เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 27 ตุลาคม 2026 เวลา 19:45.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 2 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,331
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,287
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,331
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,287
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็น วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า "วันเทโวโรหณะ" คือ วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ขึ้นไปโปรดพุทธมารดาอยู่ถึง ๓ เดือน

    กระผม/อาตมภาพออกจากกรรมฐานตั้งแต่ตี ๕ จัดการสรงน้ำ เปลี่ยนผ้าเรียบร้อยแล้ว ก็มารอรับอาหารจาก "แม่ชีชื่น" (อุบาสิกาชื่น ศรีสองแคว) หัวหน้าแม่ชีวัดท่าขนุน ถ้าหากว่านับตั้งแต่หลังเที่ยงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๙ มาจนบัดนี้ ก็แปลว่ากระผม/อาตมภาพอดอาหารมาแล้ว ๙๐ ชั่วโมง น้ำหนักลดลงไป ๔ กิโลกรัม ก็คือตกวันละกิโลกรัมเศษ ๆ ถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่เห็นผลทีเดียว แต่อาจจะเกิดจากการที่ฉันน้ำน้อย และไม่ได้ฉันอาหาร ก็เลยทำให้ เมื่อ
    ร่างกายขับน้ำออกไปแล้ว น้ำหนักก็ลดลงไปโดยปริยายนั่นเอง

    การเข้ากรรมฐานงวดนี้ได้พบกับครูบาอาจารย์หลายท่าน ที่เมตตามาเยี่ยมยามถามไถ่และสงเคราะห์ แล้วก็เป็นเรื่องแปลกที่ว่า ทุกท่านต่างก็มอบพระคาถามาให้ใช้งาน แต่กระผม/อาตมภาพอิ่มตัวเรื่องนี้มานานมากแล้ว คือตั้งแต่สมัยก่อนบวช "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" วัดท่าซุง ท่านก็ให้ภาวนาด้วยการใช้พระคาถาโดยที่ให้มาทีละบท แต่ละบทมีสรรพคุณแบบไหนก็แจ้งมาอย่างชัดเจน

    โดยที่บอกว่า "ให้ภาวนาควบกับลมหายใจเข้าออก อย่างน้อยครั้งละ ๓๐ นาที โดยเฉพาะอย่าลืม ต้องรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์" โดยที่ท่านให้เวลาบทละ ๓ เดือนบ้าง ๒ เดือนบ้าง ๑ เดือนบ้าง

    แต่ส่วนใหญ่กระผม/อาตมภาพทำอยู่ ๒ - ๓ วันก็สำเร็จ ได้รับผลตามสรรพคุณที่ระบุเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะยิ่งบทท้าย ๆ พอจดจำได้ว่าวางกำลังใจระดับไหนแล้วพระคาถาจะได้ผล ก็วางกำลังใจระดับนั้น บางทีท่านบอกพระคาถาเสร็จ กระผม/อาตมภาพก็ทำได้ตรงนั้นเอง..! กว่าที่จะรู้ว่าโดนหลวงพ่อท่านหลอกให้ภาวนา ก็มาตอนที่ท่านให้เปลี่ยนกลับมาเป็นพุทธานุสติ แล้วปฏิบัติตามกรรมฐาน ๔๐ กอง ซึ่งสามารถทำตามได้ง่าย เนื่องเพราะว่ามีพื้นฐานดีมาแล้ว

    เพียงแต่ว่าสิ่งที่ท่านสั่งสอนมานั้น ส่วนที่จำขึ้นใจเลยก็คือ ก่อนที่จะเปลี่ยนของใหม่ ให้ทบทวนของเก่าให้เต็มที่ก่อนทุกครั้ง แล้วก็ทำเช่นนี้มาตลอด จนกระทั่งบางทีต้องใช้เวลาภาวนาเป็นชั่วโมง ๆ เนื่องเพราะว่าพระคาถามีหลายบท ต้องใช้เวลาในการทบทวนมาก
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,331
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,287
    ค่าพลัง:
    +27,031
    จนกระทั่งท้ายสุด เมื่อเกิดความรู้สึกว่า "อิ่ม" หรือว่า "เต็ม" ในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ก็เอาเฉพาะพระคาถาบางบทที่ตนเองให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าได้รับการสงเคราะห์จากพระท่านบ้าง จากครูบาอาจารย์ท่านบ้าง กลายเป็นว่าจากพระคาถานับ ๑๐๐ บท ปัจจุบันนี้ก็เหลือใช้จริงแค่ ๔ - ๕ บทเท่านั้น

    ดังนั้น..การที่หลวงปู่หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ท่านเมตตา มาให้ได้กราบไหว้เป็นมงคลแก่ตัว และให้พระคาถาเอาไว้ ก็คาดว่าท่านคงจะให้ถ่ายทอดต่อนั่นเอง เพราะว่าในยุคนี้สมัยนี้ ลูกศิษย์ที่มีฉันทะ คือความยินดีพอใจในเรื่องแบบนี้ ก็มีน้อยลงไปทุกที

    กระผม/อาตมภาพเองนั้น แม้ว่าระยะแรกจะมาด้วยเรื่องของเวทมนตร์คาถา แต่ก็ไม่เคยทิ้งพุทธานุสติ สังฆานุสติ ก็คือการระลึกถึงพระพุทธเจ้า การระลึกถึงหลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์เจ้าของพระคาถา

    เพียงแต่ว่างานนี้นั้น "หลวงปู่เทียน" วัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี ครูบาอาจารย์ที่เคารพรักยิ่งรูปหนึ่ง ท่านพา "หลวงปู่หร่ำ" วัดกร่าง จังหวัดปทุมธานี มาให้ได้กราบไหว้รู้จัก ทั้ง ๆ ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน พูดง่าย ๆ ว่าไม่เคยได้ยินชื่อมาด้วยซ้ำไป ก็เป็นเรื่องที่แปลกดีว่า เมื่อถึงวาระที่บุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็มาตามวาระ ตามเวลา ต้องบอกว่าเรื่องที่เรานึกไม่ถึงนั้นยังมีอีกมาก

    แล้วในขณะเดียวกัน การที่เราอดอาหารนาน ๆ จะลุกจะนั่งก็ต้องมีสติ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นมื้ออาหาร ร่างกายก็จะทวงในวันแรก เนื่องเพราะว่าได้เวลาแล้ว แต่พอกำหนดใจว่า "อีก ๗๒ ชั่วโมงข้างหน้า" ร่างกายก็เลิกทวงไปเอง

    กระผม/อาตมภาพขอยืนยันว่า ถ้าท่านปฏิบัติไปได้ระดับหนึ่ง จะสามารถสั่งร่างกายนี้ได้ อย่างเช่นว่าเจ็บไข้ได้ป่วยจนไม่ไหว ก็บอกร่างกายว่าตอนนี้ทำงานก่อน เมื่อทำงานเสร็จแล้วจะนอนพักให้ ร่างกายก็ยอมทำตามแต่โดยดี เพียงแต่ว่าถ้าเป็นบุคคลทั่วไป ก็อาจจะล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว ดังนั้น..ถ้ากำลังใจของท่านไม่ได้ถึงระดับนี้ ก็โปรดอย่าเลียนแบบลักษณะ "ขี้ตามช้าง" เนื่องเพราะว่าอาจจะสร้างความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเองเป็นพิเศษ
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,331
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,287
    ค่าพลัง:
    +27,031
    สำหรับวันนี้ กระผม/อาตมภาพเดินขึ้นไปบนยอดเขาพระพุทธเจติยคีรี ยังสามารถเดินรวดเดียวถึง ใช้เวลาประมาณ ๔ นาทีเศษ ต้องบอกว่าเป็นเพราะอดข้าว น้ำหนักลดไปหลายกิโลกรัม ก็เลยทำให้ร่างกายเบา สามารถเดินขึ้นลงได้เร็ว

    "ครูบาวิฑูรย์ ชินวโร" ประธานที่พักสงฆ์ปรียนันท์ธรรมสถาน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ บอกว่า "หลวงพ่อดูฟิตมาก ร่างกายสดชื่น" ก็เลยบอกกับท่านว่า "คราวหน้าคุณออกจากนิโรธกรรมแล้ว แน่จริงก็เดินขึ้นเขาให้ผมดูบ้างสิวะ..!" เล่นเอาครูบาและลูกศิษย์หัวเราะกันเป็นการใหญ่ เนื่องเพราะว่าท่านเองไม่สามารถที่จะบังคับร่างกายให้ทำงานแบบนั้นได้

    ปีนี้ญาติโยมมาทำบุญมากมายเช่นเดียวกับปีก่อน ๆ และรู้สึกว่าพี่น้องมอญพม่าจะมาเป็นหลักตามเคย เมื่อมองดูกำลังใจของแต่ละคนแล้ว แต่ละท่านนั้น ล้วนแล้วแต่มีใจอยู่กับบุญกับกุศลทั้งสิ้น เราไม่สามารถที่จะมองได้เลยว่า บุคคลที่แต่งตัวเก่า ๆ ปอน ๆ แต่ว่ากำลังใจมุ่งกับบุญกับกุศล ตั้งอกตั้งใจเตรียมของมาใส่บาตรอย่างประณีต แม้ว่าจะมีน้อย อย่างเช่นว่ามีลูกอมมาถุงหนึ่ง ก็พยายามที่จะใส่บาตรพระให้ครบทุกรูป เป็นต้น เราเองลองเทียบดูกับกำลังใจตนเองว่า จะมีกำลังในการทำบุญแบบนั้นบ้างหรือไม่ ?

    ส่วนญาติโยมทั้งหลายที่มาทำบุญทอดกฐินสามัคคีนั้น แต่ละท่านก็หอบเอาผ้าไตรมาเป็นจำนวนมาก ท่านที่จองเป็นผ้าไตรมาในเว็บไซต์วัดท่าขนุน มีทั้งหมด ๓,๐๒๖ ไตร แต่ว่าท่านที่หอบผ้าไตรมาเองก็มีนับพันไตรทีเดียว เพียงแต่ว่าหลายท่านก็ไม่ได้สังเกตว่า วัดท่าขนุนนั้นใช้ผ้าไตรสีกรักพระราชนิยม ก็เลยหอบเอาผ้าไตรสีส้มสดมาเลยทีเดียว

    แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าอานิสงส์เป็นของท่านแล้ว หากแต่ว่ากระผม/อาตมภาพเอง ต้องนำเอาไปแจกจ่ายให้กับวัดที่ท่านใช้ผ้าไตรสีส้มแบบนี้ ส่วนที่เหลือก็จะแบ่งปันไปให้กับท่านที่ต้องการตามวาระที่สมควร
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,331
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,287
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ยอดเงินกฐินนั้นยังไม่สามารถที่จะระบุได้ในวันนี้ เนื่องเพราะว่าเมื่อรับกฐินและให้พรแก่ญาติโยมแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ทำการกรานกฐิน เมื่อเสร็จจากการกรานกฐินแล้ว ก็ต้องรีบเดินทางลงไปกาญจนบุรี เพื่อไปเป็นพระภาวนาจารย์นั่งปรกในการหล่อรูป "หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร" (พระวิสุทธิรังษี) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี อดีตเจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) เพื่อบรรจุเอาไว้ในพระเจดีย์โบราณของทางวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) ที่ได้สร้างขึ้นใหม่ ต้องรอเวลาในการเคลียร์ยอดกฐินประมาณ ๒ วัน ถึงสามารถที่จะแจ้งยอด หรือสามารถที่จะฝากเงินเข้าธนาคารได้

    ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคำสั่งมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขออภัย..ต้องใช้คำว่ามีหนังสือขอความร่วมมือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดว่า ให้ลงไปควบคุมดูแล ไม่ให้บรรดาผู้ปกครองท้องถิ่น อย่างเช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรี นำเงินวัดไปฝากในนามของตนเอง หรือว่ายึดบัญชีเงินฝากเอาไว้ หากแต่ว่าให้ทางวัดฝากเข้าบัญชีวัดเอง

    กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกว่า "เป็นการเกาไม่ถูกที่คัน" ถ้าจะเกาให้ถูกที่คัน ต้องสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนั้น ๆ ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปประกบทุกวัดที่ทอดกฐิน แล้วก็ประกาศให้กำนันผู้ใหญ่บ้านรู้ให้ชัดเจน ว่า "ห้ามยุ่งกับเงินพระ" จากนั้นก็ช่วยนำยอดเงินกฐินไปฝากพร้อมกับเจ้าอาวาส ถ้าทำแบบนี้ก็จะแก้ปัญหาได้ถูกจุด

    แต่ขอโทษเถอะ..สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดก็ตาม ไม่มีปัญญาที่จะทำเรื่องทั้งหลายเหล่านี้อย่างแน่นอน นอกจากออกหนังสือออกคำสั่งมาบีบบังคับเอากับพระเท่านั้น
    ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีหน้าที่ถวายการรับใช้พระ แต่ในปัจจุบันทำตัวเป็นเจ้านายพระกันไปหมด..! กลายเป็นเรื่องที่ "ผิดฝาผิดตัว" แต่ว่าเรื่องพวกนี้ ก็ต้องบอกว่ากรรมใครกรรมมัน ใครทำใครได้ ไม่สามารถที่จะรับแทนกันได้ ก็ได้แต่หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะสามารถเอาตัวรอดได้ในโลกหน้า..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...