ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 48 คน ( สมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 47 คน )
  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครนยอมรับว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา รัสเซียได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างหนักในหลายพื้นที่ ได้แก่ แคว้นเคียฟ, วินนีตเซีย, โวลิน, คิโรโฮราด, มิโคลาอีฟ, ชือโตมือร์, คเมลนีตสกี, คาร์คีฟ, เทอร์โนปิล, โอเดสซา และรีฟเน

    นอกจากนี้ ยังส่งผลให้พื้นที่ชุมชน 140 แห่งในแคว้นเคียฟ, มิโคลาอีฟ และโอเดสซา ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ ขณะเดียวกัน ในบางภูมิภาคยังมีการประกาศตัดกระแสไฟฟ้าฉุกเฉินเพิ่มเติมอันเป็นผลมาจากการโจมตีดังกล่าว

    https://www.facebook.com/share/p/1MXLsdzGRV/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เซเลนสกียอมรับ ยูเครนกำลังรับศึกหนัก! หลังรัสเซียถล่มด้วยขีปนาวุธกว่า 16 ลูก โจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบหลายระลอก ส่วนโดรนมากกว่า 200 ลำ โจมตีเป้าหมายในหลายแคว้นทั่วประเทศภายในคืนเดียว ส่งผลระบบพลังงานเสียหายกว่า 10 แห่ง ประชาชนอย่างน้อย 550,000 ครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ แถมตัดพ้อพันธมิตร ไม่มีแม้แต่คำเตือนล่วงหน้า!

    สำหรับพื้นที่ที่ถูกโจมตีครอบคลุมอย่างน้อย 11 แคว้น ได้แก่ วินนิตเซีย โวลิน คีโรโวฮราด เคียฟ มิโคลาอิฟ ฌือโตมือร์ คเมลนิตสกี คาร์คิฟ แตร์โนปิล โอเดสซา และริฟเน

    https://www.facebook.com/share/v/1LpizXHTic/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • b.mp4
      ขนาดไฟล์:
      1.2 MB
      เปิดดู:
      25
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เปิดกฎวิธีพิจารณาคดีประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา

    แอดมินวุ่น ๆ เลยไม่ค่อยมีเวลาตาม ตอนนี้เพิ่งเห็นว่า ทางศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA)ได้มีการอัพโหลดกฎวิธีพิจารณาคดีประนอมข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งกฎวิธีพิจารณาเป็นกติกาที่กำหนดว่าคณะกรรมการและคู่กรณีจะดำเนินกระบวนการประนอมกันอย่างไร ตั้งแต่การติดต่อและยื่นเอกสาร การประชุม การรักษาความลับ ไปจนถึงการจัดทำรายงาน กฎช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ขั้นตอนและหน้าที่ของตน แต่ไม่ได้ตัดสินว่าไทยหรือกัมพูชามีสิทธิทางทะเลเหนือกว่ากัน หรือกำหนดเส้นเขตแดนไว้ล่วงหน้า แอดมินพอสรุปกฎฯ ดังกล่าวได้ดังนี้

    ส่วนแรก #บทนำ
    - กฎฉบับนี้ใช้ควบคู่กับ Annex V และบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องของ UNCLOS หากมีเรื่องที่กฎไม่ได้กำหนดไว้และคู่กรณีตกลงกันเองไม่ได้ คณะกรรมการจะกำหนดวิธีดำเนินการหลังปรึกษาทั้งสองฝ่าย ไทยกับกัมพูชาอาจตกลงเปลี่ยนหรือยกเว้นกฎบางข้อได้ และคณะกรรมการอาจเสนอให้แก้หรือเพิ่มกฎ หลังจากรับฟังความเห็นของคู่กรณี (บทนำและข้อ 1)
    - การติดต่อในคดีต้องทำด้วยวิธีที่มีหลักฐานการส่ง หากส่งอีเมล ต้องใช้ที่อยู่ที่คู่กรณีกำหนดไว้สำหรับคดีนี้โดยเฉพาะ และถือว่าอีกฝ่ายได้รับในวันที่ส่ง การนับกำหนดเวลาเริ่มในวันถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ หากวันสุดท้ายเป็นวันหยุดหรือวันไม่ทำการในประเทศของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เลื่อนไปวันทำการถัดไป แต่วันหยุดระหว่างช่วงเวลาที่นับให้นับรวมด้วย หากไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กำหนดเวลาสิ้นสุดเวลาเที่ยงคืนที่กรุงเฮก (ข้อ 2)
    - ไทยและกัมพูชาต้องแต่งตั้งผู้แทนหลักของตน และอาจแต่งตั้งผู้แทนเพิ่มเติมหรือผู้ช่วยได้ แต่ละฝ่ายต้องแจ้งชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้แทนให้คู่กรณีอีกฝ่าย คณะกรรมการ และ PCA ทราบ ส่วน PCA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานทะเบียน ของกระบวนการ โดยดูแลงานธุรการและเอกสารตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (ข้อ 3–4)

    ส่วนที่สอง #องค์ประกอบของคณะประนอม
    - คณะกรรมการประนอมมีผู้ประนอม 5 คน ผู้ประนอมแต่ละคนต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบ หากมีข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตน (ข้อ 5–6)
    - คู่กรณีคัดค้านผู้ประนอมได้ หากมีเหตุให้สงสัยว่าผู้ประนอมอาจไม่เป็นกลางหรือไม่เป็นอิสระ ฝ่ายที่แต่งตั้งผู้ประนอมคนนั้นเองจะคัดค้านได้เฉพาะเหตุที่เพิ่งทราบภายหลังการแต่งตั้ง ฝ่ายที่ต้องการคัดค้านต้องทำหนังสือระบุเหตุผล และยื่นภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งการแต่งตั้ง หรือวันที่ทราบเหตุแห่งการคัดค้าน (ข้อ 7–8)
    - คำคัดค้านต้องส่งให้คู่กรณีอีกฝ่าย ผู้ประนอมที่ถูกคัดค้าน ผู้ประนอมคนอื่น และฝ่ายทะเบียน อีกฝ่ายอาจยอมรับคำคัดค้าน หรือผู้ประนอมอาจถอนตัวได้ หากภายใน 15 วันยังตกลงกันไม่ได้และผู้ประนอมไม่ถอนตัว เลขาธิการ PCA จะเป็นผู้วินิจฉัย ระหว่างพิจารณาคำคัดค้าน คณะกรรมการอาจสั่งพักกระบวนการได้ หากต้องแต่งตั้งผู้ประนอมแทน จะใช้ขั้นตอนการแต่งตั้งตาม Annex V และคณะกรรมการจะปรึกษาคู่กรณีว่าจะต้องทบทวนขั้นตอนที่ดำเนินไปแล้วหรือไม่ (ข้อ 8–9)

    ส่วนที่สาม #ขั้นตอนการดำเนินการ
    - คณะกรรมการเลือกวิธีดำเนินกระบวนการได้ตามที่เห็นว่าเหมาะสม โดยคำนึงถึงสถานการณ์และความเห็นของคู่กรณี ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกับคณะกรรมการโดยสุจริต เช่น พยายามส่งเอกสารหรือหลักฐาน และเข้าร่วมประชุมเมื่อได้รับการร้องขอ ระหว่างกระบวนการ ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้ข้อพิพาทรุนแรงขึ้นหรือขยายวง โดยเฉพาะการกระทำที่อาจกระทบข้อเสนอของคณะกรรมการซึ่งยังไม่ได้ถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน (ข้อ 10)
    - การตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการ เขตอำนาจ รายงาน และข้อเสนอแนะ ใช้เสียงข้างมากของคณะกรรมการ ส่วนเรื่องธุรการหรือขั้นตอนปกติ ประธานอาจตัดสินใจเองได้ แต่คณะกรรมการเต็มชุดอาจทบทวนภายหลัง (ข้อ 11) การติดต่อระหว่างคู่กรณีกับคณะกรรมการอาจเป็นหนังสือหรือด้วยวาจา และคณะกรรมการอาจพบทั้งสองฝ่ายพร้อมกันหรือพบแยกกันก็ได้ (ข้อ 12)
    - คณะกรรมการอาจขอให้คู่กรณียื่นคำแถลงหรือชี้แจงจุดยืนในประเด็นที่กำหนด โดยเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและกำหนดเวลาหลังปรึกษาทั้งสองฝ่าย คำแถลงต้องแนบเอกสาร หลักฐาน หรือข้อกฎหมายที่อ้างถึง ฝ่ายที่ยื่นต้องส่งสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ให้อีกฝ่ายและฝ่ายทะเบียน และส่งเอกสารฉบับกระดาษให้ฝ่ายทะเบียนในวันเดียวกัน โดยต้องส่งคำแถลง 7 ชุดให้ฝ่ายทะเบียน ปกติไม่ต้องส่งเอกสารหลักฐานหรือข้อกฎหมายฉบับกระดาษ เว้นแต่คณะกรรมการร้องขอ เอกสารต้องเรียงลำดับ ใส่หมายเลข และมีสารบัญที่ระบุรายละเอียดของเอกสารแต่ละชิ้น (ข้อ 13)
    - คณะกรรมการกำหนดสถานที่และรูปแบบการประชุมหรือการไต่สวนเป็นรายกรณี โดยปรึกษาคู่กรณี ภาษาในกระบวนการ คือ ภาษาอังกฤษ เอกสารภาษาอื่นต้องมีคำแปลภาษาอังกฤษ หากเอกสารยาวเกิน 2 หน้าและเกี่ยวข้องเพียงบางส่วน ฝ่ายที่ยื่นอาจแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องและสรุปส่วนที่ไม่ได้แปลได้ แต่คณะกรรมการหรืออีกฝ่ายอาจขอคำแปลเต็ม และอาจขอให้รับรองคำแปลได้ (ข้อ 14–15)
    - ประชาชนทราบได้ว่ามีกระบวนการนี้ และฝ่ายทะเบียนจะเผยแพร่รายชื่อคู่กรณี คณะกรรมการ ผู้แทน และทนายความไว้บนเว็บไซต์ อย่างไรก็ดี การประชุมและการไต่สวนโดยหลักเป็นการประชุมปิด คณะกรรมการอาจเปิดเผยการประชุมหรือบางช่วงได้หลังปรึกษาคู่กรณี และอาจให้ฝ่ายทะเบียน ออกข่าวหรือเผยแพร่เอกสารบางอย่าง เช่น สรุปการประชุมหรือคำแถลง (ข้อ 16)
    - คู่กรณีอาจระบุเอกสารหรือข้อมูลที่ส่งให้คณะกรรมการว่าเป็นความลับได้ ข้อมูลดังกล่าวจะเปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายยินยอม แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทุกชิ้นจะเป็นความลับโดยอัตโนมัติ ผลการวินิจฉัยว่าคณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาหรือไม่ต้องเปิดเผย ส่วนเหตุผลของคำวินิจฉัยและรายงาน คณะกรรมการจะปรึกษาคู่กรณีก่อนว่าจะเปิดเผยหรือไม่ และเปิดเผยเมื่อใด (ข้อ 16)
    - หากฝ่ายใดเห็นว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ ต้องยกข้อต่อสู้ไม่ช้ากว่าคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรก หากเห็นว่าคณะกรรมการกำลังพิจารณาเกินขอบเขต ต้องคัดค้านเมื่อประเด็นนั้นเกิดขึ้น คณะกรรมการจะตัดสินเรื่องอำนาจก่อน หรือพิจารณาไปพร้อมกับเนื้อหาข้อพิพาทก็ได้ หากฝ่ายใดร้องขอในขั้นตอนที่เหมาะสม คณะกรรมการต้องจัดการไต่สวนเรื่องนี้ และต้องเขียนเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจ (ข้อ 17)
    - ในการพิจารณาเนื้อหาข้อพิพาท คณะกรรมการรับฟังทั้งสองฝ่าย ตรวจสอบข้อเรียกร้องและข้อคัดค้าน แล้วช่วยหาทางออกที่คู่กรณียอมรับได้ คณะกรรมการอาจเสนอแนวทางหรือร่างเงื่อนไขของข้อตกลงให้พิจารณา และคู่กรณีก็เสนอทางออกของตนเองได้ คณะกรรมการอาจพบทั้งสองฝ่ายพร้อมกันหรือแยกกัน หากฝ่ายหนึ่งส่งข้อมูลโดยกำหนดชัดเจนว่าห้ามเปิดเผยให้อีกฝ่ายทราบ คณะกรรมการต้องไม่ส่งต่อข้อมูลนั้น (ข้อ 18)
    - หลังรับฟังความเห็นของคู่กรณี คณะกรรมการอาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญอิสระให้ความเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยต้องแจ้งขอบเขตงานของผู้เชี่ยวชาญและคำยืนยันว่าเป็นกลางให้คู่กรณีทราบ (ข้อ 19)

    ส่วนที่สี่ #รายงาน
    - กระบวนการประนอมสิ้นสุดเมื่อคู่กรณีตกลงกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธข้อเสนอแนะในรายงานโดยแจ้งเป็นหนังสือต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อครบ 3 เดือนหลังส่งรายงาน หรือเมื่อทั้งสองฝ่ายทำหนังสือร่วมกันเพื่อยุติกระบวนการ (ข้อ 20)
    - คณะกรรมการกำหนดรูปแบบและขอบเขตของรายงานได้ อาจจัดทำรายงานลับแยกให้แต่ละฝ่าย โดยให้ข้อเสนอแนะเฉพาะฝ่าย หรือส่งร่างรายงานลับให้คู่กรณีพิจารณาก่อนจัดทำฉบับสุดท้ายก็ได้ หากต้องการขยายเวลาทำรายงาน ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย และคณะกรรมการอาจหารือกับคู่กรณีเพิ่มเติมในช่วงหลังส่งรายงานได้ (ข้อ 21)

    ส่วนที่ห้า #ค่าใช้จ่าย
    - ค่าใช้จ่ายของกระบวนการรวมถึงค่าตอบแทนและค่าเดินทางของผู้ประนอม ค่าผู้เชี่ยวชาญ ค่าบริการของฝ่ายทะเบียน และค่าใช้จ่ายของ PCA โดยหลักไทยกับกัมพูชาออกค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความยากของคดีและเวลาที่ใช้ (ข้อ 22)
    - ฝ่ายทะเบียนอาจเรียกเงินมัดจำจากทั้งสองฝ่ายในจำนวนเท่ากัน และเรียกเงินเพิ่มระหว่างกระบวนการได้ หากไม่มีฝ่ายใดชำระเงินที่เรียกภายใน 30 วัน คณะกรรมการอาจสั่งพักหรือยุติกระบวนการได้ เมื่อกระบวนการจบ ฝ่ายทะเบียนจะสรุปบัญชีและคืนเงินส่วนที่เหลือตามสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายจ่าย (ข้อ 23)

    ส่วนที่หก #ข้อกำหนดอื่น
    - ระหว่างการประนอม คู่กรณีตกลงว่าจะไม่เริ่มคดีศาลหรืออนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน เว้นแต่ฝ่ายใดเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินคดีเพื่อสงวนสิทธิของตน ทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งคณะกรรมการถึงความคืบหน้าของกระบวนการอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง ผู้ประนอมจะไปทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ ตัวแทน หรือทนายความให้ฝ่ายใดในคดีอื่นเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่คู่กรณีตกลงเป็นอย่างอื่น (ข้อ 24–26)
    - คู่กรณีตกลงว่าจะไม่นำข้อเสนอหาทางออก คำรับ ข้อเสนอของคณะกรรมการ การแสดงท่าทีพร้อมยอมรับข้อเสนอ หรือข้อมูลลับและข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผย ไปอ้างเป็นหลักฐานในคดีศาลหรืออนุญาโตตุลาการตามที่กฎกำหนด การยอมรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่ได้แปลว่าฝ่ายนั้นยอมรับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นที่มาของข้อเสนอแนะ (ข้อ 27)

    อ้างอิง: https://pcacases.com/web/sendAttach/106306

    ****************************
    #ความเห็นของแอดมิน
    - มีกฎเกณฑ์หลายข้อที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์อยู่พอสมควร พอสรุปได้ดังนี้
    - ประการแรก ระหว่างประนอม #ห้ามเริ่มคดีใหม่ แต่มีข้อยกเว้นเพื่อรักษาสิทธิ ข้อ 24 กำหนดว่าระหว่างที่การประนอมยังดำเนินอยู่ คู่กรณีตกลงว่าจะไม่เริ่มกระบวนการศาลหรืออนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายหนึ่งยังเริ่มกระบวนการดังกล่าวได้ หากฝ่ายนั้นเห็นว่าจำเป็นเพื่อสงวนสิทธิของตน นอกจากนี้ ข้อ 25 กำหนดให้แต่ละฝ่ายแจ้งคณะกรรมการถึงสถานะและความคืบหน้าของกระบวนการอื่นที่อาจเกี่ยวข้องด้วย ในกรณีที่มีฝ่ายใดจะอ้างข้อยกเว้น จะต้องอธิบายให้ได้ว่าการเริ่มกระบวนการนั้นจำเป็นเพื่อป้องกันหรือรักษาสิทธิอย่างไร เพราะการใช้ข้อยกเว้นอาจกลายเป็นประเด็นโต้แย้งระหว่างคู่กรณีได้
    - ประการที่สอง #การห้ามทำให้ข้อพิพาทรุนแรงขึ้น ข้อ 10(3) กำหนดให้คู่กรณีหลีกเลี่ยงมาตรการที่อาจทำให้ข้อพิพาทรุนแรงขึ้นหรือขยายวง และให้ระวังเป็นพิเศษในการไม่ดำเนินมาตรการที่อาจกระทบข้อเสนอของคณะกรรมการซึ่งยังไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง ข้อนี้น่าสนใจเพราะเป็นหน้าที่ระหว่างที่กระบวนการกำลังดำเนินอยู่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเข้าประชุมหรือส่งเอกสารเท่านั้น
    - ประการที่สาม #กระบวนการมีทั้งส่วนที่เปิดเผยและส่วนที่เป็นความลับ ข้อ 16 ระบุว่าการมีอยู่ของกระบวนการเป็นข้อมูลสาธารณะ และรายชื่อคู่กรณี คณะกรรมการ ผู้แทน และทนายความอาจเผยแพร่ได้ แต่การประชุมและการไต่สวนโดยหลักเป็นการประชุมปิด คณะกรรมการอาจเปิดเผยการประชุมบางครั้งหรือบางช่วงได้หลังปรึกษาคู่กรณี ส่วนผลการวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ในด้านหนึ่ง คู่กรณีสามารถระบุเอกสารหรือข้อมูลบางอย่างที่ส่งให้คณะกรรมการว่าเป็นความลับได้ และข้อ 18 ยังเปิดให้ฝ่ายหนึ่งส่งข้อมูลโดยกำหนดเงื่อนไขว่าไม่ให้เปิดเผยต่ออีกฝ่ายได้ด้วย
    - ประการที่สี่ #คณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจของตนเองได้ ข้อ 17 ให้อำนาจคณะกรรมการวินิจฉัยข้อโต้แย้งว่าตนมีอำนาจพิจารณาหรือไม่ ฝ่ายที่เห็นว่าคณะกรรมการไม่มีอำนาจต้องยกข้อต่อสู้ไม่ช้ากว่าคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรก หากเห็นว่าคณะกรรมการกำลังพิจารณาเกินขอบเขต ต้องยกข้อคัดค้านเมื่อประเด็นนั้นเกิดขึ้น เช่น กรณีใด ๆ ที่ฝ่ายหนึ่งอาจอ้างว่า กรรมการวินิจฉัยเกินอำนาจหรือไม่ ในประเด็นใด
    - ประการที่ห้า #คณะกรรมการพบแต่ละฝ่ายแยกกันและทำรายงานลับได้ ข้อ 18 อนุญาตให้คณะกรรมการพบหรือสื่อสารกับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน หรือแยกพบแต่ละฝ่ายก็ได้ และอาจให้ประธานหรือกรรมการบางคนไปพบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การพบแบบแยกฝ่ายสามารถทำได้ และไม่ได้หมายความว่ากระบวนการไม่เป็นกลาง แต่ข้อมูลที่ฝ่ายหนึ่งส่งโดยกำหนดว่าไม่ให้เปิดเผยแก่อีกฝ่ายต้องไม่ถูกส่งต่อ และข้อ 21 ยังเปิดให้คณะกรรมการจัดทำรายงานลับแยกให้แต่ละฝ่าย โดยเสนอแนะสิ่งที่ฝ่ายนั้นอาจทำต่อได้ แสดงว่า การประนอมไม่ได้มีแต่รายงานสาธารณะฉบับเดียว แต่อาจมีการสื่อสารส่วนตัวเพื่อช่วยให้แต่ละฝ่ายพิจารณาทางออกด้วย
    - ประการที่หก #มีบทบัญญัติเรื่องผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ข้อ 19 ให้อำนาจคณะกรรมการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญอิสระมาช่วยให้ความเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง หลังจากรับฟังความเห็นของคู่กรณี และต้องแจ้งขอบเขตงานกับการยืนยันความเป็นกลางของผู้เชี่ยวชาญให้ทั้งสองฝ่ายทราบ
    FB_IMG_1792449203113.jpg FB_IMG_1792449205591.jpg FB_IMG_1792449207258.jpg FB_IMG_1792449211326.jpg FB_IMG_1792449214320.jpg FB_IMG_1792449216171.jpg FB_IMG_1792449218266.jpg FB_IMG_1792449220427.jpg FB_IMG_1792449222556.jpg FB_IMG_1792449226233.jpg FB_IMG_1792449227147.jpg FB_IMG_1792449229839.jpg
    https://www.facebook.com/share/1JUAtDuMK2/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินของสหรัฐฯ ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1982 หลังระบายน้ำมันออกเพื่อรับมือสงครามอิหร่าน

    ปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Petroleum Reserve) ลดลงเหลือประมาณ 283 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 1982 ตามรายงานของ Reuters ที่อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

    สาเหตุหลักมาจากการที่สหรัฐฯ ระบายน้ำมันสำรองออกสู่ตลาด เพื่อรับมือกับปัญหาอุปทานน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกับอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ตกลงปล่อยน้ำมันสำรองจำนวน 172 ล้านบาร์เรล เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนระบายน้ำมันร่วมกันของสมาชิก 32 ประเทศในองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) รวมทั้งสิ้น 400 ล้านบาร์เรล ทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป

    อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำมันของสหรัฐฯ ดำเนินไปช้ากว่าแผนเดิม ในเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 120 วันในการส่งมอบน้ำมันตามอัตราที่กำหนด ซึ่งหมายความว่าการระบายควรเสร็จสิ้นประมาณกลางเดือนกรกฎาคม แต่จนถึงเดือนตุลาคมยังคงมีการนำน้ำมันออกจากคลังอย่างต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำมันในคลังลดลงไปประมาณ 130 ล้านบาร์เรล เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นโครงการระบายน้ำมัน

    คลัง SPR ถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 หลังวิกฤตการณ์คว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ มีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันเพียงใด ปัจจุบันคลังแห่งนี้มีความจุตามที่ได้รับอนุญาต 714 ล้านบาร์เรล เก็บอยู่ในโพรงเกลือใต้ดิน 4 แห่งตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก แต่ด้วยปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ราว 283 ล้านบาร์เรล ทำให้คลังมีน้ำมันอยู่ ไม่ถึง 40% ของความจุทั้งหมด

    น้ำมันที่ปล่อยออกมาไม่ใช่การขายขาดทั้งหมด

    การระบายน้ำมันครั้งนี้มีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การขายน้ำมันออกไปโดยไม่มีเงื่อนไข บริษัทที่รับน้ำมันจากคลังจะต้องส่งคืนน้ำมันในภายหลัง พร้อมปริมาณเพิ่มเติม

    กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ คาดว่าจะได้รับน้ำมันคืนประมาณ 200 ล้านบาร์เรลภายในหนึ่งปี โดยไม่ทำให้ผู้เสียภาษีต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทที่รับน้ำมันไปจะต้องส่งคืนน้ำมันพร้อมปริมาณส่วนเพิ่มในภายหลัง

    นั่นหมายความว่า ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกครั้งในอนาคต แต่เมื่อถึงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องซื้อน้ำมันกลับมาเติมคลัง ก็จะทำให้ความต้องการน้ำมันในตลาดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    คลังสำรองที่เหลือน้อยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมัน

    แม้การปล่อยน้ำมันสำรองออกสู่ตลาดจะช่วยเพิ่มอุปทานในช่วงที่ตลาดตึงตัว แต่การมีน้ำมันสำรองเหลือน้อยลงก็ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งใหม่ลดลง หากสงครามอิหร่านขยายวงกว้างและทำให้การจัดส่งน้ำมันหยุดชะงักเพิ่มเติม

    Goldman Sachs ประเมินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent สูงกว่าระดับที่ควรจะเป็นตามปัจจัยพื้นฐานเกือบ 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกำลังบวกราคาความเสี่ยงจากสงครามและโอกาสที่อุปทานน้ำมันจะหยุดชะงักเพิ่มเติม อีกทั้งปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันไว้

    ในระยะสั้น การระบายน้ำมันสำรองยังช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาด แต่หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ความสามารถในการใช้คลังสำรองเพื่อบรรเทาปัญหาอาจมีจำกัด ขณะเดียวกัน เมื่อต้องเริ่มเติมน้ำมันกลับเข้าคลังในอนาคต ความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นก็อาจเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะถัดไป

    จากนี้ ตลาดจะจับตาว่าสหรัฐฯ จะนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพิ่มเติมอีกเท่าไร และจะเริ่มซื้อน้ำมันกลับมาเติมคลังเมื่อใด เพราะทั้งสองปัจจัยอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดและทิศทางราคาในระยะต่อไป

    https://www.facebook.com/share/18S7uGVmWi/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โฆษก IRGC ระบุว่า อิหร่านยังไม่ได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และสามารถขยายขอบเขตการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือไปยังช่องแคบบับเอลมันเดบและคลองสุเอซได้

    Tehran Times

    https://www.facebook.com/share/p/17cbLD24Ci/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สีหศักดิ์ ย้ำคุย UNCLOS "เจรจาเฉพาะเส้นเขตทางทะเล" ไทย–กัมพูชาเห็นพ้องกติกา ลดตึงเครียดทะเล ย้ำสิทธิชี้แจงต่อโลก แต่ต้องระวังถ้อยแถลงกระทบการเจรจา

    20 ตุลาคม 2569 ไทยและกัมพูชาเห็นพ้อง #มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หลังการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (#UNCLOS) ครั้งที่ 2 วันที่ 14–18 ตุลาคม 2569 ณ #กรุงเฮก ประเทศ #เนเธอร์แลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันจุดยืนของตนเกี่ยวกับการ #กำหนดเขตแดนทางทะเล แต่ตกลงเพิ่มแนวทางลดความตึงเครียดและเปิดทางให้การหารือดำเนินต่อไป
    .
    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สรุปผลการประชุมว่า การหารือมุ่งเน้นข้อกฎหมายและหลักฐานทางเทคนิคเกี่ยวกับการกำหนดเส้นเขตทางทะเล โดยไทยย้ำว่ากระบวนการนี้ต้องพิจารณาเฉพาะประเด็นดังกล่าว และต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
    .
    อีกประเด็นสำคัญคือ #การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งสองฝ่ายหารือมาตรการลดถ้อยแถลงกล่าวหาหรือโจมตีซึ่งกันและกันที่อาจกระทบต่อการประนอม รวมถึงป้องกันเหตุเผชิญหน้าระหว่างกัน ซึ่งไทยยังจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง เมื่อมีข้อกล่าวหาที่กระทบต่อประเทศ โดยยืนยันว่าการชี้แจงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่า เป็นการปิดกั้นสิทธิในการปกป้องผลประโยชน์ของไทย
    .
    นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยพร้อมปฏิบัติตามแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาคีก่อน โดยยกตัวอย่างการส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมประชุมความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ และการเตรียมส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสในฐานะผู้สังเกตการณ์ เพื่อรักษาช่องทางการติดต่อระหว่างกัน
    .
    หลังจากนี้ คณะกรรมาธิการประนอมจะนำท่าทีและหลักฐานของทั้งสองฝ่ายไปศึกษาเพิ่มเติม ก่อนอาจส่งคำถามหรือข้อเสนอแนะกลับมาให้พิจารณา โดยไทยเปิดกว้างต่อข้อเสนอที่เป็นธรรม แต่ต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศ
    .
    นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้การประชุมจัดขึ้นที่พระราชวังสันติภาพ (Peace Palace) กรุงเฮก แต่กระบวนการนี้ดำเนินการผ่านศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) ไม่ใช่การพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และไม่ใช่คำพิพากษาที่มีผลผูกพันคู่กรณี เป้าหมายคือการแสวงหาแนวทางประนอมข้อพิพาทอย่างเป็นธรรม ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    ขณะที่ แถลงการณ์ของ #ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ระบุว่า ทั้งสองประเทศยอมรับสิทธิในการออกคำแถลงเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน หรือแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและข้อมูลบิดเบือน ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายตกลงใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยหลีกเลี่ยงถ้อยแถลงที่อาจสร้างกระแสความรู้สึกเชิงลบหรือเพิ่มความตึงเครียดระหว่างประชาชนของสองประเทศ
    .
    กระทรวงการต่างประเทศไทยกล่าวว่า การประชุมมีสองส่วนสำคัญ ได้แก่ การนำเสนอจุดยืนและข้อเท็จจริงทางเทคนิคเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางทะเล และการหารือมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจา โดยคณะผู้แทนไทย นำโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    .
    อีกประเด็นที่คณะกรรมาธิการหยิบยกขึ้นมาคือ ข้อตกลงและมาตรการบางส่วนที่ทั้งสองประเทศเคยเห็นพ้องกันก่อนหน้านี้ ยังดำเนินการไม่ครบถ้วน จึงสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเร่งปฏิบัติตาม พร้อมส่งเสริมการเพิ่มระดับผู้แทนทางการทูตให้มีผู้แทนระดับสูงประจำเมืองหลวงของอีกฝ่าย และให้ทั้งสองประเทศหารือประเด็นทางเทคนิคเรื่องการกำหนดเขตแดนผ่านคณะทำงานภายใต้การกำกับของคณะกรรมาธิการ
    .
    การประชุมครั้งที่ 3 มีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 24–27 พฤศจิกายน 2569 โดยประเด็นที่ต้องจับตาคือการนำมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจไปปฏิบัติจริง ควบคู่กับการหารือเรื่องเขตแดนทางทะเล เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งด้านการสื่อสารบดบังการเจรจาในสาระสำคัญ
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/1CadUZwLMd/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยูเครนกลายเป็นประเทศที่กู้ยืมเงิน IMF มากที่สุดในยุโรป และเป็นอันดับสองของโลก
    FB_IMG_1792461424218.jpg
    รายงานสถานะทางการเงินล่าสุดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ประเทศยูเครนมีภาระหนี้สินผูกพันคงค้างต่อ IMF รวมทั้งสิ้นประมาณ 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 แสนล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.7% ของยอดสินเชื่อทั้งหมดที่ IMF ปล่อยกู้ให้แก่ 83 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ยูเครนกลายเป็นประเทศลูกหนี้รายใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อและงบประมาณแผ่นดินที่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างชาติเป็นหลัก

    ในระดับสากล ประเทศที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของ IMF ยังคงเป็น อาร์เจนตินา ซึ่งมีภาระหนี้สินท่วมตัวสูงถึง 56,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.05 ล้านล้านบาท)

    เปิดสถิติ 5 ชาติลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของ IMF (คิดเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ):

    1. อาร์เจนตินา: 56,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    2. ยูเครน: 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    3. ปากีสถาน: 10,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    4. อียิปต์: 10,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    5. เอกวาดอร์: 9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อทั่วโลกของ IMF ในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 166,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6 ล้านล้านบาท) โดยภาระหนี้ของ 5 ประเทศข้างต้นรวมกันคิดเป็นสัดส่วนหลักของวงเงินกู้ยืมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางการคลังและภาระดอกเบี้ยระยะยาวของประเทศลูกหนี้ โดยเฉพาะยูเครนที่ต้องแบกรับทั้งหนี้สินก้อนโตควบคู่ไปกับต้นทุนการทำสงครามและการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ


    https://www.facebook.com/share/p/1CymCd15Nt/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ขู่อีกรอบ! สหรัฐฯ อาจถอนตัวจากยุโรป! จากเดิมที่อ้างมาตลอดว่ายุโรปไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน ครั้งนี้เพิ่มเหตุผลใหม่ จวกนโยบายยุโรปสวนทางสหรัฐฯ เปิดประเทศรับผู้อพยพจนฝรั่งเศสถูกเผาทำลาย!
    847494387_122105684799508642_2181149142702447745_n.jpg

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความยาวผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2026 วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์จลาจลในฝรั่งเศสอย่างรุนแรง โดยกล่าวโทษนโยบายรับผู้อพยพของนักการเมืองฝ่ายซ้ายในยุโรปว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถอนตัวออกจากยุโรป หากผู้นำยุโรปยังไม่เปลี่ยนแนวทาง

    ทรัมป์ระบุว่า ฝรั่งเศสซึ่งเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ กำลังถูกยึดครอง ปล้นสะดม และเผาทำลายโดยกลุ่มผู้อพยพ กลุ่มญิฮาด และคอมมิวนิสต์ที่เกลียดชังศาสนาคริสต์และอารยธรรมตะวันตก พร้อมกล่าวหานักการเมืองฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ว่าเป็นผู้เปิดทางให้ผู้อพยพหลายล้านคนเข้ามาในยุโรป

    “ยุโรปต้องปิดพรมแดน และขับไล่คนที่เกลียดชังประเทศของพวกเขาออกไปโดยเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!”

    ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า เขาเคยเตือนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ตั้งแต่พบกันครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนว่า หากไม่ปิดพรมแดน ฝรั่งเศสจะถึงจุดจบ

    “เรายืนเคียงข้างยุโรป แม้จะมีข้อบกพร่อง ความอ่อนแอ และหวังว่าการหลงทางของพวกเขาจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว แต่ถ้าพวกเขายังหาทางกลับมาไม่ได้ในเร็วๆ นี้ เราก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจากไป”

    ทรัมป์ยังหยิบยกสงครามอิหร่านขึ้นมาตอกย้ำความไม่พอใจต่อพันธมิตรยุโรป โดยระบุว่า เมื่อสหรัฐฯ ขอความช่วยเหลือจากยุโรป ซึ่งเขาย้ำว่าเป็นความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ ไม่ได้จำเป็นต้องได้รับ แต่เป็นการทดสอบท่าทีของพันธมิตร กลับไม่มีใครเข้ามาช่วย

    “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่มีวันลืม”

    ช่วงท้าย ทรัมป์นำเหตุจลาจลในฝรั่งเศสมาเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 โดยกล่าวหาพรรคเดโมแครตว่ามีแนวคิดแบบเดียวกับฝ่ายซ้ายในยุโรป และต้องการทำลายอเมริกาเช่นเดียวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในฝรั่งเศส

    เขาประกาศว่าชาวอเมริกันจะลุกขึ้นปกป้องวัฒนธรรม อารยธรรม ศาสนา ค่านิยม และมรดกของชาติ และจะไม่มีวันยอมให้ประเทศถูกยึดครองหรือทำลาย

    https://www.facebook.com/share/p/1JnTD17dNE/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฝรั่งเศสเอาไม่อยู่?!
    นายกเทศมนตรีเขต "ปารีสกลาง" เรียกร้องรัฐบาลส่งทหารเข้าควบคุมจลาจล หลังเหตุปล้นสะดมหนักจากผู้ประท้วง

    ppZBOBWG8cBGxvuuwgOyyzasOuOhd7nnW87SOR5LaWaqQJ6swhUoUCkL_b0Is&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk17-1.jpg

    https://www.facebook.com/share/p/1DrSCJWjS5/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อย่าเข้าใจว่ามีแค่ฝรั่งเศสนะครับ หลายที่ในยุโรป และหนึ่งในนั้นคืออิตาลี ซึ่ง "ทหาร" ต้องโผล่แล้ว!!!
    ล่าสุด รัฐบาลสั่งการ ทหาร 500 นาย ปฏิบัติภารกิจ "พิทักษ์มิลาน" หลังช่วงสุดสัปดาห์ร้านค้าโดน "ฉวยโอกาส" ยกเค้า ... ไม่ต่างจากฝรั่งเศส
    ขณะที่ร้านรวงใจกลางเมืองมิลาน "ปิด" จ้า แบรนด์หรูย้ายสินค้าออกจากกระจกหน้าร้าน เอาไปไกลหูไกลตา "ลูกค้า" ดีกว่า พร้อมเอาอะไรมากั้นกระจกหน้าร้าน ป้องกันไว้ชั้นแรก
    วันเสาร์ ประท้วงอย่างสงบ (หลอกให้นิ่งนอนใจ)
    วันอาทิตย์ ทุบทำลายและฉกทรัพย์สิน ตามอย่างฝรั่งเศสเลย
    ตำรวจมิลานจับกุมไป 271 ราย
    เมืองอื่นๆ ก็มี อาทิ ตูริน โบโลญญา แบร์กาโม เบรสชา
    ประเทศอื่นๆ ก็มีประท้วงและกลายเป็นจลาจลย่อมๆ ได้แก่ เบลเยียม โปรตุเกส แอลเบเนีย
    ท่าไม่ดีเอาซะเลย

    https://www.theguardian.com/world/2...-italy-to-deploy-troops-youth-protests-europe



    https://www.facebook.com/share/p/19kP4DkPhy/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    [​IMG] คืนเดียวพัง 3,000 ร้าน! ฝรั่งเศสงัดเคอร์ฟิวคุมม็อบครึ่งล้าน จับระนาวกว่า 2,500 คน
    ทางการฝรั่งเศสประกาศมาตรการห้ามการชุมนุมประท้วงบางส่วน หลังเกิดเหตุจลาจลรุนแรงเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าร้านค้ากว่า 3,000 แห่งถูกทำลายและปล้นสะดม ภายในคืนเดียว
    เจ้าหน้าที่ประกาศห้ามการรวมตัวในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงปารีส พร้อมออกมาตรการควบคุมสถานการณ์เพิ่มเติม ดังนี้
    เมืองนีซ: ห้ามสวมแว่นตาสำหรับเล่นสกี ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ป้องกันแก๊สน้ำตา
    กรุงปารีสและเมืองนีซ: ห้ามครอบครองหรือใช้ดอกไม้ไฟ รวมถึงสารไวไฟ
    กรุงปารีส ลียง กูแลน และนีซ: ประกาศมาตรการเคอร์ฟิว จำกัดการออกนอกเคหสถานในช่วงเวลาที่กำหนด
    รายงานยังระบุว่า มีประชาชนเข้าร่วมการประท้วงมากกว่า 500,000 คน และมีผู้ถูกจับกุมแล้วถึง 2,500 คน
    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ทางการฝรั่งเศสต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและควบคุมความสงบเรียบร้อยในหลายพื้นที่
    10/19/26
    Source: Visegrad24

    https://www.facebook.com/share/v/1CNNZJmGNu/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมรกลับลำ ไปต่อไม่ไหวขอใช้สันติภาพแทน !!! อ้างพร้อมยินดีเจรจาหาทางออก ร่วมกันหลังประชุม (UNCLOS) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 ถึง 18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
    และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสวงหาทางออกอย่างสันติสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
    FB_IMG_1792466792228.jpg FB_IMG_1792466803187.jpg FB_IMG_1792466807778.jpg
    หวังไทย-กัมพูชา กลับมาหัน "ปรองดองและใช้สันติภาพมองถึง เศฐกิจระหว่างประเทศและร่วมกัน" สร้างความเชื่อมั่นเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย และอำนวยความสะดวกในการเจรจาอย่างสร้างสรรค์เพื่อบรรลุข้อตกลงอย่างสันติ
    .
    ทั้งสองฝ่ายยอมรับสิทธิในการออกแถลงการณ์เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน หรือแก้ไขข้อมูลเท็จและข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะ และหลีกเลี่ยงการออกแถลงการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงลบในหมู่ประชาชน หรือเพิ่มความตึงเครียดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
    .

    ติดตามเราทุกช่องทางเพื่อไม่พลาดและสนับสนุนการกระจายข่าวของคนไทย
    ทุกความเคลื่อนไหว
    .
    ✅ facebook https://www.facebook.com/beemnews
    ✅ facebook https://www.facebook.com/beemnews.sub
    ✅ Youtube https://www.youtube.com/@beemnew
    ✅ tiktok https://www.tiktok.com/@beemnew38

    #beemnews
    #Scambodia
    #ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน

    https://www.facebook.com/share/1DVhm4bt9Y/
     
  14. poon-pan

    poon-pan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    2,340
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +7,157
    เหตุการณ์ในฝรั่งเศสที่เกิดขึ้ย ไม่จะเรียกได้เว่า เป็นไปตามกฎแห่งกรรมหรือไม่ครับ ที่สมัยก่อนล่าประเทศอาณานิคม กดขี่เอารัดเอาเปรียบ ประเทศอื่น
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในยุโรป — ยุโรปถูกสหรัฐอเมริกา หลอกใช้จนเสียท่า

    ตอนนี้ยุโรปก็ไม่ต่างจากซาอุดีอาระเบีย ในรูปแบบหนึ่ง จุดมุ่งหมายเดียวของยุโรปคือการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ และทุ่มเงินทิ้งไปกับอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ

    ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ยุโรปจัดสรรงบประมาณด้านการทหารน้อยเกินไป เพื่อทุ่มงบประมาณให้กับระบบสวัสดิการสังคมของตนเอง เงินที่ประหยัดได้จากการสิ้นสุดสงครามเย็น ซึ่งเรียกว่า “ผลประโยชน์จากสันติภาพ” (Peace Dividend) ถูกนำไปใช้กับระบบสาธารณสุข เงินบำนาญ และโครงการสวัสดิการสังคมต่าง ๆ สิ่งนี้ทำให้ยุโรปอ่อนแอและต้องพึ่งพาผู้อื่น

    สหรัฐฯ เรียกร้องยุโรปมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วว่า ให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ยุโรปกลับปฏิเสธ เพราะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชื่นชอบรัฐสวัสดิการของตนเอง

    สงครามในยูเครนเป็นกลไกทางการเมืองเพียงอย่างเดียวที่สามารถบีบบังคับให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวยุโรปยอมรับการตัดลดงบประมาณรัฐสวัสดิการครั้งใหญ่ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายด้านการทหาร

    ไม่มีนักการเมืองยุโรปคนใดสามารถชนะการเลือกตั้งได้ หากประกาศว่า “เราจำเป็นต้องลดเงินบำนาญเพื่อซื้อรถถัง” แต่พวกเขาสามารถชนะการเลือกตั้งได้ด้วยการกล่าวว่า “ปูตินกำลังจะบุกมา เราจำเป็นต้องเสริมกำลังทางทหาร”

    ชนชั้นนำทางการเมืองของยุโรปใช้สงครามยูเครนเป็นเครื่องมือในการดำเนินการรื้อทำลายรูปแบบเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปในยุคหลังสงครามเย็นอย่างเป็นระบบและอยู่ภายใต้การควบคุม

    พวกเขารู้อยู่แล้วว่ารูปแบบดังกล่าวไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากรัสเซียกำลังจะหมดไปอยู่แล้ว (แหล่งก๊าซของรัสเซียกำลังลดลง และรัสเซียจำเป็นต้องได้รับเงินลงทุนมหาศาลจากชาติตะวันตกเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซเอาไว้ แต่เงินลงทุนเหล่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้น) ขณะเดียวกัน วิกฤติโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยก็หมายความว่า ระบบรัฐสวัสดิการจะต้องล่มสลายลงอยู่ดี

    ชนชั้นนำของยุโรปบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

    1. สร้างความชอบธรรมให้กับการยุติยุคพลังงานราคาถูก

    ขณะนี้พวกเขาสามารถหันไปซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ ซึ่งมีราคาสูงกว่า แต่ถูกนำเสนอว่ามีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่า และยังสามารถลงทุนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวได้อีกด้วย

    2. สร้างความชอบธรรมให้กับการเพิ่มงบประมาณทางทหารมหาศาล

    ขณะนี้พวกเขาสามารถใช้จ่ายเงินหลายแสนล้านยูโรไปกับการป้องกันประเทศได้ โดยมีการกล่าวถึงเงินกู้มูลค่า 90,000 ล้านยูโรในปี 2026 ซึ่งเป็นระดับการใช้จ่ายที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยไม่ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากนัก เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องของความอยู่รอดของประเทศ

    3. ปราบกระแสประชานิยมภายในประเทศ

    สงครามเปิดโอกาสให้พวกเขาตีตราฝ่ายต่อต้านทางการเมืองภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ว่าเป็น “เครื่องมือของรัสเซีย” หรือ “ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย” ซึ่งช่วยรวมศูนย์อำนาจและจำกัดการแสดงความเห็นที่ไม่เห็นด้วย

    ลองดูกรณีที่รัฐสภายุโรปอนุมัติเงินกู้มูลค่า 90,000 ล้านยูโรในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พวกเขาก่อหนี้จำนวนมหาศาลถึง 90,000 ล้านยูโร เพื่อนำมาใช้สนับสนุนเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสงครามอย่างถาวร ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการปรับเปลี่ยนฐานอุตสาหกรรมจากการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไปสู่การผลิตอาวุธ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ข้ออ้างเรื่อง “การช่วยเหลือยูเครน”

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือการถ่ายโอนความมั่งคั่งเชิงโครงสร้างจากผู้เสียภาษีชาวยุโรปไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ สงครามเป็นเครื่องมือที่ใช้เปิดประตูด้านการคลัง ซึ่งถูกปิดตายด้วยข้อจำกัดทางการเมืองมานานถึง 30 ปี

    ยุโรปไม่ได้ทำ “ผิดพลาด” แต่ชนชั้นนำของยุโรปได้ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนบางอย่าง โดยยอมเสียสละความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งการบูรณาการทางภูมิรัฐศาสตร์และการทหารที่จำเป็นต่อการรับมือกับการล่มสลายของระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจที่กำลังจะมาถึง

    ขณะเดียวกัน พวกเขายังต้องการปกป้องตำแหน่งทางการเมืองของตนเองจากกระแสประชานิยมที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งพวกเขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไปด้วยการแจกจ่ายสวัสดิการ

    ชาวยุโรปรู้ดีว่าสหรัฐฯ กำลังหันจุดสนใจไปยังเอเชียเพื่อเผชิญหน้ากับจีน

    ชนชั้นนำของยุโรปรู้ดีว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง หากพวกเขาไม่เร่งเสริมกำลังทางทหารในตอนนี้ พวกเขาก็จะไม่มีความสามารถในการป้องกันตนเองเมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกไป

    สงครามยูเครนคือเบ้าหลอมที่พวกเขาใช้หล่อหลอมอัตลักษณ์ทางการทหารของยุโรปขึ้นมาจากความหวาดกลัว

    พวกเขายอมเสียสละความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของชนชั้นกลาง ซึ่งต้องแบกรับทั้งค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน และภาระเงินเฟ้อ เพื่อให้เกิดการบูรณาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และการทหารที่จำเป็นต่อการรับมือกับการล่มสลายของระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจที่กำลังจะมาถึง

    ยุโรปคิดว่าตนเองจะสามารถดึงสหรัฐฯ ให้อยู่ในยุโรปต่อไปได้ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ หันไปให้ความสำคัญกับเอเชีย

    ยุโรปรู้ดีว่าสหรัฐฯ ต้องการปรับยุทธศาสตร์โดยหันไปให้ความสำคัญกับเอเชีย แต่ด้วยการยกระดับสงครามยูเครน ยุโรปจึงบีบให้สหรัฐฯ ต้องมุ่งความสนใจกลับมาที่ยุโรป

    อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์กลับเรียกการข่มขู่เชิงยุทธศาสตร์นี้ว่าเป็นเพียงการบลัฟ และไม่ยอมทำตามที่ยุโรปคาดหวัง

    จากนั้น สหรัฐฯ ก็ใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการทำให้ยุโรปสูญเสียทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลรองรับการถอนตัวออกไป

    ผลที่เกิดขึ้นคือ ยุโรปติดอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

    ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการบลัฟอย่างสิ้นหวัง เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ยังคงเข้ามามีบทบาทในยุโรปต่อไป แต่แผนดังกล่าวกลับล้มเหลว

    ขณะนี้ สหรัฐฯ มีอำนาจเหนือยุโรปในด้านพลังงานอย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะยุโรปตัดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย

    ความผิดพลาดอยู่ที่การประเมินระดับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ผิดพลาด ยุโรปคิดว่ากลุ่มอุตสาหกรรมการทหารของสหรัฐฯ จะสามารถกดดันให้ทรัมป์อยู่ช่วยเหลือยุโรปต่อไปได้ แต่พวกเขาคิดผิด

    สหรัฐฯ เดินจากไป ทิ้งยุโรปไว้กับภาระหนี้สินและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

    https://x.com/Hannibal9972485/status/2112304821969575990

    https://www.facebook.com/share/p/1DRXyGkKqT/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⛔️ คิสซิงเจอร์: สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้น และชาวมุสลิมจะถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน‼️

    ⛔️ เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงการณ์ที่รุนแรงและน่าหวาดหวั่นก่อนเสียชีวิต หลังจากเงียบหายไปเป็นเวลานาน จนผู้คนแทบจะลืมไปแล้วว่าเขายังมีตัวตนอยู่

    คิสซิงเจอร์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ DailySquib ว่า

    “สงครามโลกครั้งที่ 3 กำลังจะเกิดขึ้น และอิหร่านจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งนั้น ซึ่งอิสราเอลจะต้องสังหารชาวอาหรับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเข้ายึดครองพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตะวันออกกลาง”

    เขากล่าวว่า

    “เราได้แจ้งกองทัพสหรัฐฯ แล้วว่า เราจำเป็นต้องเข้ายึดครองประเทศ 7 ประเทศในตะวันออกกลาง เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะมีน้ำมันและทรัพยากรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เหลือเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น นั่นคือการโจมตีอิหร่าน”

    เขากล่าวต่อว่า

    “เมื่อจีนและรัสเซียหลุดพ้นจากความโง่เขลาของตน การระเบิดครั้งใหญ่และมหาสงครามก็จะถือว่าได้รับชัยชนะแล้ว และจะมีเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ชนะ นั่นคืออิสราเอลและอเมริกา”

    “อิสราเอลจะต้องต่อสู้ด้วยกำลังและอาวุธทั้งหมดที่มี เพื่อสังหารชาวอาหรับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเข้ายึดครองพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตะวันออกกลาง”

    คิสซิงเจอร์กล่าวว่า

    “เสียงกลองแห่งสงครามกำลังดังกึกก้องอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว และมีเพียงคนหูหนวกเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้” พร้อมระบุว่า หากทุกอย่างดำเนินไปตามที่เขาคาดหวัง อิสราเอลก็จะเข้าควบคุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของตะวันออกกลาง

    ⛔️ คิสซิงเจอร์ระบุว่า เยาวชนชาวอเมริกันและชาวยุโรปได้รับการฝึกฝนด้านการสู้รบมาเป็นอย่างดีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเมื่อพวกเขาได้รับคำสั่งให้ออกไปต่อสู้กับกลุ่มคนที่คลุ้มคลั่ง พวกเขาก็จะเชื่อฟังคำสั่ง และทำให้คนเหล่านั้น [ชาวมุสลิม] กลายเป็นเถ้าถ่าน

    ⛔️ “เราได้ว่าจ้างหรือซื้อใจคนท้องถิ่นจำนวนมากจากประเทศอิสลามเหล่านี้ และคนเหล่านั้นกำลังทำงานตามแผนการของเรา เนื่องจากเราได้ลงทุนอย่างมหาศาลกับพวกเขา คนเหล่านี้ทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้เสียอีก เพราะมีคนทรยศเหล่านี้ เราจึงเข้าใกล้เป้าหมายที่วางแผนไว้มากแล้ว”

    ⛔️ คิสซิงเจอร์ยังกล่าวอีกว่า

    “อเมริกาและอิสราเอลได้เตรียมโลงศพไว้สำหรับรัสเซียและอิหร่านแล้ว และอิหร่านจะเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกปิดโลงศพนี้ หลังจากที่อเมริกาเปิดโอกาสให้พวกเขาฟื้นตัว และทำให้พวกเขารู้สึกถึงอำนาจของตนเองอย่างผิด ๆ ในที่สุดพวกเขาก็จะล่มสลายไปตลอดกาล เพื่อให้อเมริกา (ฟรีเมสัน) สามารถสร้างประชาคมโลกใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งจะมีรัฐบาลเพียงรัฐบาลเดียวที่มีอำนาจสูงสุด”

    ⛔️ คิสซิงเจอร์ยืนยันว่า ในขณะนั้นเขามีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะได้เห็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของเขา

    สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักเฮนรี คิสซิงเจอร์ เขาเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในฐานะผู้ทรงอิทธิพลต่อการปกครองโลก และเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบระเบียบโลกใหม่ (New World Order) เขาเกิดในปี ค.ศ. 1923 ที่ประเทศเยอรมนี ในครอบครัวชาวยิว

    Dr. Sam Youssef Ph.D., Ph.D., DPT.
    @drhossamsamy65‼️

    https://www.facebook.com/share/p/1CdwZbJ1f4/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกฯมาเลเซียแจ้งรัฐสภา ขณะนี้รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหรือสัญญาใดๆ ในการช่วยเหลือการเงินแอร์เอเชียกรุ๊ป หุ้นแอร์เอเชียกรุ๊ปถูกทุบร่วงต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี วูบแรงกว่า 5% ฉุดราคาดำดิ่งกว่า -75% จากต้นปีนี้ BTimes

    https://www.facebook.com/share/1FParCU26g/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จับตา! วัยรุ่นเยอรมนีนัดรวมตัวประท้วงพร้อมกัน 21 เมืองทั่วประเทศ
    ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้

    https://www.facebook.com/share/1MLssUTD66/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตซาอุฯ! ฮูตีถล่มริยาด นักวิเคราะห์สหรัฐฯชี้ มกุฎราชกุมารจ่อล่มสลาย

    เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างดุเดือด เมื่อสื่อต่างประเทศทั้งรัสเซียและญี่ปุ่นรายงานอ้างบทวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ความมั่นคงระดับโลก โดยระบุตรงกันว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) ผู้ปกครองโดยแท้จริงของ #ซาอุดีอาระเบีย กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางการเมืองและการทหารที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจในปี 2560

    1. ผู้วิเคราะห์ความมั่นคงสหรัฐฯ ฟันธง: จุดจบมกุฎราชกุมาร "หนีไปตะวันตก หรือจบชีวิต"

    ตามรายงานของสื่อรัสเซีย (RT - 14 ตุลาคม 2569) สกอตต์ ริตเตอร์ (Scott Ritter) อดีตนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับศ.เกลนน์ ดีเซน (Glenn Diesen) ว่า โชคชะตาทางการเมืองของมกุฎราชกุมาร MBS มาถึงจุดที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว"

    ฉากทัศน์คำทำนาย:
    "มกุฎราชกุมารซาอุฯ จบสิ้นแล้ว การล่มสลายของเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดคือการนั่งเครื่องบินโบอิ้ง 747 ชุบทองลำสุดท้ายออกจากริยาดไปลี้ภัยที่ลอนดอนหรือสหรัฐฯ ส่วนฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดคือ... เขาจะถูกประหารชีวิต"

    ริตเตอร์ระบุว่า #สงครามเยเมน ที่เปิดฉากเมื่อปี 2557 (ค.ศ. 2014) ซึ่งซาอุฯ ตั้งใจจะชนะอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างผลงานทางการทหาร ได้กลายเป็น "ฝันร้ายยาวนาน 12 ปี" การตัดสินใจขยายขอบเขตการโจมตีและปิดล้อมสนามบินซานา ยิ่งกลายเป็นตัวเร่งความล่มสลายจนไม่เหลือทางลงทางการเมือง

    2. เส้นเลือดใหญ่สายน้ำมันโดนตัดขาด - วิสัยทัศน์ Vision 2030 ล่มสลาย

    รายงานระบุว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มกองกำลังฮูตี (#Houthis) ในเยเมนได้ยกระดับจากการปิดล้อมช่องแคบบับเอลมันเดบหรือการโจมตีท่อส่งน้ำมัน ไปสู่การ "โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและแท่นขุดเจาะน้ำมันโดยตรง"

    -เศรษฐกิจพังพินาศ: หากปราศจากรายได้จากน้ำมัน โครงการอภิมหาโปรเจกต์ภายใต้แผน Vision 2030 ทั้งหมดจะพังทลายลงทันที

    -ไร้พันธมิตรเหลียวแล: กองทัพซาอุฯ ถูกวิจารณ์ว่าเทอะทะและไร้ประสิทธิภาพ ขณะที่พันธมิตรภายนอกต่างถอนตัว—ปากีสถานติดเผชิญวิกฤตม็อบในประเทศ ตุรกีไม่อยากส่งคนไปตายแทน ส่วนสนธิสัญญามักกะฮ์กลายเป็นเพียงกระดาษเปล่า

    -เงาแค้นปี 1979: ริตเตอร์เตือนว่า หากเกิดการแย่งชิงอำนาจภายในภายหลังการพ้นตำแหน่งของ MBS กองกำลังฮูตีอาจบุกตลุยเข้าสู่ถนนในกรุงริยาด และสร้างความสะเทือนขวัญต่อโลกเทียบเท่ากับการล่มสลายของกษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่านในปี 1979

    3. สื่อญี่ปุ่นแฉริยาดอัมพาต: โดรน-มิสไซล์ถล่มดับ 18 ศพ ก่อนงานลงทุนระดับโลก

    ด้านสื่อญี่ปุ่น (Nikkei Asia - 15 ตุลาคม 2569) รายงานเสริมว่า สนามบินหลักของซาอุฯ ต้องปิดทำการ สายบินยกเลิกหลายร้อยเที่ยว โรงเรียนเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ และย่านการเงินใจกลางกรุงริยาดต้องสั่งทำงานจากบ้าน (Remote Work) หลังโดรนและขีปนาวุธของฮูตีโจมตีลึกเข้ามาในแผ่นดินซาอุฯ จนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่กรุงริยาดจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมการลงทุนระดับโลก (Global Investor Summit) สร้างความระส่ำระสายให้แก่นักลงทุนต่างชาติอย่างหนัก ขณะที่การพยายามดึงโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาช่วย หรือการทำข้อตกลงป้องกันประเทศใหม่ๆ กับตุรกีและปากีสถาน ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนทางการทหารโดยตรงแต่อย่างใด

    #ChinaFocus

    Cr. ภาพจาก The Independent

    https://www.facebook.com/share/19SfyB5PYd/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    236,175
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "กงเกวียนกำเกวียน!" ฝรั่งเศสจลาจลลุกเป็นไฟ ปารีสป่วนหนัก มาครงสั่งลุยดุ รัสเซีย-อิหร่านสวนกลับ "สองมาตรฐาน"!

    เกิดเหตุความไม่สงบระดับประวัติศาสตร์ในฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 หลังการประท้วงของกลุ่มนักเรียนและประชาชนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน ได้ลุกลามจากปมเรียกร้องครูสอนแทนและซ่อมอาคารเรียน กลายเป็น "จลาจลทั่วประเทศ" ชนชั้นแรงงานและกลุ่มสุดขั้วลงถนนประท้วงค่าครองชีพพุ่งและบริการสาธารณะตกต่ำ ล่าสุดเปลี่ยนถนนสายหรูและเมืองใหญ่ให้กลายเป็น "สมรภูมิรบ"

    1. ตัวเลขสรุปความวินาศย่อยยับ: ปารีสลุกเป็นไฟ-คุกคามเศรษฐกิจยุโรป

    ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสเปิดเผยตัวเลขความเสียหายอันน่าตกตะลึง:

    -ผู้ร่วมประท้วงทั่วประเทศ: มากกว่า 550,000 คน ในเมืองใหญ่ ทั้งปารีส, ลียง, มาร์แซย์, ตูลูส, สตราสบูร์ก, น็องต์ และลีลล์

    -การปะทะและการจับกุม: ตำรวจและกองกำลัง CRS ปะทะม็อบเดือด มีผู้ถูกจับกุม 2,397 คน, เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 997 นาย (บาดเจ็บสาหัส 7 นาย)

    -การปล้นสะดม: ร้านค้าแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton, Chanel ถูกทุบทำลาย ขณะที่ห้าง Carrefour โดนบุกรุก 50 สาขา (ถูกปล้นราบคาบ 20 สาขา) เสียหายหลายสิบล้านยูโร

    -โบราณสถาน 143 ปีถล่ม: หอคอยหอนาฬิกาเทศบาลเมืองลีมอฌ (Limoges) ถูกวางเพลิงจนพังทลายลงมาทั้งหลัง

    ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า "พวกเราทุกคนรู้สึกโกรธและอับอาย พวกทำลายล้างต้องชดใช้" พร้อมสั่งการขั้นเด็ดขาดและใช้นโยบาย "ไม่ประนีประนอม" กับกลุ่มสุดขั้วก้าวหน้าและกลุ่มอาชญากร

    2. ด้านมืดการปราบปราม: เด็ก 14-15 ปี พิการหน้าฉีก-มือขาด ผวาทั้งยุโรป!

    รัฐบาลฝรั่งเศสเลือกตอบโต้ความขัดแย้งด้วย "กระบองและแก๊สน้ำตา" จนสร้างบาดแผลสยดสยอง:

    -เคสสลด: นักเรียนวัย 15 ปี ในเมืองล็องส์ โดนระเบิดปะทะ (Flashbang) ของตำรวจจน แขนซ้ายขาดและนิ้วมือขวาหลุดหลายนิ้ว ทนายความระบุสภาพเหมือนผ่านสงคราม

    -ยิงระยะเผาขน 1.5 เมตร: เด็กวัย 14 ปี ย่านชานเมืองปารีส ถูกยิงด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตาระยะใกล้ หน้าผากและคางหัก 2 จุด ฟันแท้ร่วงเกือบหมดปาก

    -สถิติน่าตกใจ: สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) ระบุว่า การปราบปรามใน 12 วัน มีเยาวชนพิการถาวรถึง 4 ราย ซึ่งเป็นเรื่อง "ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสยุคใหม่"

    ความตึงเครียดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ แต่เริ่มลามไปยังเบลเยียมและเยอรมนี ในขณะที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสอ่วมหนักจากหนี้สาธารณะสูงถึง 119% ของ GDP ต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่ากรีซและอิตาลีในช่วงวิกฤตหนี้ยุโรปเสียอีก!

    3. วิพากษ์ภูมิรัฐศาสตร์: กงเกวียนกำเกวียน "เอเชีย-มหาอำนาจ" ย้อนศรตบหน้าสองมาตรฐานตะวันตก

    เหตุการณ์นี้กลายเป็น "หมัดเด็ด" ที่ชาติขั้วตรงข้ามนำมาซัดกลับฝรั่งเศสและตะวันตกอย่างเจ็บแสบ:

    โฆษกกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย (มาเรีย ซาคาโรวา): สวนกลับว่า "พอฝรั่งเศสโดนทำลายเมือง ก็เรียกร้องให้ประณามและใช้มาตรการเด็ดขาด แต่พอประท้วงในประเทศอื่น กลับอมพะนำและเรียกร้องห้ามปราบปราม โลกต้องการมาตรฐานเดียว ไม่ใช่การหลอกลวงเรื่องสิทธิมนุษยชนแบบไร้ที่สิ้นสุดของตะวันตก!"

    รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน (อับบาส อารักชี): โพสต์ระบุว่า มาครงกำลังพบกับ "ผลของกรรมตามสนอง" พร้อมเตือนให้มาครงหันมาฟังเสียงของประชาชนฝรั่งเศสและเคารพเสรีภาพในการชุมนุมบ้าง

    กงเกวียนกำเกวียนคดีฮ่องกง 2019: ในปี 2562 ฝรั่งเศสและชาติ G7 เคยด่าฮ่องกงว่าการปราบผู้ชุมนมที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่และทุบทำลายเมืองเป็นการ "ละเมิดประชาธิปไตย" และร่วมคว่ำบาตรกฎหมายความมั่นคง แต่พอเกิดเหตุการเผา ทำลาย ปล้นในปารีส รัฐบาลฝรั่งเศสกลับเรียกร้อง "ความสงบเรียบร้อย" และด่าม็อบว่าเป็น "อาชญากร" อย่างไม่เกรงใจสายตาโลก!

    https://www.facebook.com/share/p/19AwKcwbRV/
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...