เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 12 ตุลาคม 2026 เวลา 20:34.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,258
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,275
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,258
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,275
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระยะนี้ฝนฟ้าไม่ปกติ ไม่ว่าทางโลกเขาจะบอกว่าเกิดจากอะไรก็ตาม แต่ว่าในทางธรรมนั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากกรรมดีกรรมชั่วที่คนได้ทำเอาไว้ ซึ่งสิ่งทั้งหลายที่เราทำนั้นไม่ได้หายไปไหน หากแต่รวมตัวกันเป็นกำลังของแต่ละฝ่าย

    ฝ่ายดีก็ส่งผลในการช่วยเหลือผู้คน ใครตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็จะหนุนเสริมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ส่วนฝ่ายชั่วหรือฝ่ายไม่ดีนั้น ก็อยู่ในลักษณะซ้ำเติมให้ทุกคนต้องยากลำบากด้วยประการต่าง ๆ เพียงแต่ว่าช่วงนี้บุคคลที่สร้างความดีนั้นมีน้อย จึงไม่สามารถที่จะคานอำนาจอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นได้ ทำให้กำลังฝ่ายไม่ดีที่มีมากขึ้น ๆ ท้ายที่สุดก็ส่งผลกระทบถึงดินฟ้าอากาศ แล้วก็ทำให้เกิดเภทภัยต่าง ๆ ขึ้นอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

    เรื่องพวกนี้พูดไปก็เหมือนกับเพ้อเจ้อ เพราะว่าพิสูจน์ได้ยาก แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากว่ามีบุคคลที่สามารถทำได้ รู้เห็นเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ได้ ก็ยังต้องรู้ด้วยว่าพูดเรื่องพวกนี้ได้เท่าไร ? ไม่ใช่พล่ามส่งเดชไปทุกเรื่อง จึงกลายเป็นอะไรที่น่าหนักใจมาก

    แม้กระทั่งบุคคลบางประเภทที่บอกว่า ทำไมไม่ให้พวกเราเห็นนรก สวรรค์ พรหม นิพพานชัด ๆ ไปเลย ? จะได้ละชั่วทำดี ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพียงแต่ว่าการทำดีทำชั่วนั้น สิ่งที่ต้องการก็คือการกระทำจากน้ำใสใจจริง ไม่ใช่ทำดีเพราะเกรงว่าจะตกนรก จึงกลายเป็นอะไรที่ฟังดูเหมือนกับย้อนแย้ง แต่ว่ากฎของกรรมนั้นส่งผลอย่างเที่ยงตรงเสมอ

    ใครที่ตั้งใจสร้างสมบุญกุศล เมื่อพอเพียงแล้วก็สามารถยกตนเองให้ก้าวขึ้นสู่ที่สูงไปเรื่อย โดยเฉพาะภพภูมิต่าง ๆ ส่วนบุคคลที่กระทำแต่อกุศลกรรม ก็มีแต่จะตกต่ำลงไปเรื่อย จนกระทั่งท้ายที่สุดก็ตกอบายภูมิ..!

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องพึงสังวรเอาไว้ โดยเฉพาะนักบวช ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีสารพัดเรื่องราวที่ไม่ดีไม่งามออกมามากมาย แล้วทำให้บุคคลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แยกแยะอะไรไม่ออก มีการเหมารวมว่านักบวชนั้นทำเลวทั้งหมด..! พวกเราทั้งหลายจึงต้องยิ่งเข้มงวดกับตนเอง จะได้สมกับการเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส หรือว่าเป็นพุทธบริษัทที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไว้วางใจ มอบหมายภาระในการค้ำจุนพระพุทธศาสนาไว้ให้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,258
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,275
    ค่าพลัง:
    +27,030
    สิ่งทั้งหลายที่เราจะต้องสังวรระวังอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของศีล สมาธิ และปัญญา ทำอย่างไรที่จะระมัดระวังรักษาศีล จนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัว ก่อให้เกิดสมาธิตั้งมั่นได้ง่าย แล้วก็เอากำลังของศีลและสมาธินั้นไปเสริมปัญญา จนกระทั่งเราสามารถที่จะมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เห็นชัดตามความเป็นจริง จากนั้นก็ขึ้นอยู่ที่เราจะเลือก ว่าจะละทิ้งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เพื่อความหลุดพ้น หรือจะแบกเอาไว้เสี่ยงต่อการลงอบายภูมิ

    โดยเฉพาะในส่วนของนักบวช จะต้องมีปาริสุทธิศีลเป็นปกติ ก็คือประกอบด้วย

    ข้อที่ ๑ "ปาฏิโมกขสังวรศีล" ซึ่งถ้าหากว่าเป็นพระภิกษุ ก็คือสำรวมระวังในศีล ๒๒๗ ข้อ สามเณรก็สำรวมระมัดระวังรักษาศีล ๑๐ อุบาสกอุบาสิกาสำรวมระวังในการรักษาศีล ๘ ชาวบ้านทั่วไปก็สำรวมระวังรักษาศีล ๕

    อันดับแรกเลยก็คือเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกไปในทางที่ชั่ว เพราะว่าศีลจะเป็นเกราะป้องกันในเบื้องต้นของพวกเราทั้งหลาย โดยเฉพาะบุคคลที่มีศีลสมบูรณ์บริบูรณ์ ย่อมนำความงาม ความสงบระงับ มาสู่หมู่คณะ ไม่กระทบกระทั่งกับผู้ใดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก่อให้เกิดความสุขความเยือกเย็นแก่ส่วนรวม ซึ่งจะไปเสริมความดีความงามให้มีมากยิ่งขึ้น แล้วไปคานกับอกุศลกรรมฝ่ายชั่ว ไม่ให้แสดงผลออกมาได้มากจนลำบากกันไปหมด

    ข้อที่ ๒ ก็คือ "อินทรียสังวรศีล" การสำรวมอินทรีย์ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา ไม่ให้ รัก โลภ โกรธ หลง มีอำนาจชักจูงไป ตาเห็นรูปต้องหยุดให้ทัน หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัสก็เช่นกัน ถ้าเราหยุดทันก็จะไม่ไปฟุ้งซ่าน นึกคิดปรุงแต่งให้กิเลส รัก โลภ โกรธ หลง เจริญขึ้นมา

    ข้อที่ ๓ "อาชีวปาริสุทธิศีล" ก็คือการมีอาชีพที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม โดยเฉพาะนักบวชของเราก็คือแสวงหาปัจจัย ๔ ให้เป็นไปตามกรอบของพระธรรมวินัย ไม่มากจนเกินไป ไม่ดีจนเกินไป
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,258
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,275
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ปัจจุบันนี้เราท่านทั้งหลายก็เห็นอยู่แล้วว่า จะมีนักบวชประเภทที่ถึงเวลาก็เสาะแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ ที่ราคาแพง เพื่อเอามาเป็นเครื่องประดับตนเอง อยู่ในลักษณะของการอวดร่ำอวดรวย โดยที่ไม่ได้ดูว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางพวกเราอยู่ในระดับของขอทาน ถ้าหากว่าขอทานร่ำรวยแล้วมีใครอยากจะอนุเคราะห์สงเคราะห์บ้าง ?

    ปัจจัยต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปตามมีตามได้ และใช้สอยอย่างระมัดระวัง ประหยัดมัธยัสถ์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปรบกวนชาวบ้านด้วยการขอมากจนเกินไป อะไรที่เห็นว่าพอแล้วก็ไม่ต้องแสวงหาเพิ่มเติม เพราะว่าทุกอย่างของเราได้มาจากศรัทธาของญาติโยมทั้งสิ้น ถ้าหากว่าสามารถทำได้ดังนี้ เราก็จะเป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างให้กับผู้อื่นได้

    สุดท้ายก็เป็นเรื่องที่กล่าวไปบางส่วนแล้วคือ "ปัจจัยสันนิสิตศีล" ก็คือการพิจารณาใช้สอยปัจจัยต่าง ๆ ให้เป็นไปเหมาะสมกับสถานะของเรา ไม่ใช่หรูหราหมาเห่าจนเกินไป ต่อให้เป็นของเก่า ของคร่ำคร่า ก็ต้องรู้จักดูแลรักษาให้สะอาด และสามารถใช้สอยได้ยาวนาน ของอะไรถ้าหากว่าเสียหายก็ต้องรู้จักซ่อมแซม ของอะไรที่ขาดไปค่อยแสวงหามา

    แต่ถ้าเราพิจารณาดูว่า นักบวชของเรามีแค่บริขาร ๘ เท่านั้นที่เป็นหลัก นอกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของที่ไม่จำเป็นทั้งสิ้น ถ้าหากว่าใครสามารถละได้ ปล่อยได้ วางได้ ก็จะเป็นผู้ที่มีกายเบา มีใจเบา เหมาะสมกับการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม ซึ่งจะสร้างความเลื่อมใสให้กับญาติโยมได้มาก ช่วยกันค้ำจุนพระพุทธศาสนาของเราให้มั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ดังนั้น..พุทธบริษัททั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จึงควรที่จะประพฤติในศีล ในสมาธิ ในปัญญา จนกระทั่งก่อเกิดผลดีแก่ตนเอง แล้วรวมกันเป็นพลังงานฝ่ายดี ที่จะไปช่วยระงับพลังงานฝ่ายที่ไม่ดีลงได้ จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องสำรวมระวัง เพราะว่ากาย วาจา และใจของเราทุกอย่าง ถ้าหากว่าคิดดี พูดดี ทำดี กุศลกรรมก็จะเจริญ สร้างความสงบระงับให้กับตนเองและบุคคลรอบข้าง ยิ่งมีความเจริญมาก ก็ยิ่งช่วยคนในวงกว้างได้มาก

    แต่ถ้าหากว่าไปคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ก็เท่ากับเอาไฟเผาตัวเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากตัวเองจะทุกข์ยากเดือดร้อนแล้ว บุคคลรอบข้างก็ยังเดือดร้อนไปหมด จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาใหญ่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเราท่านทั้งหลายก็เห็นกันอย่างชัดเจนแล้ว

    จึงอยู่ที่พวกเราจะเลือกกันเองว่า จะเพียรพยายามสร้างกุศลกรรม เพื่อนำตนเองให้ก้าวสู่ภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน หรือว่าจะสร้างอกุศลกรรม แบกแต่บาปแต่ทุกข์ จนกระทั่งหนักอึ้ง ไม่สามารถที่จะขึ้นสู่ภพภูมิที่สูงได้ มีแต่จะโดนถ่วงให้ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโอกาสที่จะผุดจะเกิดมาพบความดีก็แทบจะไม่มีเลย ก็อยู่ที่เราท่านทั้งหลายจะเลือกประพฤติปฏิบัติกันเอาเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...