เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 5 พฤศจิกายน 2026 เวลา 19:48.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 2 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,297
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,297
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ อีกประมาณ ๙ วันก็จะเป็นงานใหญ่ของปีนี้ คือ "งานบวงสรวงไหว้ครูประจำปีและเป่ายันต์เกราะเพชร" แต่ด้วยความที่ว่าเรามีงาน ถึงแม้ว่าจะแจ้งงดบิณฑบาตก็ตาม ในส่วนของตลาดริมแคว ก็ต้องจัดพระไปเพื่อรับบาตรจากญาติโยม อย่างน้อย ๙ รูป แล้วหลังจากนั้นก็รีบเข้าประจำจุดทำงานของตัวเองต่อไป

    ช่วงนี้เรื่องของ "นักบุญทุนคนอื่น" ค่อนข้างที่จะโด่งดัง ต้องบอกว่าบรรดาวาทกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าหากว่าไม่ได้เป็นไปโดยมุ่งร้ายต่อผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์กันตามเนื้อผ้า แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังว่า เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ก็มีวิธีเดียว คือ ตั้งสติ รักษาใจของตนเองเอาไว้ก่อน รอให้ฝุ่นจาง เรื่องราวต่าง ๆ ลงตัว แล้วค่อยไปพิจารณาเนื้อหากันอีกที

    แต่ต้องบอกว่าฝ่ายมารเขาเก่งมาก เนื่องเพราะว่าก่อนหน้านี้มีบุคคลเบื่อหน่ายในการทำบุญกับวัดวาอาราม แล้วก็จะหันไปทำบุญกับแหล่งอื่น ๆ แทน แต่ตอนนี้บรรดาข่าวคราวที่ออกมา ก็คงจะทำให้ "บุคคลที่ไร้ปัญญา" จำนวนหนึ่ง เลิกการสร้างบุญสร้างความดีไปเลย

    ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าสู้พี่น้องมอญพม่าแถวทองผาภูมิไม่ได้ เนื่องเพราะบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้สนใจว่าเกิดอะไรขึ้น สนใจอยู่อย่างเดียวว่าตนเองได้สั่งสมบุญกุศลหรือเปล่า ? พูดง่าย ๆ ก็คือเรื่องอื่นไม่เกี่ยว หน้าที่ของตนเองก็คือสร้างบุญใส่ตัว เพราะมั่นใจว่าบุญนั้นสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างแน่นอน..!

    คราวนี้ถ้าหากว่าเราตกอยู่ในสภาพแบบนั้น โดยเฉพาะถ้าเป็นพระภิกษุสามเณร ซึ่งกระผม/อาตมภาพเตือนแล้วเตือนอีกว่า "อย่ารีบอยากดัง" เพราะว่าถ้ารีบอยากดัง ก็แปลว่าอยากหาเรื่องเหนื่อย แล้วถ้ากำลังใจของตนเองยังไม่มั่นคง ก็มีโอกาสที่จะเสียหายได้มาก

    การที่จะเป็น "ผู้นำบุญ" หรือ "สะพานบุญ" อย่างน้อย ๆ เราต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งบุคคลรุ่นกระผม/อาตมภาพ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นปู่เป็นตากันหมดแล้ว จะได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างหนัก มีกระทั่งคำคมประเภทว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" เหล่านั้นเป็นต้น

    แม้กระทั่งการทำมาหากิน การค้าขายต่าง ๆ ก็ยึดหลักซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลัก แม้แต่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ก็ยังทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า "สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง ฯลฯ" พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าซื่อสัตย์เข้าไว้ ก็เหมือนกับมีเกราะ ที่จะมาป้องกันสรรพาวุธที่จะมาแผ้วพานได้ทุกอย่าง
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,297
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เพียงแต่ว่าบุคคลที่จะมาถึงในระดับที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำบุญเพื่อบุญเพื่อกุศล ไม่ได้หวังประโยชน์ใด ๆ นั้น นอกจาก "ความซื่อสัตย์สุจริต" แล้ว ยังต้องมี "ความละอายชั่วกลัวบาป" อย่างแรงกล้าด้วย

    ซึ่งเรื่องพวกนี้พระภิกษุสามเณรของเรายิ่งต้องระวังให้จงหนัก เนื่องเพราะว่าของเราเองนั้นมีศีลเป็นข้อจำกัดอยู่ ถ้าหากว่าไปลักขโมยคดโกงเขาได้ ๑ บาทขึ้นไป ก็ขาดจากความเป็นพระแล้ว..!

    แต่คราวนี้ในยุคปัจจุบันนั้น จะให้เหมือนสมัยก่อนย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ สถาบันครอบครัวยังเป็นหลัก ต่อให้พ่อแม่ไม่อยู่ ปู่ย่าตายายก็ช่วยดูแล
    ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ แต่พอมาระยะหลัง นิยมการแยกครอบครัวเพื่อความเป็นอิสระ ก็เลยทำให้สถาบันครอบครัวล่มสลาย เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนลูก ก็ทุ่มเทเงินทองให้ กลายเป็นทำให้เด็กเสียผู้เสียคนง่ายขึ้นไปอีก..!

    พอผ่านไปสัก ๑ ชั่วอายุคน บุคคลที่เป็นพ่อแม่ ก็เท่ากับว่าขาดการอบรมมา แล้วจะเอาคุณงามความดีอะไรไปให้ลูกเขาได้รู้ได้เห็น ? จนกระทั่งเกิดการยอมรับนับถือตามคำสั่งสอนของพ่อแม่

    เมื่อถัดจากครอบครัวหรือพ่อแม่ ก็ไปที่ครูอาจารย์ เราจะเห็นว่าบุคคลที่มีจรรยาบรรณครู ก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย สมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ คุณครูที่จบชั้น ป.๔ มาสอนพวกเราได้ แล้วหลังจากนั้น ใครมีความขยันขันแข็ง ก็เรียนเพิ่มวุฒิการศึกษาของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ป.กศ. (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา) ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) หรือว่า พ.ม. (ประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม) เหล่านี้เป็นต้น

    ทุกคนยึดความซื่อสัตย์สุจริต และจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนเป็นหลัก ดังนั้น..ไม่ว่าครูหรือหมอในสมัยก่อน จึงเป็นอะไรที่คนให้ความเคารพนับถือมาก สมมติว่าขึ้นรถมา ถ้าไม่มีที่นั่ง ก็จะมีคนรีบลุกให้นั่ง

    แล้วครูบาอาจารย์สมัยก่อน ก็สอนตั้งแต่รุ่นเรา รุ่นลูก รุ่นหลาน จนกลายเป็นปูชนียบุคคลไปโดยปริยาย แต่ครูสมัยนี้จบมาอย่างต่ำก็ครุศาสตร์บัณฑิต แต่กลับขาดในส่วนที่จะทำให้เด็ก ๆ เคารพเชื่อฟัง เนื่องเพราะว่าตนเองก็ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้

    จึงกลายเป็นว่าเมื่อพ้นจากบ้านไปโรงเรียน ก็ยังไม่สามารถที่จะกล่อมเกลาฝึกฝน ให้เด็กมีความซื่อสัตย์สุจริต ละอายชั่วกลัวบาป แล้วจะมารอให้วัด ซึ่งแทบจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่เขาคิดถึงกัน จะมาคอยดูคอยแลให้ ก็กลายเป็น "ไม้แก่ดัดยาก" เพราะว่าเมื่อจะมาบวช อย่างน้อยอายุก็ ๒๐ ปีแล้ว แถมยังมีเวลาบวชแค่ ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน เท่านั้น..!

    แม้กระทั่งพรรษานี้ วัดท่าขนุนของเราก็ไม่มีพระบวชเอาพรรษา ก็แปลว่า
    ในเรื่องของสถาบันครอบครัวก็ล่มสลาย สถาบันครูบาอาจารย์และโรงเรียน ก็ไม่สามารถจะกล่อมเกลาฝึกฝนได้ รอจนเป็น "ไม้แก่ดัดยาก" ถ้าไม่ใช่คิดได้ด้วยตนเอง อยากที่จะทำความดีด้วยตนเอง ก็อย่าหวังเลยว่าวัดวาจะสามารถที่จะฝึกฝนกล่อมเกลาให้เป็นคนดีได้

    สังคมของเราจึงได้บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปทุกวัน จนกระทั่งสามารถทำความชั่วต่าง ๆ ได้โดยไม่รู้สึกผิด ประมาณว่าถ้ามีเงินจะทำอะไรก็ได้ แล้วเราท่านทั้งหลายจะทำอย่างในสังคมปัจจุบันที่เป็นแบบนี้ ? ก็ต้องอยู่ในลักษณะ "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,373
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,297
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ในเมื่ออยากเป็นคนดี ก็ต้องพากเพียรพยายามขัดเกลาฝึกฝน โดยอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ อันดับแรก พยายามที่จะรักษาศีล ๕ เป็นอย่างน้อยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

    พลาดไปก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจ ไม่ต้องไปเสียดายความดีที่เสียหายไปแล้ว หากแต่ว่าให้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ทำความดีใหม่ทันที หกล้มหกลุกไประยะหนึ่ง กำลังใจเริ่มเข้มแข็งขึ้น เราก็สามารถที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้

    จากนั้นก็ขยับไปฝึกฝนเรื่องของสมาธิ ซึ่งต้องอาศัยการอดทนอดกลั้นหนักยิ่งกว่าศีลหลายเท่า เนื่องเพราะว่าสภาพจิตที่ขาดการฝึกฝน ก็เหมือนกับลิงในป่า กระโดดโลดเต้นหาทิศหาทางควบคุมได้ยาก ถ้าหากมีความเพียรพยายาม มีความอดทนไม่ท้อถอย ก็จะฝึกฝนจนสมาธิเริ่มทรงตัวได้

    คราวนี้ในเรื่องของศีลที่เป็นกรอบ รักษาไม่ให้เราละเมิดกิเลสหยาบ ก็เริ่มมีสมาธิเข้ามาช่วย ไม่ให้เราละเมิดกิเลสที่ละเอียดขึ้น ก็เหลือเพียงช่วงสุดท้ายที่ต้องมีปัญญาประกอบ อันดับแรกเลยก็คือ ระมัดระวังศีล และสมาธิของตนเอง อย่าให้พลาด อย่าให้หลุดไปได้ แล้วพยายามใช้ความดีที่มีอยู่ ก็คือกำลังของศีลและสมาธิ ส่งเสริมปัญญาของเราในการขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของตนเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

    แม้ว่าไม่สามารถหลุดพ้นได้ อย่างน้อยก็ให้หนทางเวียนว่ายตายเกิดของเรา เหลือสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็แปลว่าบุคคลที่จะเอาดีได้ในปัจจุบันนี้ ต้องหวังพึ่งปุพเพกตปุญญตา คือบุญเก่ามาหนุนเสริมเท่านั้น เพราะว่าสถาบันครอบครัว โรงเรียน และวัดวาอาราม ก็แทบจะไม่มีอะไรให้พึ่งพาได้แล้ว

    เราจะเห็นว่ามารนั้นเก่งมาก จึงทำให้วัดที่มีชื่อเสียงดี ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงดี กลับมีบุคคลที่คอยมาตัดรอนความดีเหล่านั้น อยู่ภายในสถานที่นั้นเอง จึงต้องนึกถึงสิ่งที่กระผม/อาตมภาพเคยบอกเคยกล่าวพวกเราไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว ก็คือ "ใครวางก่อนก็สบายก่อน คนอื่นเขาอยากแบก อยากจะกระทำความชั่วก็ตามใจเขา พูดง่าย ๆ ว่าเราไม่ได้ลงนรกด้วย เขาอยากจะไปไหนก็เชิญ..!"

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...