เรื่องเด่น เสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 ตุลาคม 2026 เวลา 15:13.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 2 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,300
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,282
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม วันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,300
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,282
    ค่าพลัง:
    +27,030
    กราบถวายความเคารพ พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรธีราจารย์, ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ, ป.ธ.๙) องค์อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอโอกาสพระเถรานุเถระผู้เข้าร่วมรายการเสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรมทุกท่าน และขอเจริญพรคณะญาติโยมผู้ร่วมรายการ ไม่ว่าจะในช่องทางใดก็ตาม

    กระผม/อาตมภาพ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน วันนี้ได้รับเกียรติมาบรรยายธรรมในรายการ โดยความเมตตาของท่าน ท่านอาจารย์พระมหาไพโรจน์ กนโก, ดร. ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งท่านได้แจ้งไปว่าขอ
    ให้มาช่วยบรรยายให้กับรายการในวันนี้ด้วย

    ญาติโยมทั้งหลาย ในช่วงนี้ประเทศชาติก็ดี โลกของเราก็ดี เกิดสารพัดภัยวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติก็ดี ภัยสงครามก็ตาม เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าเราศึกษาย้อนหลังไปก็จะเห็นว่าเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่ง ก็คือจะต้องเกิดขึ้นแน่ไม่ว่าจะเป็นช่วงใดก็ตาม เพียงแต่ว่าเราท่านทั้งหลายนั้น ถ้าหากว่าไปสนใจมากเสียจนกระทั่งตนเองเกิดความเครียด ก็อาจจะทำให้ตัวเรานั้น รับเอาสิ่งที่ไม่ดีไม่งามเข้าไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งอาจจะค้างคาและกลายเป็นเครื่องถ่วงพวกเรา ให้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้ดี เพราะว่ามีสารพัดสิ่งฟุ้งซ่านไปปะปนอยู่ในจิตในใจของเรา

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านทรงพบหนทางแห่งการล่วงพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง เรียกว่า "มรรค ๘" ย่นย่อลงแล้วเหลือ ศีล สมาธิ และปัญญา หรือบางท่านเรียกว่า "ไตรสิกขา" สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ญาติโยมพุทธบริษัทส่วนใหญ่ โดยเฉพาะท่านที่เข้าร่วมรายการเสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรมนั้นทราบดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของศีล ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร แม่ชี หรือว่าฆราวาสก็ตาม เราส่วนใหญ่สามารถรักษาศีลได้สมบูรณ์บริบูรณ์ ก็ขาดแต่เพียงในเรื่องของสมาธิ ตลอดจนกระทั่งการใช้ปัญญาพิจารณาข้อธรรมต่าง ๆ เท่านั้น

    โดยเฉพาะส่วนของสมาธิที่เป็นข้อกลาง ก็คือเมื่อเราตั้งใจรักษาศีล ระมัดระวังทุกสิกขาบทให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เราก็จะเกิดสมาธิตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อเจริญสมาธิจนกระทั่งเกิดความสงบระงับ สภาพจิตมีความผ่องใส จะยกหัวข้อธรรมใดขึ้นมาพิจารณา ก็สามารถที่จะรู้แจ้งแทงตลอดได้โดยง่าย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,300
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,282
    ค่าพลัง:
    +27,030
    แต่ว่าเมื่อท่านทั้งหลายเข้ามาปฏิบัตินั้น เราท่านมีเวลาไม่เท่าเทียมกัน ถ้าอย่างที่วัดท่าขนุนของกระผม/อาตมภาพนั้น พระภิกษุสามเณรจะต้องทำวัตรเช้าเย็นวันละ ๓ รอบ มีการเจริญกรรมฐานร่วมกันทุกวัน จะต้องออกบิณฑบาต และทำความสะอาดวัดทุกวัน ในเมื่อถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะมีเวลามากในการปฏิบัติธรรม ก็คือเรื่องของการสวดมนต์ทำวัตรก็เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นเลิศ เนื่องเพราะว่าถ้าสมาธิของเราไม่ทรงตัว เราก็อาจจะสวดผิดได้

    ในขณะเดียวกัน การเดินบิณฑบาต ถ้ารู้จักรักษาอารมณ์ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากวัด จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่กลับเข้าวัด ถ้าท่านใดสามารถรักษาจิตของตน ให้จดจ่อต่อเนื่องอยู่กับอิริยาบถ โดยที่ไม่หลุดออกไปที่ไหนเลย ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี

    แล้วในขณะเดียวกัน การทำกิจวัตรต่าง ๆ อย่างเช่นว่าการกวาดวัด ถูศาลา ถ้าหากว่าเรากำหนดสติไปด้วย อย่างเช่นว่าไม้กวาดหรือว่าไม้ถู ไปทางซ้าย ไปทางขวา ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง จะยาวจะสั้นอย่างไรก็กำหนดรู้อยู่ ก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง ก็แปลว่าเมื่อตัวเรามีเวลาที่ไม่เท่าเทียมกัน ท่านที่มีเวลาน้อยก็ควรที่จะต้องเร่งรัดตนเองให้มากขึ้น แล้วในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติธรรมด้วย ไม่ใช่ว่าวันนี้ทำ พรุ่งนี้ทิ้ง ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนั้น เราจะเอาดีได้ยากมาก เพราะว่าไปเปิดโอกาสให้กิเลสกินใจของเราได้เสียแล้ว

    ในส่วนที่เราจะพิสูจน์ทราบว่ากิเลสกินใจของเราได้หรือไม่นั้น ให้วัดโดย "นิวรณ์ ๕ ประการ" ซึ่งเป็นกิเลสหยาบที่มากีดขวางกำลังใจของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าสมาธิไม่ทรงตัว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จะกำเริบ ทำให้เราฟุ้งซ่านไปในด้านรัก โลภ โกรธ หลง จนกระทั่งบางทีก็กู่ไม่กลับ รักษาอารมณ์ใจให้ทรงตัวไม่ได้ ซึ่งประกอบไปด้วย

    ๑. "กามฉันทะ" คือความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสระหว่างเพศ หลายท่านก็หมกมุ่นจนกระทั่งการปฏิบัติธรรมนั้น แทบจะไม่สามารถเข้ามาสู่ใจได้เลย เพราะสภาพจิตเคยชินกับกิเลสต่าง ๆ ไปแล้ว

    ญาติโยมบางท่านที่กระผม/อาตมภาพรู้จักดีนั้น แค่ในเรื่องของการลิ้มรส หรือว่าข้าวปลาอาหาร ก็จำเป็นที่จะต้องไปร้านที่ได้รับคำแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นประเภท "เชลล์ชวนชิม" หรือ "แม่ช้อยนางรำ" เหล่านี้เป็นต้น ถ้าอยู่ในลักษณะนั้น ก็แปลว่าเราเองโดนกามฉันทะในข้อของรส บีบคั้นจนกระทั่งแทบจะไม่เป็นตัวเป็นตน แต่หลายท่านก็รู้ตัวช้ามาก ทำให้โอกาสที่จะปฏิบัติธรรมนั้นแทบจะไม่มีเลย เพราะว่าจิตใจฟุ้งซ่านไปในเรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลงอยู่ตลอดเวลา
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,300
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,282
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ๒. "ความพยาบาท" ซึ่งความจริงก็มีพื้นฐานมาจากการกระทบกระทั่ง แล้วก่อให้เกิดความโกรธ เมื่อไม่สามารถที่จะแก้ไขความโกรธนั้นได้ ก็กลายเป็นผูกโกรธ คือ "อาฆาตพยาบาท" นำไฟมาเผาใจตนเอง แต่ละวันมีแต่ความร้อนรุ่ม คิดอยากจะให้บุคคลที่เราโกรธนั้น ประกอบไปด้วยความพินาศแบบนั้นแบบนี้ ฟุ้งซ่านจนจิตใจของตนเองไม่สงบ

    ๓. "ถีนมิทธะ" ความง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจ ไม่อยากจะปฏิบัติธรรม เวลาปกติก็รู้สึกคึกคักเข้มแข็ง อยากจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอให้นั่งภาวนาเมื่อไร ก็เกิดความโงกความง่วงขึ้นมาในทันทีทันใด หรือไม่ก็ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมปฏิบัติธรรมเสียที มัวแต่ต่อรองกันอยู่นั่นแหละว่า "พรุ่งนี้ค่อยทำดีกว่า มะรืนค่อยทำดีกว่า" เป็นต้น

    ข้อต่อไปที่เราจะใช้วัดกิเลสของตนเองว่ามีท่วมท้นล้นใจอยู่หรือไม่ ก็คือ ๔. "อุทธัจจกุกกุจจะ" ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกิดจากนิวรณ์ทั้งหลายเหล่านี้นี่เอง เมื่อหงุดหงิดขึ้นมา บางคนก็โกรธ เตะหมูเตะหมาไปเรื่อย เห็นของขวางอยู่ บางทีก็เตะปลิวกระเด็น โมโหโกรธาว่าใครเอามาวางขวางไว้ ทั้ง ๆ ที่คนวางก็ลืมไปเนิ่นนานแล้ว เป็นต้น

    ข้อสุดท้ายก็คือ ๕. "วิจิกิจฉา" มีความลังเลสงสัยอยู่นั่นแหละว่า คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริงหรือไม่ ? การปฏิบัติธรรมจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อเราหรือไม่ ? เป็นต้น

    เรื่องพวกนี้จะเป็นข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม ถ้าหากว่ามีอยู่ในจิตในใจของเรา ก็จะกลายเป็นเครื่องกั้นให้ความสงบระงับเกิดขึ้นกับใจของเราไม่ได้ วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ รู้ตัวขึ้นมาเมื่อไร ก็วิ่งมาหาลมหายใจเข้าออกของเราทันที ถ้าหากว่าเราปฏิบัติสายพองยุบ ก็กลับมาดูพองยุบของเรา ถ้าปฏิบัติสายวิสุทธิมรรค ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกของเรา

    แรก ๆ ก็จะมีการยื้อแย่งกัน ก็คือฝ่ายที่รู้ตัว มีสติ ก็พยายามกำหนดอยู่กับพองยุบ หรืออยู่กับลมหายใจเข้าออก แต่ว่าฝ่ายที่ต้องการจะดึงเราออกไปสู่ความฟุ้งซ่าน ก็พยายามทำให้เราคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ต้องต่อสู้กันด้วยความเหนื่อยยากอยู่ระยะหนึ่งทีเดียว กว่าที่จะยอมสงบระงับ อยู่กับการภาวนาตรงหน้าของเราได้..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,300
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,282
    ค่าพลัง:
    +27,030
    คราวนี้ญาติโยมส่วนใหญ่ ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณรก็ตาม ที่ปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ มักจะมีข้อเสียอยู่ก็คือ เมื่อถึงเวลาเลิกภาวนาแล้วก็ทิ้งหมดเลย โดยที่ไม่ได้เหลืออะไรเอาไว้ในจิตในใจของตน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องเพราะว่าการปฏิบัติธรรมนั้น ส่วนที่สำคัญก็คือ ต้องสามารถใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เราปฏิบัติตอนเช้า ๑ ชั่วโมง ตอนเย็น ๑ ชั่วโมง เราก็ยังมี ๒๒ ชั่วโมงที่ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา แปลว่าทำเท่าไรก็ไม่เพียงพอนั่นเอง

    ดังนั้น..เมื่อเราปฏิบัติธรรมจนอารมณ์ใจทรงตัวดีแล้ว ถึงเวลาเลิกหรือว่าคลายบัลลังก์ไป เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาสติระมัดระวังอยู่กับพองยุบ หรือว่าลมหายใจเข้าออกของเรา พยายามประคับประคองไว้ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ใหม่ ๆ ๑ นาที ๒ นาทีก็ถือว่าดีมากแล้ว หลังจากที่พยายามประคับประคองไปเรื่อย ก็จะได้เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง เป็นต้น ยิ่งสามารถรักษาอารมณ์ใจของเราให้อยู่กับการภาวนาได้นานมากเท่าไร จิตใจของเราก็จะสงบระงับ มีความเยือกเย็นมากเท่านั้น กำลังสมาธิก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น

    แต่ก็ต้องระมัดระวังอีกว่า ถ้าท่านทั้งหลายภาวนารักษาสมาธิเอาไว้แล้ว ต้องรู้จักนำสมาธินั้นไปใช้งานด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว กิเลสก็จะนำสมาธินั้นไปใช้เอง ก็คือพอเราเผลอเมื่อไร รัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้น ก็จะมาแบบฟ้าถล่มดินทลาย หรือว่าเขื่อนแตกเลยทีเดียว เนื่องเพราะว่าเขาได้กำลังจากสมาธิที่เราทำไว้นั่นเอง ไปใช้ในการฟุ้งซ่าน รัก โลภ โกรธ หลง

    สังเกตว่าถ้าเป็นดังนั้น เราจะฟุ้งซ่านอย่างเป็นหลักเป็นฐาน เป็นงานเป็นการ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะดึงกลับได้ ทำให้เกิดอาการจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก บางคนก็เสียไปเป็นเดือน ๆ บางคนก็เสียไปเป็นปี ๆ เนื่องเพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเอากำลังสมาธิมาใช้ในการพิจารณาข้อธรรม เมื่อเผลอก็โดนกิเลสปล้นเอาไปใช้เสียเอง กลายเป็นว่าเราเลี้ยงโจรไว้ทำร้ายตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา..!


    เรื่องพวกนี้ถ้าหากเราไม่มีประสบการณ์ บางทีก็จะอยู่ในลักษณะแบบนี้ไปเรื่อย กลายเป็นว่าปฏิบัติธรรมมา ไม่ว่าจะเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาก็ตาม เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ก็เอาดีไม่ได้ เนื่องเพราะว่ากำลังไม่พอที่จะใช้ในการตัดกิเลส ในเมื่อกำลังเพียงพอ ก็ยังไม่รู้จักใช้งาน โดนกิเลสขโมยเอาไปใช้อีกต่างหาก..!
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...