรของเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายฯ ไม่ใช่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายฯ จะทรงทอดทิ้งโลกธาตุอื่นๆไปด้วย แต่ทรงเป็นผู้ดูแลเปรียบประดุจมารดาดูแลบุตรในครรภ์


    บางลัทธิศาสนาพ่ายแพ้แก่พระยมกปาฎิหาริย์จนบันทึกลงคัมภีร์ไปเลยก็มี

    อันคัมภีร์ทั้งหลายฯ ขอแสดงเพียง ๓ มีเพียงหนึ่งบทธรรมอันเลิศซึ่งแตกต่างจากคัมภีร์หนี๑ พราหมณ์(ชนะแล้วต้องกลับมาแพ้) ซึ่งเป็นคัมภีร์หนี๒(พระสัทธรรม) หนีแบบชนะไม่ซ้ำเติมด้วย แค่สั่งสอน ซึ่งเป็นการชนะแล้วซึ่งวัฎสงสารไม่ต้องกลับมาแพ้อีก และคัมภีร์มาร๑ที่หวังควบคุมเหล่าสัตว์อื่น ให้หลงงมงายในมายาคติต่อไป

    จึงแตกหักอย่างเช่นทุกๆวันนี้ด้วยวัฎจักรธรรม เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี ทางในทางเดียวกันทอดเป็นกระแส และในแนวทางที่แตกต่างกัน หรือตรงกันข้ามกัน







    เรามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ได้ทราบไว้เป็นอีกหนึ่งกรณี นอกจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งหลายฯนั้น ที่เราคาดคิดกันว่าเป็นเพราะผลของภัยพิบัติทางธรณีวิทยาและสภาพอากาศจนตลอด ภัยมฤตยูที่มีมาจากนอกโลก สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือการล่วงรู้ของพระสัพพัญญูเจ้า แต่อย่างใด

    สัญญานคือ อภยปริตร คือการทำลาย อภยปริตร และ มหาสุบินชาดก ของสำนักวัดนาป่าพง

    เวลาที่ได้เคยแสดงไว้ ซึ่งห้วงพุทธกาล ได้เคยประมาณกาลไว้แล้วด้วยสภาวะธรรม ซึ่งใกล้เคียงกับที่ท่าน WebSnow นำมาแสดง ถ้าไม่เกิดขึ้นก็ดีไป เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงๆเตรียมใจไว้เลยว่า ภายใต้แผ่นฟ้าอันมีพื้นพสุธานี้ ไม่มีที่ให้หลบภัยนั้นแน่นอกจากจะไปอยู่ในข่ายญานของพระที่ถือป่าเป็นวัดเท่านั้น ผู้อยู่ป่าจึงชนะภัย ๕ ประการ


    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกึ่งพุทธกาล นั่นก็หมายถึง ในระยะเวลา๒๕๕๘ - ๒๕๘๙ เรื่องราวเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลา ๒๖ ปี จนกว่าจะมีพระโพธิสัตว์มาจุติกำเนิด และบรรลุสรรพธรรมเพื่อโปรดแก่เหล่าเวไนยสัตว์ในสหโลกธาตุ เพราะด้วยเหตุใด ก็เพราะเกิดการย่ำยี่พระสัทธรรม จากสัทธรรมปฎิรูป จึงเกิดการวิปริตแปรปรวนในสหโลกธาตุ จึงสั่นคลอน ซึ่งการบรรลุธรรมล้วนมีผลต่อสหโลกธาตุทั้งสิ้นฯ และที่แน่นอนที่สุด ปัญหาทั้งหมดล้วนมาจาก ความโชติช่วงชัชวาลของ อสัทธรรม หรือ อหังการวิเศษมาร ซึ่งเป็นคัมภีร์มารนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกับที่ได้จารึกตีพิมพ์กับคัมภีร์บนโลกมนุษย์ เป็นคนละอย่างกัน

    การที่มีความวิปริตแปรปรวนนั้น ไม่ใช่เกิดมาด้วยความสามารถของมนุษย์ที่ทำลายธรรมชาติอย่างแท้จริงนั้น มนุษย์ยังไม่มีศักยภาพมากมายเพียงพอในการทำลายธรรมชาติทั้งมวลฯ มนุษย์ยังไม่มีความสามารถมากขนาดนั้น ในเรื่องภัยพิบัติต่างๆ พระธาตุดิน พระธาตุน้ำ พระธาตุลม พระธาตุไฟ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำลายล้าง หรือฆ่าฟันมนุษย์ อย่างมนุษย์นั้นเข้าใจแต่อย่างใด นี่เป็นเรื่องของผลกรรมเก่า และการสร้างอกุศลกรรมใหม่ทั้งสิ้นฯจากมีผู้มีฤทธิ์มีอำนาจ ในการพรากชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายฯ ให้สิ้นไป และเป็นการทำลายเพื่อแสดงอำนาจ ความสามารถของตนเอง เพื่อให้สรรพสัตว์ได้ตกเป็นทาสของตนในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสาร อย่างไม่มีวันได้จบสิ้นไป

    ตราบใดที่ไม่ปรากฎพระโพธิสัตว์ผู้ทรงปฎิหาริย์ ๓ ขึ้นมาในกึ่งพุทธกาลนี้ ตราบนั้นเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่สิ้น และจะทวีความรุนแรงอย่างไม่มีจบสิ้น ด้วยไฟประสัยกัลป์ ที่จะผุดขึ้นในโลก ด้วยผลอย่างหนึ่งจากอหังการวิเศษมาร ซึ่งมีฤทธาอำนาจในการควบคุมฟ้าผ่า ให้พระธรณีปวดร้าว ทั่วสหโลกธาตุฯ คือผ่าในดาวดวงอื่นนั้นด้วย ฯ จึงสอนให้มีความหวาดกลัวและหลงในอำนาจของสายฟ้าและฤทธิ์ต่างๆที่ตนเองมี

    แต่ในพระพุทธศาสนา สอนให้ไม่กลัวแม้ฟ้าผ่า และแม้จะผ่าลงตรงหน้าก็ตามก็ไม่รู้ไม่เห็นไม่รู้สึกอะไร? ต่อต้านกันอย่างอัศจรรย์อย่างนี้ เรื่องนี้ปรากฎที่คัมภีร์ของพระธรรมราชา และคัมภีร์ราชามาร ด้วย

    ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ถูกคุกคามจาก เสนามาร ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ไม่รู้ฐานะของตัวเอง ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ไม่ออกบวชสละโลก ตราบนั้น โลกธาตุ ๔ อันมี ดิน น้ำ ลม ไฟ จะไม่มีผู้ใดควบคุม และป้องกันทำลาย ซึ่งภัยนั้น สรรพสัตว์จะถูกพรากชีวิตอย่างมากมายมหาศาล และถูกพรากวิญญานนั้นไปด้วย ฯ

    ลัทธิเผ่าพันธุ์ใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือ พระพุทธศาสนา ถือตามอสัทธรรมทั้งหลายฯ จะประสบกับภัยและพินาศไปสิ้น นั่นเป็นจาก อสัทธรรม ไม่ใช่ผลจาก พระสัทธรรม พระสัทธรรมปรากฎเมื่อใด เมื่อนั้นโลกธาตุทั้งหลายฯ จะอยู่อย่างผาสุขและเป็นสุขชั่วกาลระยะหนึ่ง

    ห้วงเวลาในตอนนี้เป็นวาระสุดท้ายของ พระสัทธรรม แล้ว จากประชากรเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีผู้รักษานับถือยังพระพุทธศาสนาอยู่ มีแค่เพียงไม่กี่ ร้อยล้านคนจากทั่วโลก และกำลังลดน้อยลงทุกๆวัน พุทธบริษัท ๔ ก็เริ่มเจือจางไป ไม่มีผู้รักในพระธรรมเหมือนอย่างเดิม เหมือนในสมัยพุทธกาลแล้ว ซึ่งต่างก็มีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันไปทั้งหมดฯ แทบทั่วโลกแล้วว่า พระมหาโพธิสัตว์ ทรงหลงแนวทางการปฎิบัติในการบำเพ็ญกิริยา คือกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้หลงทางในการบำเพ็ญนั้นฯ
    ไม่เห็นความสำคัญในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงสู้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมา
    เป็นของไร้ประโยชน์และ ไร้คุณค่าหมดความหมาย เป็นการย่ำยีพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นผลจากการมีอยู่และการถือตาม อสัทธรรม โดยทั้งสิ้น ผลลัพท์ในที่สุด ที่จะต้องยอมรับในกาลนั้น
    คือ ต้อง รับผลกรรมที่ตนเองได้ก่อไว้ สมดังพระพุทธวจนนี้ซึ่ง กัมมุนา วัตตติโลโก ด้วยปะการะฉะนี้แล้วฯ




    แม้สำนักใดใครจะอ้างไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เป็นของแต่งใหม่ แต่ทิฏฐินั่นต้องพังเพราะยังมี อภยปริตร มันทำลาย ไปอีก เหมือนจงใจ และทำท่าว่าจะทำลาย มหาสุบินชาดกอีก และสุดท้ายมันคงจะลบชื่อพระเจ้าประเสนธิโกศลออก เพื่อให้จบ พุทธทำนายมหาสุบิน ๑๖ ข้อ โดยเฉพาะ คึกฤทธิ์และบริวารสาวกมารแห่งสำนักวัดนาป่าพง

    กระทู้แสดงสติปัญญาศิษย์คึกแห่งสำนักวัดนาป่าพง เกี่ยวกับพุทธทำนาย

    http://palungjit.org/threads/ศิลาจารึกพุทธทำนาย-มีจริงหรือ.513456/


    ทำไมจะมีไม่ได้ศิลาพุทธทำนายอยากรู้ว่ามีหรือไม่มี ก็หาคนไปถอดความแปลเอาทีอีก ถ้ายังไม่หนำใจ ขนาดคึกฤทธิ์แห่งวัดนาป่าพง ยังอ้างเสาอโศกมีคำสอนเป็นพระไตรปิฏกจารึกอยู่ในเสา


    "แต่จริงๆแล้วเสาอโศกไม่มีการบันทึกคำสอนใดๆ ไม่มีพุทธวจนะใดๆ มีแต่ "อโศกวจนะ" ใครโกหก สุดท้ายก๊อปมาจาก บาลีสยามรัฐ และอ้างไปอีกได้มาจากสวนโมกข์


    ฝากสำหรับพวกที่หมิ่นไม่เชื่อพุทธทำนาย และโดยเฉพาะลิ่วล้อโง่ๆของวัดนาป่าพง พวกนี้ก็หมิ่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก หลวงพ่อฤษีและครูบาอาจาย์อีกหลายฯท่าน เทพเทวดาภพภูมิต่างๆ อย่างพระอินทร์ในมหากัณหชาดก เป็นต้นด้วย สรุปที่พวกนั้นแสดงมาว่าเคารพหลวงพ่อฤษี หรือครูบาอาจาย์อีกหลายท่านที่ท่านกล่าวถึงพุทธทำนาย ให้ไปสังเกตุดูได้เลย นั่นแสดงว่า สภาวะธรรมมันรวนจนจะเป็นบ้าเสียสติไปแล้ว กระแสธรรมตีกันเองมั่วไปหมด สม๋งสมอง

    พิจารณาด้วย มหาปัญญา

    พลาดอะไรไปบ้าง ไปคิดดูให้ดี พระเถระพยากรณ์ พุทธทำนาย มหาสุบิน อภยปริตร พระเจ้าประเสนธิโกศล ภัย ๕ ประการ และธาตุอันตรธานปริวัตต์ ๕

    ๑.ปริยัติอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระปริยัติ
    ๒.ปฏิบัติอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ
    ๓.ปฏิเวธอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งการสำเร็จมรรคผลนิพพาน
    ๔.ลิงคอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งเพศสมณะ
    ๕.ธาตุอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระบรมธาตุ

    ถ้าลบทั้ง ๑๑ ประการ อย่างนี้ไปได้คือทำให้ไม่มี ก็ไม่ต้องเชื่อ พุทธทำนาย แต่ถ้ามี นั่นก็แสดงว่า มีความเป็นไปได้ไปกว่า 99.999999 เปอร์เซนต์

    เหลือเปอร์เซนต์เดียว ให้คนโง่ ปลอบใจตนเองว่าไม่มีทาง


    โดยไม่ต้องนำส่วนที่ไม่ได้นำมาแสดงให้เห็นเพิ่มเติ่ม ผู้มีสติปัญญาก็ทราบได้แล้วว่าชัวร์ ถ้าเจอคำสอนหรืออสัทธรรมฝ่ายมารเพิ่มเติมจะยืนนอนยันขนาดไหนก็ได้ทั้งนั้น

    สงสัยจะประกาศตนเองว่า กระผมเชื่อและศรัทธาในพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ตลอดจนหลวงพ่อหลวงปู่หลวงตามากครับ แต่เรื่องพุทธทำนายกระผมไม่เชื่อท่าน ท่านโง่งมงายครับ โมเมครับ


    "ดูก่อนท่านปัณฑรสฤาษี ในกาลภายหน้านั้น ภิกษุเป็นอันมาก จะเป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่ คุณท่าน หัวดื้อ โอ้อวด ริษยา มีวาทะแตกต่างกัน จะเป็นผู้มีมานะ (ถือตัว) ในธรรม ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง คิดว่าตื้น ในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบาปัญญา ไม่เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน

    ในกาลข้างหน้า โทษภัยเป็นอันมากจะเกิดขึ้นในหมู่สัตว์โลก ก็เพราะภิกษุทั้งหลาย ผู้ไร้ปัญญา จะกระทำ ธรรมะ ที่พระศาสดา ทรงแสดงแล้วนี้ ให้เศร้าหมอง

    ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว แต่โวหารจัดแกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้ศึกษาธรรมวินัย ก็จะมีขึ้น ในสังฆมณฑล ส่วนภิกษุผู้มีคุณความดี มีโวหารสมควรแก่เนื้อความ มีความละอาย ต่อบาป ไม่ต้องการ อะไรๆ ก็จะมีกำลังน้อย


    ว่าที่พระ ธรรมบุตร

    ขอให้ทุกท่านเจริญในพระสัทธรรมอันยิ่งขึ้นไป
    20150515145110835.jpg

    เห็นกงจักรเป็นดอกบัว.jpg
     
  7. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง สวัสดี
     
  8. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ประเทศสวีเดนเตรียมซวย สัทธรรมปฎิรูปจะไปหาแล้ว

    ปรากฎการณ์ดวงอาทิตย์3ดวงในสกีรีสอร์ทประเทศสวีเดน เป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Sun dog หรือดวงอาทิตย์จำลอง มักเกิดขึ้นเป็นคู่ในระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ขนานกับพื้นดิน เกิดจากการหักเหและการสะท้อนของแสงอาทิตย์กับผลึกลักษณะหกเหลี่ยมของเมฆเซอรัส ในช่วงอากาศหนาวเย็น




    พระพุทธศาสนามองว่า โลกมีการแตกดับและพินาศไปนั้นเป็นกฎของธรรมชาติ ตามหลักของสามัญญลักษณะ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ทุกข์ขัง คือ ความทุกข์ และอนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน ไม่เว้นแม้กระทั่งโลกที่เราอาศัยอยู่ มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่บนโลก การแตกดับของโลกนั้น พระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ว่า


    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จะมีสมัยหนึ่งถัดจากนี้ไปหลายแสนปีที่ฝนจะหยุดตก และต่อจากนั้นต้นไม้ใหญ่น้อยทั้งปวงก็จะเหี่ยวแห้งและถูกทำลายไปตามกัน ดวงอาทิตย์ดวงที่สองจะเกิดขึ้น มาแผดเผาลำธารใหญ่น้อยให้เหือดแห้งไป เมื่อดวงอาทิตย์ที่สามเกิดขึ้น แม่น้ำ เช่น แม่น้ำคงคา ยมนา ก็จะเหือดแห้งในทำนองเดียวกัน ทะเลสาบและมหาสมุทรก็จะเหือดแห้งไปตามกัน เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔, ๕, ๖ เกิดขึ้นตามมา ครั้นแล้วดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ เกิดขึ้นโลกและภูเขาพระสุเมรุก็จะลุกโพลงเป็นไฟไปทั่ว เปลวไฟเหล่านี้ต่อมาก็จะลุกลามเข้าหากันและติดเป็นผืนเดียวกัน กลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่มาลุกโพลงและแตกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หาเถ้าและถ่านเหลือมิได้ในที่สุด ”

    เมื่อโลกพินาศ แตกดับไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมืดมน จะเต็มไปด้วยน้ำ ไม่มีพื้นดิน และสิ่งมีชีวิตอื่น โลกก็จะเริ่มแข็งตัวขึ้น เจริญขึ้นไปตามกาลเวลา “จักรวาลทั้งสิ้นนี้เต็มไปด้วยน้ำทั้งนั้น มืดมนและไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏ ดวงดาวนักษัตร กลางวัน กลางคืน เดือนหนึ่ง กึ่งเดือน ฤดู และปีก็ไม่ปรากฏ” (ที. ปา. ๑๑/๕๖/๖๕)

    “สมัยนั้น จักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนและไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ เพศชาย และเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งอันนับเพียงว่า “สัตว์” เท่านั้น…” (ที. ปา. ๑๑/๕๖/๗๖)

    ถึงขนาดวันสิ้นโลกสิ้นจักรวาล ก็ยังไม่ปรากฎพบสัตตานังดังกล่าวในสารบบ
     
  9. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    โอกาสดีของเหล่าสัตตานัง
    แห่งคำสอนจากปากของโมฆะบุรุษอลัชชีอามิสทายาทคึกฤทธิ์


    Product_40639_396262018_fullsize.jpg
     
  10. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    เล่มที่ รายชื่อ (Title) URL (link) 1-45 สฺยามรฏฐสฺส เตปฏิกํวชิรญาเณน มหาสมเณน อา โท โสธิตา ญาณวรตเถเรน สาสนโสภเนน ปนุ โสธิ ตา
    พระไตรปฏิกฉบบัสยามออนไลน์เล่ม 1-45) http://library.car.chula.ac.th/record=b1299192.pdf
    1 วนิ ยปิฏเก มหาวภิงฺคสสฺ [ปฐโม ภาโค] : เวรญฺ ชกณฺฑปาราชิกกณฺฑอนิยตกณฺฑา www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0001.pdf
    2 วนิ ยปิฏเก มหาวภิงฺคสสฺ [ทตุ ิโย ภาโค] : นิสสฺ คฺคิ ยกณฺฑปาฎเิทสนียกณฺฑเสขิยกณฺฑา www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0002.pdf
    3 วนิ ยปิฏเก ภกิฺขนุ ีวภิงฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0003.pdf
    4 วนิ ยปิฏเก มหาวคฺคสสฺ [ปฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0004.pdf
    5 วนิ ยปิฏเก มหาวคฺคสสํ [ทตุ ิโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0005.pdf
    6 วนิ ยปิฏเก จลุ ลฺ วคฺคสสฺ [ปฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0006.pdf
    7 วนิ ยปิฏเก จลุ ลฺ วคฺคสสฺ [ทตุ ิโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0007.pdf
    8 วนิ ยปิฏเก ปริวาโร www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0008.pdf 9 สตุ ฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกายสสฺ สลีกฺขนฺธวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0009.pdf
    10 สตุ ฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกายสสฺ สลีกฺขนฺธวคฺโค มหาวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0010.pdf
    11 สตุ ฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกายสสฺ ปาฏกิวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0011.pdf
    12 สตุ ฺตนฺตปิฏเก มชฺฌิมนิกายสสฺ มลู ปณฺณาสกํ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0012.pdf
    13 สตุ ฺตนฺตปิฏเก มชฺฌิมนิกายสสฺ มชฺฌิมปณฺณาสกํ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0013.pdf
    14 สตุ ฺตนฺตปิฏเก มชฺฌิมนิกายสสฺ อปุ ริปณฺณาสกํ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0014.pdf
    15 สตุ ฺตนฺตปิฏเก สยัตุ ฺตนิกายสสฺ สคาถวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0015.pdf
    16 สตุ ฺตนฺตปิฏเก สยัตุ ฺตนิกายสสฺ นิทานวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0016.pdf
    17 สตุ ฺตนฺตปิฎเก สยํ ตุ ฺตนิกายสสฺ ขนฺธวารวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0017.pdf
    18 สตุ ฺตนฺตปิฎเก สยํ ตุ ฺตนิกายสสฺ สพายตนวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0018.pdf
    19 สตุ ฺตนฺตปิฎเก สยํ ตุ ฺตนิกายสสฺ มหาวารวคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0019.pdf
    20 สตุ ฺตนฺตปิฎเก องฺคตุ ฺตรนิกายสสฺ [ปฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0020.pdf
    21 สตุ ฺตนฺตปิฎเก องฺคตุ ฺตรนิกายสสฺ [ทตุ ิโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0021.pdf
    พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐออนไลน์ เล่ม 1-45 เล่มที่ รายชื่อ (Title) URL (link)
    22 สตุ ฺตนฺตปิฎเก องฺคตุ ฺตรนิกายสสฺ [ตติโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0022.pdf
    23 สตุ ฺตนฺตปิฎเก องฺคตุ ฺตรนิกายสสฺ [จตตุ ฺโถ ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0023.pdf
    24 สตุ ฺตนฺตปิฎเก องฺคตุ ฺตรนิกายสสฺ [ปญฺจโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0024.pdf
    25 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ ขทุ ฺทกปาฐ-ธมมฺ ปท คาถา- อทุ าน-อติิวตุ ฺตก-สตุ ฺตนิปาตา www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0025.pdf
    26 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ วมิานวตฺฤ-เปตวตฺถ-ุ เถรคาถา-เถรีคาถา www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0026.pdf
    27 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ ชาดกํ[ปฐโม ภาโค] : เอก-จตฺตาลสี่ นิปาตชาดกกํ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0027.pdf
    28 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ ชาดกํ[ทตุ ิโย ภาโค] : ปญญาส-มหานิปาตชาดกํ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0028.pdf
    29 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ มหานิทฺเทโส www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0029.pdf
    30 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ จฬู นิทฺเทโส www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0030.pdf
    31 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ ปฏสิมภฺ ทิามคฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0031.pdf
    32 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ อปทานสสฺ [ปฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0032.pdf
    33 สตุ ฺตนฺตปิฎเก ขทุ ฺทกนิกายสสฺ อปทานสสฺ [ทตุ ิโย
    34 อภธิมมฺ ปิฏเก ธมมฺ สงฺคณิ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0034.pdf
    35 อภธิมมฺ ปิฏเก วภิงฺโค www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0035.pdf
    36 อภธิมมฺ ปิฏเก ธาตกุ ถาเจว ปคุ ฺคลปญฺญตฺติ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0036.pdf
    37 อภธิมมฺ ปิฏเก กถาวตฺถุ www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0037.pdf
    38 อภธิมมฺ ปิฏเก ยมกํ[ปฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0038.pdf
    39 อภธิมมฺ ปิฏเก ยมกํ[ทตุ ิโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0039.pdf
    40 อภธิมมฺ ปิฏเก ปฏฐานํ[ปฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0040.pdf
    41 อภธิมมฺ ปิฏเก ปฏฐานํ[ทตุ ิโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0041.pdf
    42 อภธิมมฺ ปิฏเก ปฏฐานํ[ตติโย ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0042.pdf
    43 อภธิมมฺ ปิฏเก ปฏฐานํ[จตตุ ฺโถ ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0043.pdf
    44 อภธิมมฺ ปิฏเก ปฏฐานํ[ปญฺจโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0044.pdf
    45 อภธิมมฺ ปิฏเก ปฏฐานํ[ฉฏฐโม ภาโค] www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra58_0045.pdf
    2017-03-03_214145-660x363.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2018
  11. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงกวาดล้าง จับสึกพระอลัชชี ทรงให้มีการสังคยานาพระไตรปิฏกครั้งที่ 3 และเริ่มปฏิรูปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
    ครั้งหนึ่งในอดีต “พระเจ้าอโศกมหาราช” ทรงร่วมปฏิรูปพระศาสนา จับสึกพระอลัชชีผู้ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส สั่งสมของมัวเมาในลาภสักการะ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จากนั้นทรงเป็นศาสนูปถัมภกในการสังคยานา และส่งสมณฑูตประกาศพระพุทธศาสนา



    เมื่อเกิดเหตุการณ์นักบวชนอกศาสนามาปลอมบวช เพื่อหวังลาภสักการะและบิดเบือนคำสอนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    พระเจ้าอโศกมหาราช (AShoka the great) แห่งราชวงศ์ โมริยะ กษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนอินเดีย (พ.ศ.276 – พ.ศ.312) พระองค์ ทรงมีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่นทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ และหลักศิลาจารึกเป็นต้น ได้บำรุง พระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย 4 คือ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค การที่พระองค์ทรงบำรุงพระภิกษุสงฆ์เช่นนี้ ก็เพื่อจะได้พระภิกษุในพุทธศาสนาได้รับความสะดวก มีโอกาสบำเพ็ญสมณธรรมได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลในการแสวงหาปัจจัย 4 แทนที่จะเป็นเช่นนั้น



    แต่กลับปรากฏว่ามีพวกนักบวชนอกศาสนาเป็นจำนวนมาก ปลอมบวชในพุทธศาสนา เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ เมื่อบวชแล้วก็คงสั่งสอนลัทธิศาสนาเก่าของตน โดยอ้างว่าเป็นคำสอนของพุทธศาสนา แสดงลัทธิธรรมให้ผิดคลองพระพุทธบัญญัติกระทำให้สังฆมณฑลยุ่งเหยิง แตกสามัคคีด้วยสัทธรรมปฏิรูป



    ข้อนี้ทำให้พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ (คนละรูปกับพระมหาโมคคัลลานะเถระในพุทธกาล) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความแตกฉานในพระไตรปิฎก เกิดความระอาใจต่อการประพฤติปฏิบัติของเหล่าพระภิกษุอลัชชีที่ปลอมบวชทั้งหลาย จึงได้ปลีกตัวไปอยู่ที่ ถ้ำอุโธตังคบรรพต เจริญวิเวกสมาบัติอยู่ที่นั้นอย่างเงียบๆ เป็นเวลา 7 ปี และมอบภารกิจคณะสงฆ์ให้พระมหินทเถระดูแลแทน



    เมื่อจำนวนพระอลัชชีมีมากกว่าพระภิกษุแท้ ๆ จนพระภิกษุผู้บริสุทธิ์ งดทำอุโบสถสังฆกรรมร่วม ถึง 7 ปี
    ในสมัยนั้นจำนวนของพระอลัชชี มีมากกว่าพระภิกษุแท้ ๆ จึงทำให้ต้องหยุดการทำอุโบสถสังฆกรรมถึง 7 ปี เพราะเหตุที่พระสงฆ์ ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ยอมร่วมกับพระอลัชชีเหล่านั้น


    จึงทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สบายพระหฤทัยในการแตกแยกของพระสงฆ์ ทรงปวารณาจะให้พระสงฆ์เหล่านั้นสามัคคีกัน จึงได้ตรัสสั่งให้อำมาตย์หาทางสามัคคี ฝ่ายอำมาตย์ฟังพระดำรัสไม่แจ้งชัด สำคัญผิดในหน้าที่ จึงได้ทำความผิดอันร้ายแรง คือ ได้บังคับให้พระภิกษุบริสุทธิ์ทำอุโบสถร่วมกับพระอลัชชี พระภิกษุผู้บริสุทธิ์ต่างปฏิเสธที่จะร่วมอุโบสถสังฆกรรม อำมาตย์จึงตัดศีรษะเสียหลายองค์


    เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทราบข่าวนี้ ทรงตกพระทัยยิ่งจึงเสด็จไปขอขมาโทษต่อพระภิกษุที่อาราม และได้ตรัสถามสงฆ์ว่า การที่อำมาตย์ได้ทำความผิดเช่นนี้ ความผิดจะตกมาถึงพระองค์หรือไม่ พระสงฆ์ถวายคำตอบไม่ตรงกัน บ้างก็ว่า ความผิดจะตกมาถึงพระองค์ด้วยเพราะอำมาตย์ทำตามคำสั่ง แต่บางองค์ก็ตอบว่าไม่ถึงเพราะไม่มีเจตนา



    คำวิสัชนาที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชกระวนกระวายพระทัยยิ่งนัก ทรงปรารถนาที่จะให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ผู้มีความสามารถและแตกฉานในพระธรรมวินัยถวายคำวิสัชนาอย่างแจ่มแจ้ง จึงได้ตรัสถามถึง พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้ตรัสตอบว่า มีแต่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระรูปเดียวเท่านั้นที่อาจแก้ความสงสัยได้



    พระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้ส่งสาส์นไปอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ให้ท่านเดินทางมายังเมืองปาฏลีบุตร แต่ไม่สำเร็จ เพราะพระเถระไม่ยอมเดินทางมาตามคำอาราธนา พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงไม่หมดความพยายาม จึงได้รับสั่งให้พนักงานออกเดินทางโดยทางเรือรบท่านตามคำแนะนำของพระติสสะเถระ ผู้เป็นพระอาจารย์ของโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ

    ในที่สุดพระเถระก็ยอมมาและในวันที่ท่านเดินทางมาถึงนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จไปรับพระเถระด้วยพระองค์เอง ได้เสด็จลุยน้ำไปถึงพระชานุ แล้วยื่นพระกรให้พระเถระจับและตรัสว่า

    "ขอพระคุณท่านจงสงเคราะห์ข้าพเจ้าเถิด"



    แล้วได้นำท่านไปสู่อุทยาน ได้ทรงแสดงความเคารพพระเถระอย่างสูง และได้ตรัสถามพระเถระว่า การที่อำมาตย์ได้ตัดศีรษะพระภิกษุนั้นจะเป็นบาปกรรมตกถึงตนหรือไม่ พระเถระได้ตอบว่า

    “มหาบพิตร จะเป็นเป็นบาปได้ก็ต่อเมื่อพระองค์มีเจตนาที่จะฆ่าเท่านั้น”

    คำวิสัชนาของพระเถระนั้น ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยมาก



    พระอลัชชีมัวเมาในลาภสักการะ แม้แต่พระภิกษุก็ยังตกภายใต้อำนาจ
    ฝ่ายพระอลัชชีผู้ปลอมบวชในพุทธศาสนานั้นก็ยังพยายามที่จะประกอบมิจฉาชีพอยู่ต่อไป พระเหล่านั้นได้มัวเมาหลงใหลในลาภสักการะไม่พอใจในการปฏิบัติธรรม อาศัยผ้าเหลืองเลี้ยงชีพ ประพฤติผิดธรรมวินัยไม่สำรวมระวังในสีลาจารวัตร เที่ยวอวดอ้างคุณสมบัติโดยอาการต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อหาลาภสักการะเข้าตัว เพราะเหตุนี้จึงทำให้พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพลอยด่างพร้อยไปด้วย ความอลเวงได้เกิดขึ้นในวงการของพุทธศาสนาทั่วไปลาภสักการะมีอำนาจเหนือ อุดมคติของผู้เห็นแก่ได้



    แม้กระทั่งผู้ทรงเพศเป็นพระภิกษุห่มเหลืองก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของมัน ที่จริงผู้มีลาภคือผู้มีบุญ แต่มัวเมาในลาภคือสั่งสมบาป การที่พระได้ของมามาก ๆ จากประชาชนที่เขาบริจาคด้วยศรัทธานั้น นับว่าเป็นการดีไม่มีผิด แต่การที่พระสั่งสมของมัวเมาในลาภ เหลวไหลในเกียรติ เห่อเหิมและเพลิดเพลินในโลกียวัตถุ จนลืมหน้าที่ของตนนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง


    เริ่มกระบวนการกวาดล้างพระอลัชชี เพื่อทำพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์
    พ.ศ.287 พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ถวายเทศนาแก่พระเจ้าอโศกมหาราช จนพระองค์ทรงมีความเลื่อมใส และซาบซึ้งในหลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ ได้ประทับอยู่ที่อุทยานนับเป็นเวลา 7 วัน เพื่อชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์จากเดียรถีย์ที่เข้ามาปลอมบวช ในวันที่ 7 พระองค์ได้ประกาศบอกนัดให้พระภิกษุที่อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มาประชุมที่อโศการามเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของตน ภายใน 7 วัน พระองค์ประทับนั่งภายในม่านกับท่านโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้สั่งให้ภิกษุผู้สังกัดอยู่ในนิกายนั้น ๆ นั่งรวมกันเป็นนิกาย ๆ แล้วตรัสถามให้พระภิกษุเหล่านั้นอธิบายคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านั้นได้อธิบายผิดไปตามลัทธิของตน ๆ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้ตรัสให้สึกพระอลัชชีเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวน 60,000 รูป



    ครั้นกำจัดพระภิกษุพวกอลัชชีให้หมดไปจากพุทธศาสนาแล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้จัดให้มีการทำสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้น ณ อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร โดยได้รับราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างเต็มที่



    การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 3 และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผ่านคณะสมณทูต
    หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปได้ประมาณ 236 ปีเศษ คณะสงฆ์ได้ทําการสังคายนาครั้งที่ 3

    เมื่อทําสังคายนาเสร็จแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะสมณทูตไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในแคว้นและประเทศต่างๆ รวมทั้งหมดมี 9 สาย มีรายนามตามคัมภีร์ที่บันทึก เป็นภาษาบาลี ดังต่อไปนี้

    1) คณะพระมัชฌันติกเถระ ไปแคว้นแคชเมียร์และคันธาระ ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ได้แก่ แคว้นแคชเมียร์ในปัจจุบัน

    2) คณะพระมหาเทวเถระ ไปมหิสสกมณฑลอยู่ทางตอนใต้ของดินแดน แถบลุ่มแม่น้ําโคธาวารี ทางภาคใต้ของอินเดีย ได้แก่ แคว้นไมซอร์ในปัจจุบัน

    3) คณะพระรักขิตเถระ ไปวนวาสีประเทศ ซึ่งอยู่ในเขตกนราเหนือ ทาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย แคว้นบอมเบย์ ในปัจจุบัน

    4) คณะพระธัมมรักขิตเถระ ซึ่งท่านเป็นชนชาติกรีก ไปปรันตชนบท อยู่ ริมฝั่งทะเลอาระเบียน ทางทิศเหนือของบอมเบย์

    5) คณะพระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปแคว้นมหาราษฎร์ปัจจุบันเป็นดินแดน แถบตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองบอมเบย์

    6) คณะพระมหารักขิตเถระ ไปโยนกประเทศ ได้แก่ แคว้นของชาวกรีก ในทวีปเอเซียตอนกลาง เหนือประเทศอิหร่านต่อขึ้นไปจนถึงเตอร์กีสถาน

    7) คณะพระมัชฌิมเถระและพระมหาเถระอีก 4 รูป คือ พระกัสสปโคตตะ พระมูลกเทวะ พระทุนทภิสสระ และพระเทวะ ไปแคว้นดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย ได้แก่ เนปาล ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย

    8) คณะพระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไทยพม่า ในปัจจุบัน

    9) คณะพระมหินทเถระผู้เป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นํา พระพุทธศาสนาไปประดิษฐานที่เกาะสิงหล หรือประเทศศรีลังกาเป็นครั้งแรก




    banner_file.jpg
     
  12. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
  13. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    นาทีที่ 22:27 เมื่อมารค์เริ่มกล่าวถึง คำทำนายตามบุพกรรม


    ปล.๑.นายมารค์อาจจะจับใจความยังไม่ได้อย่างที่แสดงไวในกระทู้ ๒.และผู้โทรไปไม่ได้มียศนายพันแค่จ่า ๓.อายุอ่อนกว่านายมารค์แน่นอนดันเรียกพี่ (สงสัยเพราะตากฝนหวัดลงคอเสียงมันเลยฟังดูแก่)


     
  14. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    พระไตรปิฏกทั้ง 33 เล่มกว่า20,000 หน้า ของสยามรัฐ 45เล่ม ตัดพระอภิธรรมออก จึงเหลือ 33เล่ม แล้วมาตัดออกอีก 70เปอร์เซนต์ ก็จะเหลือไม่เกิน6,000หน้าเท่านั้น ถ้าเกิน คืออะไร? เป็นสัทธรรมปฎิรูปใช่ไหม? ตอบมาสิ! แค่ไม่กี่เล่ม พุทธวจนปิฏกมันก็เกินแล้ว ไปนับดูสิ พุทธวจนปิฏกสัทธรรมปฎิรูป มันมีกี่หน้า


    ( นี่ขนาดนับเกินโดยบวกเผื่อให้ตั้ง 2,000 กว่าหน้าแล้วนะ จึงได้20,000 หน้า )






    10154258_749128565134851_3294324103765794164_n.jpg

    Y13038374-192.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 ธันวาคม 2018
  15. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    การสังคังสัทธรรมปฎิรูปครั้งที่ 1 ในประเทศไทย

     
  16. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ฝากถึงมหาโจร ๕ คึกฤทธิ์และเหล่าบริวารลิ่วล้อที่โกงสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ครับ ที่ไม่เอาพระภูมิ ไม่เอาศาลหลักเมือง ไม่เอาศาลวัด ศาลบ้านไหนๆก็ไม่เอา ระวังศาลเตี้ยจากพุทธบริษัททั้งในและนอกประเทศนะครับ เป็นห่วง ด้วยรักและหมดอาลัยตายอยากอย่างยิ่งครับ

     
  17. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ว่าด้วยการวิสัชนาธรรมระดับปฎิสัมภิทาญาน "


    พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปยังจักรวาลอื่น ทรงเปลี่ยนแปลงพระพุทธลักษณะอันหานับประการไม่ได้ อย่าว่าแต่ในโลกมนุษย์เลย
    ไอ้พวกมนุษย์ตัณหาจัด สำนักวัดนาป่าพงโง่ๆมีหรือจะเข้าใจ ไอ้พวกลิ่วล้อสัตว์นรก วินิบาต เปรต อสุรกาย จำไว้ซะ ถ้ากลับเนื้อกลับตัวไม่ทัน ฉิบหายแน่



    ณ สถานที่ที่หมู่
    มารทั้งหลายนั่งประชุม พึงทราบว่า มารบริษัท อนึ่ง บริษัทนั้นแม้ทั้งหมดของมารทั้งหลาย ไม่ได้ถือเอาด้วยสามารถแห่งการเห็นสถานที่เลิศ. เพราะมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่อาจเพื่อจะกล่าวแม้คำปกติว่า พระราชาประทับนั่งในที่นี้ เหงื่อทั้งหลายย่อมไหลออกจากรักแร้. ขัตติยบริษัทเลิศอย่างนี้.
    พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ฉลาดในเวทสาม. คหบดีทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในโวหารต่าง ๆและในการคิดอักษร. สมณะทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในวาทะของตนและวาทะของคนอื่น.

    ชื่อว่า การกล่าวธรรมกถาในท่ามกลางบริษัทเหล่านั้นเป็นภาระหนักอย่างยิ่ง.แม้อมนุษย์ทั้งหลายก็เป็นผู้เลิศ. เพราะครั้นแม้เพียงกล่าวว่า อมนุษย์ สรีระทั้งสิ้นย่อมสั่น.สัตว์ทั้งหลายได้เห็นรูป หรือฟังเสียงของอมนุษย์นั้น ย่อมปราศจากสัญญาได้.

    บริษัทของอมนุษย์เลิศอย่างนี้.
    ชื่อว่าการแสดงธรรมกถาในอมนุษย์บริษัทแม้เหล่านั้น ย่อมเป็นภาระหนักมาก.อมนุษย์บริษัทเหล่านั้น พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการเห็นฐานะอันเลิศ ด้วยประการฉะนี้.
    บทว่า อชฺโฌคาหติ คือ ตามเข้าไป. บทว่า
    อเนกสต ขตฺติยปริส คือ เช่น สมาคมพระเจ้าพิมพิสาร สมาคมพระญาติและสมาคมเจ้าลิจฉวี. ย่อมได้ในจักรวาลแม้เหล่าอื่น.


    ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่แม้จักรวาลเหล่าอื่นหรือ.
    เออ เสด็จไป. เป็นเช่นไร. เขาเหล่านั้นเป็นเช่นใด พระองค์ก็เป็นเช่นนั้นเทียว.


    เพราะฉะนั้น

    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ก็เราเข้าไปหาขัตติยบริษัทหลายร้อย ย่อมรู้เฉพาะแล ว่า ในบริษัทนั้น พวกเขามีวรรณะเช่นใด เราก็มีวรรณะเช่นนั้น
    พวกเขามีเสียงเช่นใด เราก็มีเสียงเช่นนั้น และเราให้เห็น
    แจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ
    ให้รื่นเริง ด้วยธรรมมีกถา และพวกเขาไม่รู้เราผู้กล่าวอยู่ว่า ผู้กล่าวนี้เป็นใครหนอเป็นเทวดาหรือมนุษย์ และครั้นให้เห็น
    แจ้งแล้ว ให้สมาทานแล้ว ให้อาจหาญแล้ว ให้รื่นเริงแล้ว ด้วยธรรมีกถาก็หายไป และพวกเขาไม่รู้เราผู้หายไปว่า ผู้ที่หายไปนี้เป็นใครหนอแล เป็นเทพหรือมนุษย์ ดังนี้.

    เหล่ากษัตริย์ทรงประดับประดาด้วยสังวาลมาลา และของ
    หอมเป็นต้น ทรงผ้าหลากสี ทรงสวมกุณฑลแก้วมณี ทรงโมลี ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดับพระองค์เช่นนั้นหรือ กษัตริย์แม้เหล่านั้นมีพระฉวีขาวบ้าง ดำบ้าง คล้ำบ้าง แม้พระศาสดาทรงเป็นเช่นนั้นหรือ.

    พระศาสดาเสด็จไปด้วยเพศบรรพชิตของพระองค์เอง แต่ทรงปรากฏเป็นเช่นกับกษัตริย์เหล่านั้น ครั้นเสด็จไปแล้วทรงแสดงพระองค์ซึ่งประทับนั่งบนพระราชอาสน์ ย่อมเป็นเช่นกับกษัตริย์เหล่านั้นว่า ในวันนี้พระราชาของพวกเรารุ่งโรจน์ยิ่งนัก
    ดังนี้. ถ้ากษัตริย์เหล่านั้น มีพระสุรเสียงแตกพร่าบ้าง ลึกบ้าง ดุจเสียงกาบ้างพระศาสดาก็ทรงแสดงธรรมด้วยเสียงแห่งพรหมนั้นเทียว ก็บทนี้ว่า เราก็มีเสียงเช่นนั้น ตรัสหมายถึงลำดับภาษา. ก็มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังเสียงนั้นแล้วย่อมมีความคิดว่า วันนี้ พระราชาตรัสด้วยเสียงอันอ่อนหวาน.
    ก็ครั้นเมื่อ
    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเสด็จหลีกไป เห็นพระราชาเสด็จมาอีก ก็เกิดการพิจารณาว่า บุคคลนี้ใครหนอแล. พระองค์จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุคคลนี้ใครหนอแล อยู่ในที่นี้ บัดนี้ แสดงด้วยเสียงอ่อนหวาน ด้วยภาษามคธ ด้วยภาษาสีหล หายไป เป็นเทพหรือมนุษย์ ดังนี้.
    ถามว่า ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลทั้งหลายผู้ไม่รู้อย่างนี้เพื่ออะไร. ตอบว่า เพื่อประโยชน์แก่วาสนา. พระองค์ทรงแสดงมุ่งอนาคตว่า ธรรมแม้ได้ฟังอย่างนี้ ย่อมเป็นปัจจัยในอนาคตนั้นเทียว.

    ดูมึงทำ ถ้า
    พระพุทธเจ้าแปลงเป็นแบบมนุษย์ต่างดาว มึงจะเขียนตัวอะไรใส่มาล้อเลียนวะ ไอ้พวกสัตว์นรกชิงหมาเกิด

    พวกมึงไม่รู้จัก
    อนาคตังสญานเหรอ พวกมึงคิดว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทรงทอดพระเนตรเห็นพระองค์ เองในยุค๒๕๐๐๐ นี่หรือ หรือพระสงฆ์สาวกแก้วในพุทธกาลจะมองไม่เห็นเหรอ

    ถ้ามองเห็นและ
    พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีดีอะไร ตอนนั้นพระองค์คงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว ต่อให้เหลือแต่เพียงพระเกศาเจ้า หรือพระบรมสารีริกธาตุ นั่นก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไอ้พวกชาติชั่วจัญไร

    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=159

    ยิ่ง กว่าหนัง JOHN CARTER อีกครับ อาจเว่อไปหน่อยแต่เรื่องนี้มีอยู่จริง พระมหากัจจายนะมหาเถระสาวก ยังแปลงร่างเลย

    MV5BMTMyNjM3MDYzNF5BMl5BanBnXkFtZTcwMjA5ODQyNw@@._V1_.jpg


    35849125_387749901633686_6245051764584742912_n.jpg

    ชั่วมากจริงๆ สุดจะพรรณนา มองแล้วรู้สึกอย่างไร?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 ธันวาคม 2018
  18. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    รอดูลิงหลอกเจ้า จะถูกเชือดนิ่มๆแบบไหน?



    1432457348-1231453718-o.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 ธันวาคม 2018
  19. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ท่องเที่ยวปีใหม่กันให้ปลอดภัยและสนุกนะครับ

    ผมมีงานจะต้อง ติดตามสังหารกำจัดเสรีผู้ก่อเหตุรุนแรง โจรพวกนี้ผมยังไม่อยากจะลงมือฆ่าพวกมันเลย ทั้งๆที่ผมลงมือฆ่าไปแล้วก็มี แต่ผมแค้นไอ้คึกฤทธิ์มากกว่าครับ ถ้ามันตายด้วยฟ้าผ่า หรือด้วยเหตุการณ์อื่นๆ เครื่องบินตกตาย ไฟฟ้าช๊อตตาย มีโจรผู้ร้ายไปฆ่ามันตาย รับประกันว่าคนร้องเฮกันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านคนทั้วประเทศ คุ้มค่ามากเลยล่ะแผ่นดินไทยจะสูงขึ้นมาก ไอ้พวกกบฎเสนียดจัญไรแผ่นดินแบบนี้ จะมาล้มล้างพระพุทธศาสนาและพระราชประเพณี ชาติชั่วจริงๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2018
  20. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,790
    ค่าพลัง:
    +3,201
    ดังบ่ดี ดีบ่ดัง



     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2018

แชร์หน้านี้

Loading...