เรื่องเด่น ปกิณกธรรม เรื่อง กรรมฐานสายพม่า

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 สิงหาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007

    ปกิณกธรรม เรื่อง กรรมฐานสายพม่า

    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์
    สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    (จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร)
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    ณ วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    เมื่อช่วงสายว่าถึงเรื่องของพระพม่าที่ไม่ถือสาเรื่องผู้หญิง ในเมื่อเขาทำกันแบบนั้นทั้งบ้านทั้งเมือง ก็เลยไม่มีการตำหนิกัน อะไรที่ทำเหมือน ๆ กันก็ไม่รู้ว่าจะด่าใครครับ..! โดยเฉพาะในเรื่องของศีลหลายข้อ ที่ทางพม่าเขาตีความคนละอย่างกับเรา อย่างที่ได้เรียนถวายไปแล้ว ตอนนี้ทองคำบาทหนึ่ง ๖๙,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่า ๕ มาสกเท่ากับทองคำ ๑ สลึง ก็น่าจะตกเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาท กลายเป็นว่าศีลพม่าเหนียวกว่าศีลไทยเยอะเลย..!

    ส่วนในด้านของการศึกษาทางพม่าก็มีปริยัติปฏิบัติเหมือนกัน ปริยัติได้กล่าวไปแล้ว ก็คือมีการเรียนในระดับ "ธัมมจริยะ" "บาลีปารคู" แล้วก็ "ตรีปิฎกธร" หรือว่าผู้ทรงพระไตรปิฎก

    ส่วนทางด้านกรรมฐานนั้น พม่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งประเทศครับ ใช้พองยุบเท่านั้น ถึงเวลาก็จะนั่งภาวนา "ป็องแด..เป็งแด" ก็ "ยุบหนอ..พองหนอ" นั่นแหละครับ ผมไปดูมาหลายต่อหลายสำนัก เข้าไปแล้วออกมาแบบเดียวกันหมด ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ? ก็เพราะว่าเกิดมาจาก "หลวงปู่ใหญ่อูกะวิ" ครับ

    "หลวงปู่ใหญ่อูกะวิ" อยู่ที่เมืองเมียนชานครับ คำว่า "เมียนชาน" ภาษาพม่าแปลว่า "คอกม้า" เมืองเมียนชานนี่ถ้าเราวิ่งจากพุกามไปมัณฑะเลย์ จะผ่านเมียนชานก่อน "หลวงปู่ใหญ่อูกะวิ" บวชพระได้ ๒ พรรษาครับ ท่านมรณภาพเมื่อ ๖๐ - ๗๐ ปีที่แล้ว สังขารไม่เน่าไม่เปื่อยครับ ดูเหมือนกับหล่อด้วยทองแดงเลย..!

    ถามว่าทำไมแค่ ๒ พรรษา ? เนื่องเพราะว่าท่านบวช ๆ สึก ๆ หลายรอบครับ ท่านแต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว ถึงเวลาเกิดเบื่อหน่าย อารมณ์ของ "อนาคาริกะ" เกิดขึ้น ขออนุญาตครอบครัวไปบวช เมียลูกก็อนุญาตครับ แต่ด้วยความที่ลูกยังเล็ก เมียเองทำมาหากินอย่างอื่นก็ไม่เก่ง หลวงปู่ท่านทำนา ตุนข้าวเปลือกไว้ให้เป็นยุ้ง พอกินข้าวหมด เมียและลูกก็ไปขอร้องหลวงปู่ให้สึก หลวงปู่ท่านก็สึกครับ สึกมาทำนา ได้ข้าวเปลือกเต็มยุ้งก็ขอไปบวชใหม่ คล้าย ๆ กับ "ท่านจิตตหัตถ์" เลยนะครับ "ท่านจิตตหัตถ์" ก็บวช ๆ สึก ๆ อยู่ ๗ - ๘ รอบครับ

    ถึงรอบสุดท้าย หลวงปู่ท่านบอกว่า "ครั้งนี้ไม่สึกแล้วนะ ฉันจะตายในผ้าเหลือง" นี่ท่านปฏิบัติจนรู้ขนาดนั้นนะครับ..! แล้วท่านก็ไปบวชใหม่ ก่อนมรณภาพไม่นาน สั่งพระทั้งวัดไว้ว่า "ถ้ากระผมมรณภาพ สังขารนี้จะไม่เน่าเปื่อย จะเหลือเอาไว้เพื่อยืนยันผลการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกันสร้างเจดีย์บรรจุไว้ด้วย..!"

    พระทั้งวัดหัวเราะเยาะท่านครับ ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ? โดยเฉพาะท่านเพิ่งจะบวชพรรษาที่ ๒ ปรากฏว่าหลวงพ่อท่านมรณภาพแล้วไม่เน่าจริง ๆ ครับ ผมไปกราบสังขารท่านมาหลายครั้งแล้ว เหมือนอย่างกับหล่อด้วยสำริดดำครับ ลักษณะเหมือนทองแดงกลับดำเลยครับ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    ถึงแม้จะแค่ ๒ พรรษา แต่หลวงปู่ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาเถราจารย์ผู้สอนวิปัสสนากรรมฐานทั่วประเทศครับ ตำแหน่งพวกนี้รัฐบาลเป็นคนแต่งตั้งทั่วประเทศครับ ถ้าหากว่าเป็นฝ่ายปริยัติ เมื่อรับตำแหน่งจะมีคำว่า "สัทธัมมะโชติกะธะชะ" ต่อท้าย ถ้าอย่างนี้ ท่านสามารถสอนปริยัติได้ในเขตจังหวัดของตัวเอง ถ้าหากว่าได้เลื่อนขึ้นไปเป็น "มหาสัทธัมมะโชติกะธะชะ" ท่านจะสามารถสอนกรรมฐานได้ทั้งภาค ถ้าหากว่าเป็น "อัคคะมหาสัทธัมมะโชติกะธะชะ" ท่านสามารถสอนได้ทั่วประเทศครับ เขาแบ่งกันตรงตราตั้งนี่เองครับ

    ทางฝ่ายปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้าหากว่ามีคำว่า "กัมมัฏฐานาจะริยะ" คืออาจารย์ผู้บอกกรรมฐาน จะสอนได้ในเขตจังหวัดของตัวเอง ถ้าเป็น "มหากัมมัฏฐานาจะริยะ" จะสอนได้ในภาค อย่างท่านทั้งหลายที่เรามาอบรม แล้วจะเป็นวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรมของภาค ๑๔ ท่านทั้งหลายอยู่พม่าจะมีคำว่า "มหากัมมัฏฐานาจะริยะ" ต่อท้าย แต่ว่า "หลวงปู่อูกะวิ" ท่านเป็น "อัคคะมหากัมมัฏฐานาจะริยะ" ครับ สอนได้ทั้งประเทศ บวชได้แค่ ๒ พรรษานะครับ ไม่เก่งจริงใครเขาจะให้ตำแหน่งนี้

    หลวงปู่ท่านดังไม่เท่าลูกศิษย์ ลูกศิษย์ของท่านก็คือ "พระโสภณเถระ" พวกเราไม่รู้จักชื่อนี้กันเท่าไร ถ้าบอกว่า "ท่านอาจารย์มหาสีสะยาดอ" อ๋อกันทั้งเมืองเลย นั่นครับลูกศิษย์ "หลวงปู่อูกะวิ" ที่เอากรรมฐานสายนี้มาเผยแผ่จนกระทั่งเข้ามาในประเทศไทย คำว่า "มหาสี" คือ "กลองใบใหญ่" วัดที่ท่านอยู่เรียกว่า "วัดมหาสี" ก็คือ "วัดกลองใหญ่" คนก็เลยเรียกท่านด้วยความเคารพว่า "มหาสีสะยาดอ" คือ "ท่านอาจารย์วัดกลองใหญ่" เหมือนกับที่หลายคนเรียกผมว่า "หลวงพ่อวัดท่าขนุน" ทางโน้นก็ "หลวงพ่อวัดกลองใหญ่"

    "อาจารย์มหาสีสะยาดอ" ท่านเอาหลักปฏิบัตินี้มาเผยแผ่แล้ว "ติดตลาด" ครับ พอติดตลาดก็เลยทำให้ชื่อเสียงท่านโด่งดังมาก แล้วท่านก็อาศัยความรู้ที่ "หลวงปู่อูกะวิ" สอนมา เขียนตำราในการปฏิบัติธรรมหลายฉบับ ฉบับที่แพร่หลายอยู่ในบ้านเราคือ "วิปัสสนานัย" ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ใครมีโอกาสไปอ่านดูนะครับ ละเอียดมาก

    เราจะเห็นว่าพม่าก็มีปริยัติและปฏิบัติเหมือนกัน มีทั้งที่เคร่งครัด และเฮงซวยพอกัน..! ส่วนใหญ่ที่เคร่งครัดจะเป็นผู้ที่สังกัดอยู่ใน "นิกายซุยจิน" คล้าย ๆ กับธรรมยุตบ้านเรา ส่วนทั่ว ๆ ไป ที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือ "นิกายสุธรรมะ" ภาษาพม่าออกเสียงว่า "ตุ๊ดัมมะ"
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    ที่พม่าตัวหนังสือเขียนอย่างหนึ่ง แล้วอ่านอย่างหนึ่งครับ ภาษาอังกฤษ ตัว "S" เราออกเสียง "ส.เสือ" พม่าออกเสียง "ต.เต่า" ครับ ท่านที่เป็นภาษาอังกฤษ ท่านลองเขียน SIRI บ้านเราอ่านว่า "สิริ" พม่าอ่านว่า "ติริ" อ่านไปได้อย่างไรวะ ? ไอ้ที่ผมบอกว่าผมไปอยู่พม่าแล้ว ผมสงสัยว่าตกลงผมพูดภาษาอังกฤษเป็นหรือเปล่า ? ก็คือเขาออกคนละเสียงกันหมดเลยครับ แล้วพอเสียง "ต.เต่า" ดันทะลึ่งออกเป็นเสียง "ส.เสือ" ครับ กูจะบ้า..!

    แล้วโดยเฉพาะไอ้ตัว "KY" ออกเสียงเป็น "จ.จาน" ครับ อองซาน ซูจี - Aung San Suu Kyi "Kyi" เรามักจะอ่านว่า "คยี" แต่พม่าออกเสียง "จี" เลย

    เพราะฉะนั้น..เวลาไปเจอป้ายของพม่าเขียน Kyaik ท่านจะอ่านว่าอะไรครับ "Kyaik" พม่าออกเสียงว่า "ไจ๊" ครับ จ.จาน เต็ม ๆ เลยครับ คนไทยอ่านไม่ออก Kyaik เขาอ่านว่าไจ๊ อำเภอที่ผมผ่านบ่อยก็คือ อำเภอไจ๊มะยอ คำว่า "มะยอ" ก็คือ maraw ตัว "R" ออกเสียงเป็น "ย.ยักษ์" ครับ "Raw" อ่านว่า "ยอ" แล้วจะไม่ให้ผมบ้าได้อย่างไรครับ ?!!

    รุ่นเก่า ๆ ประมาณ "หลวงพ่อปาณฑพ" ของเราครับ พระวิปัสสนาจารย์จากสวนธรรมปีติพุล่อ พวกเราจะรู้ว่าเมืองหลวงของพม่าคือ "ร่างกุ้ง" ครับ เพราะพม่าเขียนว่า Rangoon ที่บางทีอ่านว่า "แรงกูน" แต่พม่าออกเสียงว่า "อย่างโกง" แล้วเราอ่านอย่างไรครับ ? "Rang" เราก็อ่านว่า "ร่าง" เพราะฉะนั้น..คนรุ่นเก่า ๆ อย่างผมหรือหลวงปาณฑพ จะอ่านว่า "ร่างกุ้ง" ครับ

    จนกระทั่งโดนนานาชาติกดดัน มึงพยายามเขียนอะไรให้มันเหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขาหน่อยได้ไหม ?! พม่าถึงมาเปลี่ยนเป็น "ย่างกุ้ง" เป็น Yangon เห็นหรือยังครับ ตัว "R" ออกเสียงเป็น "ย.ยักษ์" ตัว "S" ออกเสียงเป็น "ต.เต่า" ตัว "T" ก็ออกเสียงเป็น "ต.เต่า" แล้วตกลงคำไหนเป็นคำไหนกันแน่ ?

    แล้วพม่าไม่มีเสียงเออ สระเออไม่มี พม่าออกเสียงเออไม่ได้ เบียร์พม่ายี่ห้อบ้านเราอ่านว่า "ไทเกอร์" (Tiger) ที่แปลว่าเสือครับ น่าจะทำมาแข่งกับ "ลีโอ" บ้านเรา แต่พม่าอ่านว่า "ไตกา" ไปแล้วจะบ้าเหมือนผมว่า "ตกลงว่ากูฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องไหมวะนี่ ?"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    พม่าแบ่งการปกครองออกเป็น ๗ รัฐ กับ ๗ มณฑล คำว่ารัฐในที่นี้ ส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยครับ รัฐมอญ รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน รัฐกะฉิ่น รัฐชิน รัฐยะไข่ พวกนี้จะเป็นชนกลุ่มน้อยทั้งนั้นครับ พวกยะไข่ก็โรฮิงญา แล้วก็ ๗ มณฑล มณฑลเขาใช้คำว่า State ครับ


    State จริง ๆ ต้องเป็นรัฐ แต่ด้วยความเคยชินเขาใช้คำว่ามณฑล พวกนี้ก็จะเป็นที่เจริญ เป็นที่อยู่รวมของชนเผ่า ค่อนข้างจะสับสนปนเป หรือไม่ก็เป็นพวกพม่าโดยตรง ก็จะมีมณฑลย่างกุ้ง มณฑลหงสาวดี มณฑลพุกาม มณฑลมัณฑะเลย์ มณฑลสะกาย มณฑลตะนาวศรี มณฑลอิรวดี ทุกที่มีเมืองหลวงเป็นของเอง

    รัฐฉาน เมืองหลวงก็คือ ตองยี ที่บ้านเราอ่านว่า "ตองกี" เขาออกเสียงว่า "ตองยี" ครับ แปลว่า "เขาใหญ่"

    รัฐกะฉิ่น เมืองหลวงคือ มิตจีนา

    มัณฑะเลย์ เมืองหลวงคือ มัณฑะเลย์

    สะกาย เมืองหลวงคือ สะกาย

    รัฐกะยา (กะเหรี่ยงแดง) เมืองหลวงคือ ลอยกอ

    รัฐกะเหรี่ยง เมืองหลวงคือ พะอาง ที่คนไทยเรียก ผาอ่าง

    รัฐมอญ เมืองหลวงคือ มะละแหม่ง ไปพูดว่า "มะละแหม่ง" แท็กซี่พม่าหรือสามล้อพม่าพาเราไปไม่ถูกนะครับ คำนี้มาจากบาลีผสมพม่า ออกเสียงว่า "มอละเหมี่ยย" "มอละ" คือ นกยูง ครับ "มอละเหมี่ยย" ก็ป่านกยูงครับ แปลเพราะ ๆ ก็ประมาณ มยุรวัน

    คราวนี้พอเขียนเป็นภาษาอังกฤษ บางคนอ่านออกเสียงว่า "เมาะลำเลิง" "เมาะลำใย" เมาะลำเลิงนี่อ่านตามตัวหนังสือที่เขียนครับ แต่ด้วยความที่พม่าออกเสียง "มอละเหมี่ยย" คนไทยฟังเป็น "เมาะลำใย" เพราะฉะนั้น..ให้จำไว้ว่า "มะละแหม่ง" ก็ดี "เมาะลำเลิง" ก็ดี "เมาะลำใย" ก็ดี คือที่เดียวกันครับ เพราะว่าคนพม่าออกเสียงอย่างหนึ่ง คนมอญออกเสียงอย่างหนึ่ง คนกะเหรี่ยงออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    อย่างผมเวลาเดินทางไปทางเรือ จะผ่านบ้าน "บุคคโล" คนมอญออกเสียง "บล็อคเคลย" ตายเลยครับ เราต้องถามก่อนว่า คนขับเรือ หรือคนขับรถ เป็นพม่า หรือเป็นมอญ หรือเป็นกะเหรี่ยง ไม่อย่างนั้นออกเสียงไม่ถูก เขาพาเราไปไม่ถูกจริง ๆ นะครับ

    ครั้งหลัง ๆ ผมพาพระไปด้วย "พระครูสุตกาญจนวัฒน์, ดร." ตอนนั้นยังเป็น "พระมหาปรีชา จิรนาโค" กวักมือ "เฮ้ย..แท็กซี่ ไปชเวดากอง" แท็กซี่กระพริบตาปริบ ๆ ถามว่า "จะไปไหนหรือ ?"

    พม่าไม่ได้ออกเสียงชเวดากองครับ พม่าออกเสียง "Shwe" ออกเสียงว่า "ชุย" ครับ "Shwedagon" อ่านว่า "ชุยดากง" เราออกเสียง "ชเวดากอง" เราอ่านตามภาษาอังกฤษ บอกแล้วภาษาอังกฤษแบบพม่า เขาเขียนอย่างหนึ่ง อ่านอย่างหนึ่งครับ

    แบบเดียวกับ "ตานฉ่วย" ครับ นั่นไม่ได้ชื่อตานฉ่วย คนพม่าไม่รู้จักตานฉ่วย รู้จักแต่ "พลเอกต่านชุย" "ต่าน" ก็คือ "ล้าน" ส่วน "ชุย" ก็คือ "ทอง" ไอ้นี่ชื่อ พล.อ.ล้านทอง

    ของพม่าเขาจะนับเลข ตะยา - ร้อย, ตะเทา - พัน, ตะเต๊า - หมื่น, ตะเต็ง- แสน, ตะต่าน - ล้าน เพราะฉะนั้น "ต่านชุย" ก็คือ "ล้านทอง" ครับ แบบบ้านเราในอดีต เคยมี "พระเจ้าล้านทอง" ปกครองแคว้นล้านนา ช่วยไปพม่าให้ผมทีเถอะ ผมอยากจะรู้ว่าทุลักทุเลเหมือนกับผมหรือเปล่า ? กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องประสาทจะกินครับ..! พอออกเสียงอย่างหนึ่ง เขียนอย่างหนึ่ง คนไทยก็มักจะออกเสียงผิดเสมอ เป็นที่หัวเราะเยาะของคนพม่ามาตลอด

    ท้ายที่สุด หลังจากที่ผมไปอยู่ ๔ - ๕ ปี เพื่อสร้างวัด สนิทสนมกันเข้า คนพม่ามากราบขอโทษครับ ตอนแรกเขามั่นใจว่า พม่าออกเสียงบาลีชัดที่สุด แต่พอไปเจอบาลีต้นฉบับจากประเทศศรีลังกา เขาถึงได้ยืนยันว่าประเทศไทยออกเสียงบาลีชัดกว่า

    อย่าง "ปัจจยาการ ๒๔" เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย อธิปะติปัจจะโย อนันตะระปัจจะโย สะมะนันตะระปัจจะโย ฯลฯเราออกเสียงว่า "ปัจจะโย" พม่าออกเสียงว่า "ปิ๊ดซีโย" ผมก็บ้าสวดตามเขาไปได้ครับ ขอให้รู้ว่าเป็นบทนี้เท่านั้นแหละ กูไปด้วยได้ แต่ออกเสียงไม่ได้เหมือนเขาครับ

    แล้วพระเณร ญาติโยมพม่าสวดมนต์ ต่างคนต่างสวดครับ ถึงเวลานั่งลงกูก็รัวเลย "โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ" ไอ้นั่นมาถึงก็ "อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ" ก็ว่าของท่านไปเรื่อย ต่างคนต่างว่า ใครจบก่อนก็นั่งยิ้ม หัวเราะเยาะคนที่มาช้า สวดได้อย่างไรก็ไม่รู้ ? สมาธิดีขนาดนั้น คนเป็นร้อย ๆ อยู่รอบข้าง สวดคนละบทคนละคำกันหมด แต่ดันสวดได้ สมาธิผมสู้เขาไม่ได้จริง ๆ ครับ พอได้ยินไอ้ที่คุ้น ๆ นี่ผมเริ่มไหลตามแล้ว แต่ของเขาไม่ครับ กูสวดเฉพาะหน้าของกู แล้วกูก็ล่อของกูจนจบได้เหมือนกัน เออ..มึงเก่ง..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    คนพม่ามีธรรมเนียมว่า ก่อนไปทำงานจะเข้าวัด สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธินิดหน่อย สบายใจแล้วไปทำงาน กลับบ้านก็เข้าวัด สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ สบายใจแล้วถึงเข้าบ้าน

    ถ้าหากว่าท่านไปพม่า ลองไปดูครับว่าจริงอย่างที่ผมว่าไหม สาว ๆ แต่งตัวทันสมัยเปี๊ยบเลยนะครับ ผมดูหน้าให้ตายก็อายุไม่ถึง ๒๐ นั่งภาวนาชักลูกประคำอยู่ ผมก็ถ่ายรูปบ้าง ถ่ายคลิปบ้าง ผมตั้งใจจะดูว่ามึงนั่งได้กี่นาที ๒ ชั่วโมงผ่านไป ผมต้องไปเองครับ เขายังภาวนาไม่เลิก โอ้โฮ..แต่ละคน..สุดยอด..!

    แล้วพม่าทุกคนที่เคยบวช สวดมนต์ไหว้พระทุกบทได้หมด กล่าวคำถวายทานทุกประเภทได้หมด คือถ้าเคยบวชมาแล้วต้องทำได้ จะอ้างว่าทำไม่ได้ เขาไม่ยอม บ้านเราน่าจะมีอย่างนี้นะครับ ของผมที่นี่แค่บังคับเณรตอนช่วงบวชสามเณรภาคฤดูร้อนครับ บวชเข้ามา ๑๐ วัน ต้องอาราธนาศีล อาราธนาธรรม อาราธนาพระปริตร และปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะได้ ใครทำไม่ได้มึงไม่ต้องสึก..! โอ้โห..ท่องกันหูดับตับไหม้เลยครับ กลัวซ่าจะไม่ได้สึก..! แล้วถ้าใครทำได้ ผมถวายทุนการศึกษารูปละ ๒,๐๐๐ บาท ก็ยิ่งแข่งกันท่องใหญ่เลยครับ เพราะฉะนั้น ..สามเณรภาคฤดูร้อน ถ้าหากว่าจบจากวัดท่าขนุนไป เป็นมัคคทายกน้อยได้เลยครับ

    เหลืออีกประมาณ ๕ นาที ผมก็ว่าไปเรื่อย บอกแล้วว่าเรื่องพม่าคุยไม่รู้จบครับ ไปอยู่ตั้ง ๖ ปี ไปตั้งแต่เงินไทยบาทละ ๖ จั๊ตครับ จนกระทั่งปีสุดท้ายบาทละ ๒๒ จั๊ต มาล่าสุด ปัจจุบันนี้ลูกศิษย์ผม "พระครูสังฆรักษ์วิฑูรย์ จนฺทวํโส" ด้วยความที่ผมไปสร้างวัดเอาไว้ เจ้าคณะปกครองทางด้านโน้นไม่ยอมให้คนอื่นมาเป็นเจ้าอาวาสครับ ต้องเอาพระวัดท่าขนุนเท่านั้น นี่เปลี่ยนเจ้าอาวาสมา ๓ รูปแล้วครับ พอถึงเวลาเปลี่ยนเจ้าอาวาส ก็วิ่งมาขอจากที่นี่ไป

    ล่าสุดเมื่อเดือนก่อน "พระครูน้อย" กลับมา บอกว่า "อาจารย์..ตอนนี้ ๑ บาทแลกได้ ๑๐๐ กว่าจั๊ตแล้วครับ"

    ปี ๒๕๒๔ ผมอยู่ชายแดนตรงด่านเจดีย์ ๓ องค์ เงินพม่าใหญ่กว่าไทยครับ ๑ จั๊ตแลกได้ ๒ บาทไทย ปีแรกที่ผมไปสร้างวัดที่พม่า ปี ๒๕๔๐ ตอนนั้น ๑ บาทไทยแลกได้ ๖ จั๊ต จากที่เงินพม่าใหญ่กว่าไทย ๑ เท่าตัว จากปี ๒๕๒๔ ถึงปี ๒๕๔๐ เงินไทยใหญ่กว่าพม่า ๖ เท่า แล้วพอมาปี ๒๕๔๖ ที่ผมฉลองวัด เงินไทยใหญ่กว่าพม่า ๒๒ เท่า ปัจจุบันนี้เงินไทยใหญ่กว่าพม่า ๑๐๐ กว่าเท่าครับ..!
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,084
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,244
    ค่าพลัง:
    +27,007
    แล้วทองคำ คนพม่า คนมอญทำงานเมืองไทย ได้เงินพอซื้อทองสลึงหนึ่ง ก็ซื้อทองสลึงหนึ่ง ได้เงินพอซื้อทอง ๕๐ สตางค์ ซื้อทอง ๕๐ สตางค์ ได้เงินพอซื้อทองบาทหนึ่ง ซื้อทองบาทหนึ่ง ไปขายที่พม่าแล้วกำไรครับ เพราะว่าทองพม่าบาทหนึ่งเท่ากับ ๑๕ กรัม น้ำหนักเขาน้อยกว่าทองไทยครับ เพราะฉะนั้น..เขาซื้อทองไทยไป ๑๐ บาท ไปขายที่พม่าได้ทอง ๑๑ บาท ถ้าสมัยนี้กำไร ๖๐,๐๐๐ กว่าบาทครับ..!

    คนพม่าต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเขาจะยกเลิกค่าของเงินเมื่อไร ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะปฏิวัติเมื่อไร เพราะฉะนั้น..ส่วนใหญ่จะให้ช่างรีดทองเป็นเส้นยาว ๆ กว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วก็ม้วนเป็นม้วนไว้อย่างกับตลับเมตร พกติดตัวไว้ พอถึงเวลาจำเป็นต้องใช้ก็เอากรรไกรตัดฉับ แล้วก็ชั่งน้ำหนักขายแค่นั้น รู้สึกว่าง่ายดี เพราะว่าถ้าหากว่าเป็นเงิน อยู่ ๆ รัฐบาลยกเลิกค่าของเงินนี่ตายเลยครับ..!

    มีใครเงินใช้เงินพม่าบ้างไหมครับ พม่ามีเหรียญ ๑ จั๊ต มีแบงค์ ๕ จั๊ต ๑๐ จั๊ต ๑๕ จั๊ต ๒๐ จั๊ต ๒๕ จั๊ต ๓๐ จั๊ต ๓๕ จั๊ต ๔๐ จั๊ต ไปถึง ๙๕ จั๊ต ๑๐๐ จั๊ต ๒๐๐ จั๊ต ๕๐๐ จั๊ต ปัจจุบันนี้ มีใบละพันแล้ว ตอนที่ผมไปยังไม่มี เขาทำบ้าอะไรของเขาวะ ? ก็คือมีเงินหลัก ๕ ทุกหลักเลย ๑๕, ๒๕, ๓๕, ๔๕, ๕๕ ฯลฯ

    ผมตั้งใจจะแกล้งคนพม่า เพราะว่าแต่ละเมืองมันมีด่านคอยเก็บเงินค่าเข้าเมือง เขาเก็บค่าเข้าเมือง ๕ จั๊ต
    ผมส่งใบละ ๕๐๐ จั๊ตให้ไปเลย ผมก็ดูว่ามึงจะทอนมา ๔๙๕ จั๊ตให้ลำบากไหม ? ปรากฏว่าพอทอนมา ผมนับอยู่ ๑๐ กว่านาที นับไม่เสร็จครับ เพราะว่าเราไม่ชินกับแบงค์ของเขา

    ส่วนเขาดึง ๕ จั๊ตกับ ๙๕ จั๊ต รวมได้ ๑๐๐ จั๊ต , ดึง ๑๕ จั๊ตกับ ๘๕ จั๊ต รวมได้ ๑๐๐ จั๊ต , ดึง ๒๕ จั๊ตกับ ๗๕ จั๊ต รวมได้ ๑๐๐ จั๊ต ไอ้เราไม่ชินกับสีแบงค์ของเขาครับ ต้องมาค่อย ๆ ส่องตัวเลข กลายเป็นว่าแทนที่จะแกล้งคนพม่า กลายเป็นแกล้งตัวเองครับ ก็เข็ดไปพักใหญ่เลย..!

    แต่ว่าอยู่พม่า เราได้ทำบุญเต็มที่ เพราะว่าทุกเมืองจะมีด่านให้ทำบุญ สร้างฉัตรยอดเจดีย์ สร้างเจดีย์ สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สารพัดครับ ตั้งด่านเรี่ยไรกัน แล้วรถทุกคันที่วิ่งผ่าน รถโดยสารจอดครับ จอดให้คนทำบุญ บ้านเรามีไหมครับ ? ไม่แค่นั้นนะครับ จอดลงไปทำบุญ มีน้ำดื่ม มีน้ำหวาน มีน้ำอ้อย มีหมากพลูให้ กินฟรีครับ ทำบุญไม่ทำบุญไม่ว่า บ้านเราน่าจะมีบ้างนะครับ หมดเวลาแล้ว นิมนต์พระวิปัสสานาจารย์ครับ มอบเวรประเคนไมค์ถวายหน้าที่ให้ท่านก่อน ขืนเล่าต่อคืนนี้ก็ไม่จบหรอกครับ..!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ปกิณกธรรม (มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ)
    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
    ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...