บทความให้กำลังใจ(บุญเก่า บุญใหม่)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 88 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 88 คน )
  1. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,956
    unlockthemind.jpg
    หลักธรรมปลดล็อกจิตใจ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

    เรามักจะได้ยินคำว่า “อิจฉาริษยา” นั้นมาคู่กันเสมอ จริง ๆ แล้ว “อิจฉา” หมายความว่า พอเราเห็นคนอื่นได้ดีก็ปรารถนาอยากได้อย่างเขา แต่ถ้าเกิดความ “ริษยา” แล้วเราจะรู้สึกไม่อยากให้ใครได้ดี เห็นใครได้ดีแล้วทนไม่ได้ ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วระดับของความริษยานั้นหนักกว่าความอิจฉามาก แต่อย่างไรเสียทั้งความอิจฉาและริษยาก็ไม่ดี และควรได้รับการแก้ไขทั้งนั้น
    ชาดกว่าด้วยโทษของความอิจฉาริษยา

    ในครั้งพุทธกาล มีหมู่บ้านชาวประมงตั้งอยู่ที่ชานแคว้นโกศล มีชาวประมงอาศัยอยู่ประมาณ 1 พันครอบครัว อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งเกิดตั้งครรภ์ ปรากฏว่าทั้งหมู่บ้านถูกไฟไหม้ถึง 7 ครั้ง เสียค่าปรับให้แก่พระราชาอีก 7 หน เกิดเรื่องราวร้าย ๆ สารพัดจนทุกคนในหมู่บ้านคิดว่า ต้องมีคนกาลกิณีเกิดขึ้นในหมู่พวกเขาแน่ ๆ พวกเขาจึงทดลองแยกครอบครัวต่าง ๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม ปรากฏว่ากลุ่มที่หญิงมีครรภ์คนนี้อยู่ได้รับแต่ปัญหา แต่ไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นกับอีกกลุ่มหนึ่งเลย

    พวกเขาค่อย ๆ แยกครอบครัวออกเป็นกลุ่มย่อยไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายพบว่า ปัญหามาจากครอบครัวของหญิงมีครรภ์คนนี้ ชาวบ้านจึงไล่หญิงมีครรภ์ออกจากหมู่บ้าน นางต้องออกร่อนเร่พเนจรกระทั่งคลอดลูกก็ยังได้รับความลำบากสารพัด พอลูกเดินได้และโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้นางจึงบอกกับลูกว่า “ลูก...แม่ลำบากกับเจ้ามามากมายเหลือเกินแล้ว เจ้าเอาชามดินเผาไปขอทานเองเถิด” เด็กน้อยจึงต้องออกร่อนเร่พเนจรเอง เก็บของเหลือกินให้พอประทังชีวิตไปวัน ๆ

    กระทั่งวันหนึ่ง พระสารีบุตรออกบิณฑบาต เเล้วได้พบ เด็กน้อยคนนี้กำลังเก็บเม็ดข้าวที่เหลือทิ้งติดจาน เขากินข้าวทีละเม็ดด้วยความหิวโหย พระสารีบุตรเกิดความสงสารจึงพาเด็กน้อยกลับไปที่วัดแล้วให้บวชเป็นสามเณรได้ชื่อว่า “โลสกะติสสะ”

    จากนั้นสามเณรโลสกะติสสะก็อยู่ในโอวาทพระสารีบุตรมาโดยตลอด เชื่อฟังคำสั่งสอนและตั้งใจปฏิบัติธรรม พออายุครบบวชโลสกะติสสะจึงได้บวชเป็นพระ แล้วปฏิบัติธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์

    ตลอดชีวิตแม้ได้บวชเป็นพระแล้วก็ยังไม่เคยได้ฉันอิ่มแม้เพียงครั้งเดียว พอออกบิณฑบาตชาวบ้านเขาก็ตักบาตรให้แค่ทัพพีเดียวเพราะกรรมมันบังตา คือคนใส่บาตรเขาเห็นว่าข้าวเต็มบาตรแล้วเขาจึงไม่ใส่ให้อีก สุดท้ายจึงได้อาหารบิณฑบาตมานิดเดียวแค่พอกันตาย แต่ไม่เคยได้ฉันอิ่มเลยจนร่างกายทรุดโทรม

    กระทั่งวันหนึ่งพระสารีบุตรรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ภิกษุผู้เป็นศิษย์วันนี้จะนิพพานแล้ว ท่านจึงสงสารอยากให้ได้ฉันอิ่มบ้างสักมื้อ เลยให้ออกบิณฑบาตด้วยกันโดยเดินตามหลังท่านไป
    ปรากฏว่าผลกรรมแรงจนทำให้วันนั้นพระสารีบุตรไม่ได้รับบิณฑบาตอาหารเลย พระสารีบุตรจึงต้องให้พระโลสกะติสสะกลับวัด แล้วท่านรับบาตรเองเสร็จเรียบร้อยค่อยนำอาหารไปให้
    พอพระโลสกะติสสะแยกทางกลับวัดเท่านั้นเองก็มีคนใส่บาตรพระสารีบุตรมากมาย พระสารีบุตรรีบแบ่งอาหารบิณฑบาตให้คนนำไปถวายให้พระโลสกะติสสะ ปรากฏว่าด้วยผลกรรมคนรับอาหารเดินทางมาถึงกลางทางแล้วเกิดลืมว่าจะเอาอาหารไปทำอะไร จึงนั่งกินเองจนหมด
    พระสารีบุตรท่านกลับถึงวัดจึงรู้ว่าพระโลสกะติสสะยังไม่ได้ฉัน แต่ยังพอมีเวลาจึงเข้าวังไปหาพระเจ้าปเสนทิโกศล หวังจะไปบิณฑบาตกับพระราชา
    พระราชาเห็นว่าใกล้เพลแล้ว พระองค์ทรงเกรงว่า เวลาจะไม่พอจึงไม่ถวายของคาว ถวายแต่ของหวานคือเภสัชทั้งหลาย มีน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส เนยข้น พอพระสารีบุตรกลับมาก็คะยั้นคะยอให้พระโลสกะติสสะฉันภัตตาหารจากบาตรที่พระสารีบุตรถือไว้ อาศัยบุญพระสารีบุตรไว้เพราะเกรงว่า ถ้าวางบาตรลงอาจจะมีเหตุให้ภัตตาหารหายไปอีก พระโลสกะติสสสะจึงได้ฉันอิ่มในมื้อสุดท้ายแล้วนิพพานวันนั้นเอง

    หลังจากพระโลสกะติสสะนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทำพิธีฌาปนกิจแล้วให้เก็บอัฐิซึ่งเป็นพระธาตุของท่านบรรจุในพระสถูปเจดีย์ ภิกษุทั้งหลายสงสัยจึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เพราะเหตุใดพระโลสกะติสสะปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์ แต่ทำไมถึงมีวิบากกรรมหนักหนาขนาดนี้
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงระลึกชาติไปดูเหตุแล้วนำมาเล่าให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า โลสกะติสสะภิกขุ ภพในอดีตเคยบวชเป็นพระ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมตามปกติ กระทั่งวันหนึ่งเศรษฐีอุปัฏฐากใหญ่ของวัดแห่งนี้เห็นพระอรหันต์เดินทางผ่านมา แล้วได้เห็นกิริยาอาการน่าเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้เข้ามาพักที่วัดนี้ แล้วปรนนิบัติดูแลอย่างดีจนพระเจ้าอาวาสเกิดความอิจฉา รู้สึกว่าถ้าขืนปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป
    เศรษฐีต้องไปศรัทธาพระอาคันตุกะนี้มากกว่าตนแน่

    พอตอนเช้าก่อนจะออกบิณฑบาตเจ้าอาวาสก็วางอุบายด้วยความอิจฉาริษยา คือแทนที่เจ้าอาวาสจะเคาะระฆังปลุกพระลูกวัดให้ออกบิณฑบาต ท่านกลับเอาเล็บเคาะระฆังเบาๆ แล้วกระซิบกับระฆังว่า “เคาะระฆังปลุกแล้วไม่ได้ยินเสียงเองช่วยไม่ได้นะ” แล้วท่านก็ออกไปบิณฑบาต
    พอท่านเจ้าอาวาสเจอเศรษฐีก็ใส่ร้ายพระอาคันตุกะทันทีว่า สงสัยท่านนอนหลับอุตุยังไม่ตื่น เมื่อวานท่านเศรษฐีถวายภัตตาหารมาก พระท่านคงจะฉันอิ่มเกินไป

    แต่ท่านเศรษฐีมีท่าทีนิ่งเฉย พอใส่บาตรเสร็จท่านก็ฝากภัตตาหารไปถวายพระอาคันตุกะด้วย พอถึงกลางทาง ท่านเจ้าอาวาสตั้งใจจะแกล้งพระอาคันตุกะจึงเทอาหารทิ้งทั้งหมด ด้วยวิบากกรรมนี้จึงส่งให้พระโลสกะติสสะตกนรก
    พอพ้นกรรมจากนรกก็มาเกิดเป็นยักษ์ จากยักษ์มาเกิดเป็นสุนัขอีก 500 ชาติ เป็นสุนัขเร่ร่อนอดอยากยากแค้นแสนสาหัส ผอมแห้งเห็นกระดูกซี่โครง จนกระทั่งก่อนตายถึงได้กินอิ่มหนึ่งมื้อ คือกินเศษอาหารที่เขาอาเจียนออกมา ตอนเป็นสุนัขหิวโซทุกชาติไป จนกระทั่งพ้นกรรมจากสัตว์แล้วมาเกิดเป็นคน
    ท่านก็ยังต้องเจอวิบากกรรมอย่างนี้เรื่อยไป
    เพราะฉะนั้น เราอย่าไปอิจฉาริษยาใครเด็ดขาด เห็นใครเขาทำความดีแล้วประสบความสำเร็จก็ให้มีมุทิตาจิต อนุโมทนาสาธุด้วย

    บุคคล 2 ประเภท
    ลองสังเกตว่า เมื่อมีคนประสบความสำเร็จ คนที่พบเห็นจะมี 2 ประเภท คือ “อิจฉาริษยา” และ “มีมุทิตาจิต” คือ บุคคลผู้ “อิจฉาริษยา” มักจะมีความรู้สึกอยากทำให้เขาย่ำแย่ลง ไม่คิดพัฒนาตัวเองแต่กลับอยากจะฉุดเขาลงมา เขาจะได้ไม่เด่นเกินหน้าเกินตาเรา ซึ่งเป็นความคิดทางลบ หรือพลังด้านการทำลายที่ไม่เคยทำให้ใครเจริญขึ้นเลย

    ส่วนบุคคลผู้มี “มุทิตาจิต” มีความคิดทางบวก หรือมีพลังสร้างสรรค์ พอเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก็มักจะเกิดมุทิตาจิต รู้สึกชื่นชมอนุโมทนา แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตนเองให้ดีอย่างนั้นบ้าง มีพลังแห่งความสร้างสรรค์ที่จะดึงตัวเองให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป
    ถ้าประเทศโดฝึกนิสัยคนในชาติให้มีมุทิตาจิต ประเทศนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต่างชาติใครทำดีก็มักชื่นชมให้รางวัล หรือสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติ ผู้คนจะได้เกิดแรงบันดาลใจอยากเอาเป็นแบบอย่าง และอยากที่จะขวนขวายพัฒนาตัวเอง

    ประเทศสหรัฐอเมริกาเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็เพราะว่า ชาวยุโรปที่อพยพเข้าไปบุกเบิกบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่ที่นั่น ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่ให้ความสะดวกสบาย จะเดินทางกลับไปนำข้าวของเครื่องใช้มาจากยุโรปก็ไกล
    ดังนั้น ถ้ามีใครคิดค้นหรือสร้างอะไรขึ้นมาใช้ได้เองในประเทศ ซึ่งเท่ากับว่าช่วยให้ประชากรทุกคนมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น เขาจึงได้รับความชื่นชมอย่างมากจนเกิดเป็นค่านิยมในสังคมว่า ต้องชื่นชมยกย่องคนที่ฉลาดและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้สำเร็จในทุก ๆ ด้าน

    ในสหรัฐอเมริกา ถ้าใครสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์แล้วประสบความสำเร็จ รัฐบาลจะประกาศเชิดชูเกียรติคุณ สังคมก็เชิดชูเกียรติคุณ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเอาเป็นแบบอย่าง สหรัฐอเมริกาจึงสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้มากมาย

    ในประเทศญี่ปุ่นก็เหมือนกัน มีอนุสาวรีย์อยู่ทั่วทุกหัวระแหง ในหมู่บ้านก็ยังมีอนุสาวรีย์ประจำหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านนี้มีใครประสบความสำเร็จและควรยกย่องชื่นชมในทุกด้าน อาทิ เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักกีฬาทีมชาติ เป็นดารา นักร้อง นักแสดง หรือเป็นนักเขียน เขาก็จะสร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ให้ เเล้วเล่าให้ลูกหลานในหมู่บ้านฟังต่อ ๆ กันไปด้วยว่า บุคคลนี้เป็นใคร และทำความสำเร็จอะไร ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก ๆ เกิดแรงบันดาลใจว่า อยากจะฝึกตัวเองให้ดีอย่างนั้นบ้าง

    พระเอกประจำชาติ คือบุคคลที่สร้างสรรค์จนประสบความสำเร็จ พระเอกประจำชาติของผู้ชายไทยไม่ควรเป็นขุนแผน ที่ชายไทยต้องเอาเป็นแบบอย่างด้วยการมีบ้านเล็กบ้านน้อยให้มากที่สุด แต่ว่าพระเอกประจำชาติควรเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบ ขยันและอดทนสู้งานหนัก

    ประเทศไทยของเราเองก็ควรฝึกมุทิตาจิตให้เกิดขึ้นในระดับชาติ รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ สื่อมวลชนนักวิชาการ และคนในสังคมต้องร่วมมือกันยกย่องชื่นชมคนที่ประสบความสำเร็จ โดยพยายามให้ข่าวเชิงบวก เปลี่ยนวงจรลบซึ่งเป็นพลังที่คอยถ่วงรั้งสังคมจนกลายเป็นสังคมทอนกำลัง เพราะชอบอิจฉา ริษยาทำลายกัน เปลี่ยนใหม่ให้เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมุทิตาจิต ใครทำอะไรได้ดีก็ชื่นชมยกย่องให้เป็นแบบอย่าง พัฒนากันไป
    ทั้งสังคม
    พ่อแม่ต้องคอยสอนลูกอย่างนี้บ่อยๆ เราก็จะเอาชนะความอิจฉาริษยา แล้วกลายเป็นผู้ที่มีมุทิตาจิต สังคมไทยก็จะกลายเป็นสังคมที่สงบร่มเย็นสมกับเป็นสังคมเมืองพุทธ และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก
    :-https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19562
     
  2. BallTimeTH

    BallTimeTH สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กันยายน 2026
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +15
    อ่านเรื่องมุทิตาจิตแล้วนึกถึงตัวเองเหมือนกัน เวลาเห็นเพื่อนได้ดีบางทีก็แอบจี๊ดในใจก่อน แล้วค่อยนึกได้ทีหลังว่าไม่ต้องไปแข่งกับใคร ลองฝึกยินดีกับเขาจริงๆ ก็รู้สึกเบาขึ้นเยอะเลยครับ
     
  3. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,956
    startalloveragain.jpg
    คุณภาพใจในยุคสังคมไซเบอร์

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ หญิงคนหนึ่งทำงานเป็นพนักงานของโรงแรม โดยมีหน้าที่ล้างเท้าทำเล็บให้กับแขกที่มาพัก ครั้งหนึ่งได้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐมาพักที่โรงแรม และหญิงผู้นี้ทำหน้าที่ล้างเท้าให้ เจ้าหน้าที่รัฐได้ลวนลามเธอ เธอจึงต่อสู้และใช้มีดแทงเขาจนถึงแก่ความตาย จากนั้นเธอได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะรู้ว่าต้องถูกลงโทษสถานหนัก เพราะผู้ตายเป็นผู้มีอำนาจมาก
    แต่เมื่อข่าวนี้ปรากฏขึ้นในอินเตอร์เน็ต เรื่องราวของเธอก็แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางในชั่วพริบตา มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย จนเกิดเป็นกระแสสังคม ยกย่องเธอว่าเป็นวีรสตรีผู้กล้า ที่หาญสู้กับความอยุติธรรม สู้กับการข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ไร้ศีลธรรมเมื่อทั่วโลกจับตามอง จึงเกิดแรงกดดันที่ส่งผลให้พิพากษาตัดสินให้เธอพ้นผิด และได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของกระแสความคิดเห็นในสังคมไซเบอร?สเปซ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนนั้น การแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ หรือการชุมนุมกันเป็นจำนวนมากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยนโยบายการปกครองที่เข้มงวด เน้นการปกครองภายในประเทศเป็นสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในสังคมชีวิตจริง กลับเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายในสังคมไซเบอร์
    อิสรเสรีทางความคิด เปิดกว้างอย่างเต็มที่ในโลกไซเบอร์ ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียง และสามารถส่งสารถึงผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องแสดงตัว ทั้งมีความปลอดภัยและเป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งนี้ก็เป็นดาบสองคมที่มีอันตรายอย่างยิ่ง ในสังคมจริง การที่เราจะพูดคุยกับใคร หรือนำเสนอข้อมูลข่าวสารใด หรือหากจะแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชน เราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบในทุกคำพูด ทุกการแสดงออกของเรา ดังนั้นมารยาททางสังคมและความเคารพเกรงใจกันในสังคมจึงมีอยู่สูง เพราะเห็นหน้าค่าตากันอยู่ รู้ว่าใครเป็นใคร พลังทางสังคมเช่นนี้เองที่ช่วยควบคุมกำกับให้คนเรามีความสำรวมระวังในการใช้คำพูด และแสดงออกอย่างเหมาะสม เพราะเกรงกลัวต่อบทลงโทษทางสังคม ทั้งในแง่การลงโทษทางกฏหมาย และการยอมรับของสังคม

    แต่ในสังคมไซเบอร์ ที่ไม่จำเป็นต้องแสดงสถานะที่แท้จริงของตน กิเลสดิบๆในใจของคนจึงถูกแสดงออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร มีการใช้ภาษาที่หยาบคายโดยไม่ต้องกลัวถูกชกหน้า มีการกล่าวหากันโดยไม่ต้องกลัวถูกฟ้องหมิ่นประมาท และมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่คนเราไม่กล้าทำในสังคมจริงๆ เมื่อคนเราเสพคุ้นสิ่งเหล่านี้จนเป็นนิสัยในที่สุดก็จะรู้สึกว่า ความก้าวร้าวรุนแรง หรือเรื่องที่ผิดเพี้ยนทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่า คุณภาพใจของคนเราได้ตกต่ำลงไปอย่างไม่รู้ตัวและแน่นอนว่า ในสังคมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงผู้คนจำนวนมหาศาลไว้ด้วยกันนี้ กระแสใจของคนย่อมส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน และการกระทบถึงเยาวชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เยาวชนของเราจะเป็นเช่นไร เมื่อได้ซึมซับความก้าวร้าว อคติ กิเลสต่างๆ ในโลกที่เขาก็สามารถเข้าไปได้โดยไม่มีใครรู้เช่นกัน

    คุณภาพของใจจึงถูกบ่อนทำลายไปเรื่อยๆ เช่นนี้ยากที่จะป้องกัน แม้จะใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือใช้เทคโนโลยีควบคุมตรวจสอบ ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงการวิ่งตามปัญหา ทางเดียวเท่านั้นที่จะยับยั้งวงจรการบ่อนทำลายนี้ได้ นั่นคือการฟื้นฟูศีลธรรมขึ้นมาในใจคน เมื่อใดก็ตามที่คนเราได้เรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้ เมื่อนั้นความละอายและเกรงกลัวต่อบาปจะเกิดขึ้นมาในใจ แม้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการ หรือระบบตรวจสอบใดๆ คนเราก็สามารถยับยั้งชั่งใจละเว้นความชั่วได้ด้วยตนเอง

    ดังนั้นแม้พลังทางสังคมจะอ่อนกำลังลงไป แต่เราก็สามารถคุ้มครองใจเรา และคุ้มครองโลกได้ ด้วยพลังแห่งศีลธรรม เมื่อเราร่วมกันสร้างเครือข่ายคนดี ช่วยกันแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างไม่ลดละ สักวันหนึ่งโลกไซเบอร์ก็จะเฟื่องฟูด้วยศีลธรรมเช่นกัน


    ----------------------------------------------------------------------------------
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=9768
     
  4. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,956
    Boon.jpg
    บุญเก่า บุญใหม่

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ชนเหล่าใดมีจิตผ่องใส ให้อาหารด้วยศรัทธา อาหารนั้น ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงนำความตระหนี่ออกไปเสีย พึงข่มความตระหนี่ ซึ่งเป็นมลทินแล้วให้ทาน เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ”

    คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เคยสอนไว้ว่า “ ยายสงสารทั้งคนจน คนรวย คนรวยทำบุญเก่าไว้ดี จึงมีสมบัติ ถ้าเราไม่ชวนเขาทำบุญ บุญเก่าเขาก็จะหมด ภพชาติต่อไปก็จะจนและลำบาก คนจนเพราะบุญเก่าทำมาน้อย ถ้าเราไม่ชวนเขาทำบุญ ภพชาติต่อไปก็จะจนยิ่งกว่านี้อีก ”

    “ เอาบุญไปเยอะๆนะ เดี๋ยวชาติหน้าเกิดไปเจอยาย ยายจะจำได้ว่า เจ้าคนนี้ตอนนั้นยายให้มันมาเอาบุญ มันไม่เอา ตอนนี้บุญมันนิดเดียวตามเขาไม่ทัน ตอนนี้เราไม่เห็นหรอกว่าทำแล้วได้อะไร พอตายไปถึงไปเห็นว่า เรามีบุญมีบาปมากน้อยเพียงไร กายหยาบๆนี้มองไม่เห็นของละเอียด จึงไม่รู้ว่าบุญบาปมีจริง แต่พอตายแล้ว หลุดออกจากกายหยาบ ทีนี้ละ ถึงเห็นดวงบุญดวงบาปตัวเองว่า มีมากน้อยแค่ไหน ”

    ท่านทานบดีทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญในวันนี้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
    :::::::::::::::::::::::::::::::
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10231


     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...