ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 สิงหาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ที่ตลกที่สุดก็คือจากทะเลสาบยัมดร็อกด้านตะวันออก เราต้องอ้อมขึ้นไปบริเวณที่คนเที่ยวมากที่สุด ก็คือด้านเหนือ ก็แปลว่าอ้อมไปถึงครึ่งทะเลสาบ มาถึงก็รู้สึกว่าบรรยากาศก็เหมือน ๆ กัน ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือด้านเหนือมีหมาทิเบตันมาสทีฟฟ์ให้เราร่วมถ่ายรูป กับมีจามรีให้ขี่มากกว่าเท่านั้น นอกนั้นก็เหมือนกันหมด ก็เลยบอกว่า "ในเมื่อตอนเราอยู่ทางตะวันออก ดูมาจนช่ำแล้วก็ไม่ต้องลงที่นี่แล้ว..!"

    พอตกลงกันว่าไม่แวะเท่านั้นแหละ ฝนตกเลย..! แสดงว่าเขาอั้นอยู่ตลอด เพื่อให้เราไปตามโปรแกรมได้

    ในส่วนที่เขาบอกว่าเรามีความต่างจากคณะอื่นคือความตรงต่อเวลา ความตรงต่อเวลานี่บางทีบางคนในคณะอาจจะไม่ตรงเวลา แต่คราวนี้ด้วยความที่ว่าส่วนใหญ่ในคณะที่ไปนั้นตรงต่อเวลา ก็เลยโดนลากถูลู่ถูกังไปด้วย..!

    ดังนั้น..ในเรื่องของการสร้างบารมี หรือว่าการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะไปให้ถูกต้องตามแนวทางที่ดี ๆ ต้องหาคนที่กำลังสูงกว่าในการนำเราไป แต่ว่าไม่ใช่ไปยัดเป็นภาระของเขาทั้งหมด ตัวเราเองก็ต้องตะเกียกตะกายเองบ้าง

    ลองนึกถึงทางเลื่อนที่คล้าย ๆ บันไดเลื่อนแต่อยู่บนพื้นราบ เราอาศัยทางเลื่อนเพื่อเบาแรง แต่ให้เดินเองด้วยบ้าง ไม่ใช่ยืนเฉย ๆ กว่าทางเลื่อนจะลากเราไปถึงจุดหมายก็ตั้งนาน แต่ถ้าเดินเองไปด้วยก็ใช้เวลาพักเดียว เพราะทางเลื่อนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเดินไปด้วยก็ยิ่งไปได้เร็วขึ้น
     
  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมของพวกเรา เป็นการวัดกำลังใจที่ชัดเจนที่สุด ถามว่าชัดเจนตรงไหน ? เรายังต้องการกินได้อย่างใจ นอนได้อย่างใจไหม ? ถ้ายังต้องกินได้อย่างใจ ต้องนอนได้อย่างใจ ก็อย่าเสียเวลาปฏิบัติธรรมเลย ทำไปก็ไร้ประโยชน์ เนื่องเพราะว่าเรายังชนะกิเลสไม่ได้เลย..!

    เรื่องของกิเลสหยาบ ๆ แค่ง่วงนอนกับหิวเท่านั้นเอง เรายังสู้ไม่ได้ แล้วจะไปสู้ รัก โลภ โกรธ หลง อย่างอื่นได้อย่างไร ? ก็เลยเป็นวิธีวัดตัวเองที่ดีที่สุด ถ้ายังต้องกินได้อย่างใจ ต้องนอนได้อย่างใจ ก็แปลว่าชาตินี้เอาดีได้ยาก..!


    ยกเว้นอยู่อย่างเดียวว่ามีกุศลในอดีตมาส่งผลตรงช่วงนั้นพอดี แบบเดียวกับนางปฏาจาราเถรี ผัวตาย ลูกคนโตจมน้ำตาย ลูกคนเล็กโดนนกเหยี่ยวเฉี่ยวไป พ่อ แม่ พี่ชาย อยู่บ้าน บ้านโดนฟ้าผ่าถล่มลงมา ทับตายพร้อมกันหมด ทั้งโลกไม่เหลือใครอีกแล้ว ด้วยความกระทบกระเทือนใจก็เลยขาดสติ เดินเพ้อไปตลอดทาง บอกว่า "ผัวฉันโดนงูกัดตาย ลูกคนโตจมน้ำตาย ลูกคนเล็กโดนเหยี่ยวเฉี่ยวไป พ่อแม่และพี่ชายบ้านโดนฟ้าผ่า ต้องเผาในกองฟอนเดียวกัน"

    เดินไปเดินมา อาศัยบุญเก่าหลงเข้าไปในเชตวันมหาวิหาร ด้วยความที่ขาดสติ เดินไปผ้าผ่อนหลุดลุ่ยไป คนก็เห็นเป็นคนบ้า ก็เอาสิ่งของขว้างใส่บ้าง เอาฝุ่นซัดใส่บ้าง มอมแมมไปทั้งตัว คราวนี้พอเดินเข้าไปกลางที่ฟังธรรม เหมือนอย่างกับเดินเข้ามาในศาลาแห่งนี้ ผู้คนก็ฮือฮากันใหญ่ พยายามขวางกั้นขับไล่ ไม่ให้เข้ามา

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ปล่อยให้เธอเข้ามา" เมื่อปล่อยเข้ามา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "น้องหญิง ขอเธอจงได้สติเถิด ธรรมดาของการเกิดมาแต่ละชาติ ถ้าหากว่านับน้ำตาที่ต้องไหลเพราะการสูญเสียคนที่รักไป ยังมากกว่ามหาสมุทรทั้งสี่เป็นไหน ๆ" พอได้ยินเท่านั้น นางปฏาจาราได้สติ อ้าว..แล้วทำไมมาอยู่ท่ามกลางคนเป็นร้อย ๆ..!?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    มีคนสละผ้านุ่งโยนให้ นางปฏาจาราก็นุ่งเรียบร้อย กราบพระพุทธเจ้า แล้วก็เล่าเรื่องให้ฟัง พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "ตอนนี้เธอไม่มีใครแล้ว ยินดีที่จะบวชหรือไม่ ?" นางปฏาจาราก็บอกว่า "ยินดีที่จะบวช" พระพุทธเจ้าก็ประทานเอหิภิกขุ ก็คือบวชโดยวิธีรับคำว่า "ขอเธอจงเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ขอเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด" ก็กลายเป็นพระเถรี ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ปฏิบัติธรรม

    คราวนี้วันนั้นกลับจากบิณฑบาต ท่านตักน้ำล้างเท้า พอราดลงไป..น้ำก็ซึมหายลงดินไป วูบเดียวก็หมดแล้ว พอล้างเท้าขันที่สอง น้ำไหลกว้างขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง..ก็ซึมหายไปอีกแล้ว พอล้างเท้าขันที่สาม น้ำไหลออกไปได้กว้างขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง..ก็หายหมดอีกแล้ว

    ท่านก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ชีวิตคนก็เป็นเช่นนี้ ลูกเล็ก ๆ ของเราก็เหมือนน้ำขันแรก ถึงเวลาก็เสียชีวิตไปในวัยอันสั้น สามีและพี่ชายก็เหมือนกับน้ำขันที่สอง ถึงเวลาก็เสียชีวิตไปทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มแน่นแข็งแรง พ่อแม่ก็เหมือนกับน้ำขันที่สาม อยู่จนชราแล้วถึงตาย


    ขึ้นชื่อว่าความเที่ยงในชีวิตนี้ไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นคนแก่ ในที่สุดก็ตายเหมือนกันหมด ในเมื่อชีวิตนี้หาสาระไม่ได้ เรายังจะพึงปรารถนาอะไรอีก ? กำลังใจของท่านก็ปลดหมดตรงนั้น กลายเป็นพระอรหันต์ไปเลย..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    คราวนี้เราจะเห็นว่าในเรื่องของการบำเพ็ญบารมีมา บางอย่างต้องรอเวลา เหมือนกับการปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่ดูแลรักษา คอยระมัดระวังดูแล ถอนหญ้า จับหนอน จับแมลง รดน้ำ ใส่ปุ๋ยไปเรื่อย แต่เราไม่รู้ว่าต้นไม้นั้นจะออกดอกออกผลเมื่อไร ต้องรอความพร้อมตามธรรมชาติ

    คราวนี้ความพร้อมในทางธรรมก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนใหญ่เราจะขาดสมาธิ คือทำไม่พอ กับขาดปัญญา ที่จะรู้เห็นตามความเป็นจริง สมาธิไม่พอปัญญาจะไม่ชัดเจน ก็แปลว่าพวกเราทั้งหมดต้องเร่งในเรื่องสมาธิให้มากเข้าไว้ เพราะว่าศีลพวกเรารักษาได้สบายมาก ก้าวไปถึงศีลแปดกันเสียเยอะแยะแล้ว ศีลห้ากลายเป็นเรื่องเล็ก

    แต่ว่าสมาธิของพวกเราทรงตัวบ้าง ไม่ทรงตัวบ้าง ขาดการปฏิบัติและซักซ้อมอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น..ถ้าอยากเอาดี เราต้องเน้นเรื่องสมาธิ เอาให้คล่องตัว นึกจะเข้าเมื่อไรก็ต้องเข้าได้ ทันทีที่รู้ตัวว่าราคะมาก็เข้าสมาธิหนีเลย รู้ว่าโลภะมาก็เข้าสมาธิหนีเลย รู้ว่าโทสะมาก็เข้าสมาธิหนีไปก่อน รู้ว่าโมหะมาก็เข้าสมาธิหนีไปก่อน ใจของเราก็จะไม่แปดเปื้อนไปด้วยกิเลสที่เพิ่มเติมเข้ามาทุกวัน คราวนี้ในเมื่อความสกปรกใหม่ไม่มี ของเก่าเราค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆ ถูไป ท้ายสุดก็จะสะอาดผ่องใสเอง

    ดังนั้น..ของพวกเราทั้งหมด จุดที่จำเป็นเลยก็คือสมาธิ เพราะว่าถ้าสมาธิทรงตัว สติเราจะรอบคอบแหลมคม แค่ขยับตัว ก็รู้ว่าศีลจะขาดหรือเปล่า ? เมื่อสมาธิทรงตัว จิตสงบราบเรียบ มองไปทางไหนก็จะรู้จะเห็นหนทาง ว่าทำอย่างไรที่เราจะประคับประคองรักษาอารมณ์ที่ปราศจากกิเลสนี้เอาไว้ได้ ? แล้วในขณะเดียวกัน ทำอย่างไรเราถึงจะละกิเลสเหล่านี้ได้โดยเด็ดขาด?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    พวกเราทั้งหลายส่วนใหญ่แล้ว ขาดข้อกลางพอดี ศีลมีแล้ว ปัญญามีไม่พอ ก็ต้องเร่งสมาธิที่เป็นข้อกลางขึ้นมา เมื่อสมาธิทรงตัว บาลีท่านบอกว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส เมื่อเรารักษาศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ อานิสงส์ใหญ่ที่จะพึงได้ก็คือ สมาธิทรงตัวไปด้วย สมาธิ ปริภาวิตา ปัญญา มหัปผลา โหติ มหานิสังสา ถ้าหากว่าสมาธิทรงตัว อานิสงส์ใหญ่ที่พึงได้ก็คือ ก่อให้เกิดปัญญา

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น รู้ว่าตัวเองบกพร่องตรงไหนก็ต้องเร่งรัดให้มาก สมัยก่อนหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกพวกกระผม/อาตมภาพว่า ให้เขียนสังโยชน์ ๑๐ ซึ่งเป็นศัตรู และบารมี ๑๐ ซึ่งเป็นพวกเรา เอาไว้ที่หัวเตียง ทบทวนทุกวัน วันนี้บารมี ๑๐ ข้อไหนของเราบกพร่อง พรุ่งนี้เราต้องทำให้ได้ วันนี้สังโยชน์ข้อไหนที่เรายังละไม่ได้ พรุ่งนี้เราต้องละให้ได้

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นวิธีเก่า ๆ โบร่ำโบราณ แต่เตือนสติเราได้ดีมาก เพราะว่ามองไปก็เห็น แบบที่อาตมภาพฝึกกสิณ สมัยนั้นนอนกางมุ้ง เพราะว่าไม่มีมุ้งลวด ก็แปะองค์กสินไว้กับมุ้ง หลังคามุ้ง ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านปลายเท้า มองไปทางไหนต้องเห็นองค์กสิน เป็นการเตือนสติตัวเอง ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาก็จะได้จับกสินต่อไปเลย

    เทคนิคพวกนี้เราฟังเอาไว้ แล้วก็ไปปรับใช้ เนื่องจากบางคนทำตรง ๆ เหมือนกันก็ไม่ได้ เพราะว่ากำลังใจไม่เท่ากัน เพียงแต่ว่าเรารู้ว่าเราบกพร่อง มีคนชี้ขุมทรัพย์ให้ ก็รีบตะเกียกตะกายให้เต็มที่ ไม่เหมือนรุ่นกระผม/อาตมภาพที่ต้อง "งมโข่ง" เอาเอง กว่าจะได้อะไรแต่ละอย่าง ก็ยากเย็นเข็ญใจ มาสมัยนี้รู้อะไรก็บอกพวกเราหมด

    ให้ทุกท่านตั้งใจสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่การปฏิบัติรอบบ่ายกัน
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ก่อนทำวัตรเย็น วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙

    (โยมเอาหนังสือสวดมนต์มาให้โยมอีกคน) พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิสาสา ปรมา ญาติ ความคุ้นเคยเป็นยิ่งกว่าญาติ เรื่องนี้อาตมภาพรับรองด้วยตนเองว่า คำพูดนี้เป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ บางทีบางคนที่คบหากันมา รักกันยิ่งกว่าญาติพี่น้องของตนเองเสียอีก แล้วก็ยังคงไปมาหาสู่ พึ่งพากันจนทุกวันนี้ แม้ว่าคนอื่นจะพึ่งเรามากกว่าก็เถอะ..!

    เพราะฉะนั้น..เราจะเห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสัจธรรม คือความจริงแท้ ดีแท้ แบบเดียวกับในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค พระพุทธเจ้าจะทรงรับแขกที่เป็นพรหมเทวดาประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว เริ่มจากพุทธกิจ ๕ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงทำอยู่ทุกวัน

    บาลีเขาบอกว่า ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เช้าขึ้นมาก็ออกบิณฑบาต จริง ๆ ก็คือไปโปรดญาติโยมนั่นแหละ บางทีก็ยาวจนเที่ยง จนบ่ายเลย กว่าจะได้กลับ เพราะว่าไปต่างประเทศ ต่างทวีป พระองค์ท่านไปได้ ส่วนเราไปแบบนั้นไม่ได้

    สายณฺเห ธมฺมเทสนํ พอใกล้ค่ำก็แสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทญาติโยม ทำไมต้องใกล้ค่ำ ? อันดับแรกเลยก็คือ ต้องกลับจากการสงเคราะห์คนที่ไปรับบิณฑบาตก่อน ซึ่งบางทีไกลมาก ไกลอย่างชนิดจากอินเดียมาบิณฑบาตทางภาคเหนือของบ้านเรา เป็นต้น

    ประการที่สองคือ ประเทศอินเดียร้อนมาก ถ้าหากว่าไม่รอใกล้ค่ำนี่ใครไปฟังธรรมไหวก็ไปเถิด..! ก็เลยต้องรอใกล้ค่ำแล้วค่อยเทศน์โปรดประชาชน
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ลำดับถัดจากนั้นก็ ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ พอค่ำลงก็ให้โอวาทภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สามเณร สามเณรี นางสิกขมานา ทั้งหลายเหล่านี้ก็คือหวังมรรคหวังผลกันเลย

    คราวนี้ลำดับถัดไป อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ อฑฺฒรตฺเต แปลว่า ครึ่งคืน ก็คือเที่ยงคืนแก้ปัญหาของพรหมเทวดา ถ้าหากว่าเราตีเสียว่าพระองค์ท่านแก้ปัญหาเทวดาคืนละสองชั่วโมง แล้วจะได้นอนสักกี่ชั่วโมง ?

    เพราะว่า ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ ใกล้รุ่งทรงตรวจดูอุปนิสัยสัตว์โลก ว่าจะโปรดผู้ใดได้ แล้วเสด็จไปบิณฑบาตที่นั่น เวลาใกล้รุ่งนี่ถ้าเอาอย่างประเภทที่เรียกว่าช้า ๆ เลยก็คือตีห้า

    ถ้าหากว่าแก้ปัญหาเทวดาเลิกเร็วตอนตีสอง ตีห้าต้องตื่น พระองค์ท่านทำแบบนี้ตลอด ๔๕ พรรษา ถามว่าทำได้อย่างไร ?

    พระพุทธเจ้าท่านมีกำลังมากกว่าเราหลายเท่า ในบาลีมีปรากฏว่า พระอานนท์ นางวิสาขามหาอุบาสิกา นางมัลลิกาภรรยาของพันธุลเสนา นางปุณณทาสี มีกำลังเท่าช้างเจ็ดเชือก กำลังพวกนี้เป็นกำลังบุญ สร้างบุญมา กำลังจะดีกว่าคนอื่นเขา

    แต่ว่าในบาลีเปรียบว่าพระพุทธเจ้ามีกำลังเท่ากับช้างหนึ่งแสนเชือก..! มากกว่ากันเท่าไร ? เพราะฉะนั้น..เรื่องที่เราไม่ไหวสำหรับพระองค์ท่านแล้วสบายมาก แต่จะว่าสบายอย่างไรสภาพร่างกายก็ไม่ไหว พอถึงเวลาเฒ่าชะแรแก่ชรากำลังก็ถดถอยลง
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    คราวนี้การแก้ปัญหาของเทวดานั้น บางทีเทวดาท่านมีภาษิตที่ตนเองยึดมั่นว่าดี ก็มากล่าวถวายพระพุทธเจ้า อย่างเช่นมีเทวดามากล่าวว่า "คนมีโคย่อมรื่นเริงเพราะโค คนมีบุตรย่อมรื่นเริงเพราะบุตร" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ไม่ถูก ที่ถูกก็คือ คนมีโคย่อมทุกข์เพราะโค คนมีบุตรย่อมทุกข์เพราะบุตร" หูตาสว่างเลยไหม ? โดนตีแสกหน้าไปตอนไหนก็ไม่รู้..!

    เพราะฉะนั้น..
    สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสจึงเป็นความจริงแท้ที่เถียงไม่ได้ ถ้าหากว่าเถียงได้ คัดค้านได้ ไม่ใช่หลักธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสเรียกว่าสัจธรรม คือหลักธรรมที่เป็นจริงแท้ ใครก็แก้ไขไม่ได้ พระองค์บอกว่า

    สัพเพ สังขารา อนิจจา สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแต่ไม่เที่ยง ลองหาที่เที่ยงมาให้ดูหน่อยสิ..!

    สัพเพ สังขารา ทุกขา สรรพสิ่งล้วนแต่เป็นทุกข์ ลองหาที่ไม่ทุกข์มาให้ดูหน่อยสิว่ามีไหม ?

    สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลายไม่มีอะไรเป็นตัวตนให้ยึดมั่นถือมั่นได้
     
  9. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    เพราะฉะนั้น..พวกเราก็ต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้สักแต่ว่าให้เราอยู่ สักแต่ว่าให้เราอาศัยเพื่อสั่งสมบุญกุศล ตลอดจนกระทั่งสั่งสม ศีล สมาธิ ปัญญา จนกว่าจะเพียงพอ แล้วก็หลุดพ้นไปพระนิพพาน ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ไม่มีสักนาทีเดียวที่มีความสุข สิ่งที่เรารู้สึกว่ามีความสุขก็คือความทุกข์ที่น้อยลง เพราะอารมณ์ใจเปลี่ยนเท่านั้นเอง

    แต่จริง ๆ ของเราก็ยัง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์โศกร่ำไร พลัดพรากจากของรักของชอบใจ ปรารถนาไม่สมหวัง กระทบกระทั่งอารมณ์ไม่ชอบใจ สารพัดจะทุกข์อยู่ทุกวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย เอาแค่ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ ก็บ้าแล้ว วันหนึ่งตั้ง ๓ - ๔ รอบ ไม่ทำได้ไหม ? ดูท่าจะไม่ได้นะ สัก ๒ วันเราเองก็เบื่อตัวเองแย่แล้ว อย่าว่าแต่คนอื่น..!
     
  10. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    หมอบอกอาตมภาพว่า "อายุมากแล้ว เวลาลุกให้เอามือค้ำพื้นก่อน" แต่ก็ลืมทุกที เพราะยังไม่รู้สึกว่าต้องใช้มือช่วย ต้องระดับคุณยายวิสาขา นั่นอายุ ๑๒๐ ปีแล้ว ค่อยเอามือค้ำพื้นตอนลุก บางทีก็คิดว่าไม่ไปหาหมอเสียยังดีกว่า ไปทีก็ได้โรคมาอย่างหนึ่ง ตอนไม่ไปหาหมอไม่เห็นเป็นอะไรเลย..!

    เขาว่าคนหนุ่มคนสาวทำอะไรว่องไว โน่น..คนหนุ่มอายุ ๘๖ ปีแล้วนะ มาก่อนเพื่อนเลย..! หลวงตาอ่อง (พระอ่อง ทีฆายุโก) มานั่งคอยทำวัตรในศาลาอยู่รูปเดียว

    ช่วงนี้มัวแต่วุ่นวายอยู่กับสารพัดบัญชีที่จะต้องส่งในช่วงเข้าพรรษา มีบัญชีพระภิกษุสามเณรจำพรรษา บัญชีพระภิกษุสามเณรขอสอบนักธรรม ต้องแยกชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก บัญชีสัทธิวิหาริก คือพระภิกษุสามเณรที่เราบวชให้ แล้วไหนจะบัญชีรับจ่ายแต่ละเดือนอีก ซึ่งเขาไม่ให้ส่งฉบับเดียว จะมีส่งบัญชีรับจ่ายรายวัน บัญชีรายรับเดือนนั้น บัญชีเงินคงเหลือในธนาคาร จะวุ่นวายกับชีวิตอะไรมากมายขนาดนั้น ? ถ้าว่างมากก็มานั่งทำให้พระสิวะ ไม่ใช่ถึงเวลาก็มาสั่งให้พระทำ..!

    จะว่าไปแล้วพระผู้ใหญ่ของเราท่านรักษาตัวเอง ก็คือไม่กล้าปะทะกับใคร ไม่กล้าออกความเห็น กลัวว่าถ้าพลาดแล้วจะเสียหาย คนที่กลัวว่าทำงานพลาดแล้วจะเสียหาย มักจะไม่ค่อยกล้าทำอะไร จนกลายเป็นว่าฆราวาสมาเป็นนายพระ ยิ่งปัจจุบันนี้มีคณะกรรมการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เห็นจะปกป้องคุ้มครองตรงไหน ? นอกจากสั่งให้พระทำงาน แล้วคณะกรรมการก็เป็นฆราวาสล้วน ๆ
     
  11. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ไปนึกถึงคำทำนายโบราณที่ว่า ยุคสมัยนี้ "กระเบื้องก็จะเฟื่องฟูลอย ส่วนน้ำเต้าใบน้อยจะถอยจม" กระเบื้องหนักใช่ไหม ? แทนที่จะจมกลับลอย ส่วนน้ำเต้าเบาเพราะว่าข้างในกลวง แทนที่จะลอยกลับจม ก็คือทุกอย่างตรงกันข้ามกันไปหมด แต่กลับไม่มีใครกล้าทักท้วง เห็น ๆ อยู่ว่าบุคคลนั้นโกง บุคคลนี้กิน แต่ไม่มีใครกล้าพูด..!

    ถ้าไม่กล้าพูดกรุณาอย่าบ่น บ่นไปมีแต่จะพาคนข้าง ๆ เครียดไปด้วย ส่วนอาตมภาพพูดจนคนเขาเหม็นขี้หน้ากันหมดแล้ว คือคนเราถ้าไม่หวังลาภยศ ไม่หวังตำแหน่ง ไม่ว่าอะไรก็กล้าทำ

    โดยเฉพาะเราบวชมา สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งก็คือ ความถูกต้องของพระธรรมวินัย ซึ่งในปัจจุบันนี้ผิดเพี้ยนไปเยอะ อย่างเช่นว่าพระเราละเมิดศีลต้องอาบัติ ก็คือศีลขาดเดี๋ยวนั้น ถ้าสมมติว่าตั้งใจเบียดบังข้าวของเงินทองเกิน ๑ บาทมาเป็นของตน ก็ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปเลย

    แต่สมัยนี้เขาไม่ยอม เขาต้องรอศาลตัดสินก่อน คือจากที่ทำปุ๊บขาดปั๊บ เดี๋ยวนี้รอศาลตัดสินก่อน ถ้าศาลชั้นต้นตัดสินกูก็อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตัดสินกูก็ฎีกา ศาลฎีกาตัดสินก็อาจจะฟ้องศาลปกครองต่อ กลายเป็นหลงประเด็นกันไปใหญ่

    เรื่องของพระเรานั้น ปกครองกันด้วยพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมืองเราก็คล้อยตามไปแค่ส่วนที่ไม่ฝืนกับพระธรรมวินัยเท่านั้น

    อย่างปัจจุบันนี้ถ้าหากว่าพระภิกษุโดนสั่งจำคุก ก็ต้องสละสมณเพศ ก็คือสึกเลย ซึ่งค้านกับพระธรรมวินัย เพราะว่าตามพระธรรมวินัย บุคคลที่จะสึกต้องเอ่ยปากบอกกับบุคคลที่รู้เดียงสา ก็คือคนที่เข้าใจว่าเราบอกอะไร

    แต่ปัจจุบันนี้ถ้าหากว่าศาลมีคำสั่งให้จำคุก อยู่ในระหว่างสู้คดี ยังไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ต้องสละสมณเพศแล้ว..!? เรื่องพวกนี้ก็ไม่รู้ว่ามหาเถรสมาคมเขาปล่อยให้หลุดออกมาได้อย่างไร ? ไม่ใช่ไม่มีคนรู้ คนรู้มีมากแต่ไม่กล้าพูด จนกลายเป็นว่าทุกวันนี้ฆราวาสเป็นใหญ่กว่าพระ..!
     
  12. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เขาตั้งมาเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ ปัจจุบันนี้ตั้งมาเพื่อใช้งานคณะสงฆ์ แค่เสียกระดาษกับหมึกพิมพ์แผ่นเดียว สั่งให้พระทั้งประเทศทำงาน..! เป็นเรื่องอะไรที่ต้องบอกว่าน่าสลดใจ

    แต่ก็สำคัญที่พวกเราเอง ถ้าตั้งใจทำให้ดี คุณงามความดีที่เราทำก็จะคุ้มครองรักษาเราเอง ไม่อย่างนั้นแล้วก็มีแต่จะซ้ำหนัก ต้องไปนึกถึงบาลีที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มือที่ไม่มีบาดแผล ย่อมสามารถจับยาพิษได้ โดยไม่มีอันตราย"

    แต่ปัจจุบันนี้มือเป็นแผลกันแทบทั้งนั้น แล้วแผลก็หลายแผลด้วย จึงไม่มีใครที่จะกล้าออกมา เพราะกลัวว่าคนอื่นเขาเปิดแผลตัวเองบ้าง จึงบรรลัยกันไปใหญ่..!

    ปกติแล้วพระพุทธศาสนาของเรา พระพุทธเจ้าฝากไว้กับพุทธบริษัททั้งสี่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปัจจุบันนี้ภิกษุณีไม่มีแล้ว ที่มีอยู่ก็เป็นภิกษุณีของฝ่ายมหายาน ซึ่งถ้าสืบสาวราวเรื่องขึ้นไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเองเป็นภิกษุณีโดยถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือเปล่า ?

    อุบาสกอุบาสิกาแทนที่จะช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา กูก็ไปเชื่อมจิตบ้าง กูก็ไปตื่นธรรมบ้าง แทนที่จะช่วยปกป้องพระพุทธศาสนา กูก็ด่าพระแทน อุบาสิกายิ่งแล้วใหญ่บอกว่า "สวดศพผิดประเพณี ไม่มีในพระพุทธศาสนา คนทำตกนรก คนตายไม่ได้บุญ" แล้วก็สอนลูกศิษย์ออกมาได้เหมือนกันนะ..!?
     
  13. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ทุกคนก็ล้วนแต่อยากได้หลักธรรมบริสุทธิ์ แต่หลักธรรมบริสุทธิ์นั้นเข้าถึงยาก โบราณาจารย์ท่านจึงได้เอาไปฝากไว้ในพิธีกรรมบ้าง ในประเพณีบ้าง ในวัตถุมงคลบ้าง เพื่อให้เราระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยได้ พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนอย่างกับเอายาเคลือบด้วยน้ำตาล จากที่ไม่อยากกินเพราะยาขมปี๋ ถ้าอย่างน้อยหวานหน่อยก็ยังยอมกิน

    แต่ปัจจุบันนี้พวกแสนรู้ก็บอก ไอ้โน่นก็ผิด ไอ้นี่ก็ตกนรก ไม่มีในพระไตรปิฎก ส่วนที่มีในพระไตรปิฎกก็ดันไม่เชื่อกันอีก บอกว่าพระไตรปิฎกเป็นคนรุ่นหลังแต่งขึ้นมา ทะลึ่งอ้างว่าไม่มีในพระไตรปิฎก แต่กูก็ไม่เชื่อพระไตรปิฎก ช่างย้อนแย้งกันเองอยู่ในตัว..!

    พระพุทธเจ้าของเราเมื่อตรัสรู้แล้ว พญามารนิมนต์ให้ปรินิพพาน ในเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็รีบ ๆ ตายเถิด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า "ถ้าตราบใดที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่สามารถศึกษาพระธรรมวินัยได้ลึกซึ้ง สามารถแก้ปรัปวาทที่บุคคลอื่นกล่าวตู่พระพุทธศาสนา พระองค์ท่านก็จะไม่ปรินิพพาน"

    พอมาในปัจจุบันปรากฏว่า พระพุทธศาสนาของเราในปัจจุบัน เหมือนอย่างกับเหลือแต่ภิกษุเท่านั้น เพราะว่าภิกษุณีไม่มี อุบาสก อุบาสิกา ก็มีหน้าที่เผาพระพุทธศาสนา เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับพระ เกี่ยวกับเจ้า จะถูกจะผิดไม่รู้ กูด่าเอาไว้ก่อน..!

    ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าหากว่าพระพุทธศาสนาของเราเหมือนรถยนต์ พุทธบริษัททั้งสี่ก็เหมือนกับล้อรถ ตอนนี้ล้อหายไป ๓ ข้าง ข้างที่เหลืออยู่ก็พิกลพิการ ดูแล้วก็เห็นอนาคตว่ารอดยาก..!
     
  14. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ในอดีตพระพุทธศาสนาสูญไปจากอินเดีย ก็เพราะว่าพระเราจำกัดด้วยที่อยู่ ก็คืออยู่รวมกันในวัดวาอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลามีศัตรูมารุกราน กวาดทีเดียวก็หมดวัด..! อย่างที่นาลันทา กองทัพมุสลิมเข่นฆ่าพระไปหลายหมื่นรูป เผาหอสมุดมหาวิทยาลัยนาลันทาอยู่เป็นเดือน ความรู้ที่จารึกไว้มากมายมหาศาลสาบสูญไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ?!!

    แล้วศาสนาอื่นล่ะ ? อย่างศาสนาพราหมณ์ก็โดนทำลายไปพร้อมกัน แต่ทันทีที่มุสลิมผ่านไป ศาสนาพราหมณ์ฟื้นขึ้นมาได้ แต่ศาสนาพุทธฟื้นไม่ได้ เพราะว่าไม่ว่าจะพราหมณ์หรือมุสลิม ผู้เผยแผ่ศาสนาคือบุคคลในบ้าน พราหมณ์ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว โต๊ะอิหม่ามที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ส่วนพระพุทธศาสนาของเราแยกออกไปอยู่เป็นกลุ่มก้อน เขาจะทำลายเมื่อไรก็ได้ เพราะว่าอยู่ในที่เดียวกัน

    แล้วในปัจจุบันนี้พระเรายิ่งโดนจำกัดด้วยที่อยู่หนักขึ้น เพราะว่าสถานที่จะสร้างวัดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่สถานที่เหมาะสมก็กลายเป็นอุทยานบ้าง เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบ้าง ต่อให้พระอยู่มาก่อน เมื่อเขาประกาศทับที่ไป พระก็ต้องโดนไล่ออกมา..!

    คราวนี้เพราะเราไม่มีปากไม่มีเสียง วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ของหลวงตาสิ้นคิด ได้รับอนุญาตให้อยู่ในบริเวณนั้นเพื่อช่วยกันปลูกป่า แต่พอปลูกขึ้นมาเรียบร้อย เขาก็มาบีบให้พระออกจากพื้นที่ หรือวัดร่มโพธิธรรมที่กองปราบต้องสนธิกำลังเข้าไปขับไล่พระออก เพราะศาลตัดสินแล้วว่าผิด เราไม่ได้กล่าวถึงตรงจุดนั้นว่าผิดหรือไม่ผิดอย่างไร แต่ส่วนที่กล่าวถึงก็คือการปฏิบัติที่เป็นสองมาตรฐาน

    เราจะเห็นว่ามัสยิดสร้างอยู่บนเขาใหญ่ ไม่เห็นมีใครไปไล่ออก ทั้ง ๆ นั่นเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสำคัญมากชนิดที่ว่าใครก็ห้ามบุกรุกเด็ดขาด..!
     
  15. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องของพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องที่พวกเราต้องตระหนักว่ามีภัยมารอบด้าน ทำอย่างไรที่เราจะศึกษาให้รู้ลึกรู้จริง ? ถึงเวลาเกิดความเลื่อมใส สามารถมอบกายถวายชีวิตให้ได้ เพื่อช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ถ้าเรายังไม่ตระหนัก คาดว่าอีกไม่นาน ก็จะไม่มีแผ่นดินอยู่กันไปตาม ๆ กัน..!

    แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเป็นองค์อุปถัมภ์ แต่ว่าของบางอย่างที่เป็นพระราชอำนาจก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน อย่างชนิดที่ไม่ได้คิดกันเลยว่า สิ่งที่ตนเองทำนั้นจะเป็นการล่วงพระราชอำนาจหรือเปล่า ? อย่างเช่น ตั้งเปรียญธรรม ๙ ประโยคเป็นพระครู หรือไม่ก็ลดสมณศักดิ์เจ้าคุณชั้นราชลงมาเป็นพระครู เพราะว่าสมณศักดิ์นั้นขึ้นอยู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าจะพิจารณาโปรดเกล้าอย่างไร ?

    แล้วก็มีพวกปากหอยปากปูที่ว่าไปเรื่อย ใช่หรือไม่ใช่ขอให้ได้พูดไว้ก่อน สมัยอาตมภาพเด็ก ๆ เขาว่า "พวกสักแต่ผีเจาะปากมาให้พูด" ก็คือพอมีปาก กูก็พูดไปเรื่อย..!

    บ้านเราเมืองเราก็เลยกลายเป็นว่า ทุกวันนี้ที่เดือดร้อนวุ่นวาย ก็เพราะการแสดงความคิดเห็นอย่างชนิดไม่มีขอบเขตที่เหมาะสม ลองไปประเทศจีนและวิจารณ์รัฐบาลจีนดูสิ ไม่เกิน ๑๕ นาทีตำรวจมาถึงบ้าน บ้านเขาต้องเด็ดขาดเพราะมีประชากรเป็นพันล้านคน ส่วนของเราเคยชิน จนกระทั่งอะไรสมควรไม่สมควรก็ไม่พินิจพิจารณา เรื่องที่ไม่สมควรพูดก็พูด เรื่องที่ไม่สมควรทำก็ทำ

    แสดงให้เห็นว่าประชากรของเรานั้น ขาดหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสัปปุริสธรรม ๗ ประการ ไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล ไม่รู้ตน ไม่รู้กาล ไม่รู้ประมาณ ไม่รู้บุคคล ไม่รู้ชุมชน ไม่รู้สักอย่างเดียว..! กูอยากจะทำกูก็ทำ อยากจะพูดกูก็พูด กาลเทศะไม่ต้องพูดถึง บ่นไปก็เครียด ปฏิบัติธรรมกันดีกว่า..!
     
  16. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙​


    คนช้าก็ยังช้าตามเคย เรื่องพวกนี้ว่ากันไม่ได้จริง ๆ เนื่องเพราะว่าความพร้อมเกิดจากบารมีที่สั่งสมมา ถ้าหากว่าบารมีเพียงพอ ทุกอย่างก็จะรวดเร็ว มีแต่ก่อน ไม่มีหลัง เป็นอะไรที่พวกเราพึงสังวรณ์เอาไว้ว่า ถ้ายังต้องรอคนโน้น ยังต้องห่วงคนนี้อยู่ เขาเรียกง่าย ๆ ว่า "เอาตัวยังไม่รอด" แล้วจะไปห่วงใคร..!?

    ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ต้องยอม แต่พวกเรามักจะรักชีวิตมากกว่า กลัวว่าจะทำความดีมากเกินไป เราเป็นบุคคลที่ไม่โลภ ถ้ารีบมาก่อนเวลา ทำความดีมากเกินไป เขาถือว่าโลภ..ใช่ไหม ? ฟังแล้ว "น้ำตาจิไหล"..!

    เขามีแต่แย่งชิงกันทำความดี เนื่องเพราะว่าการทำคุณงามความดีนั้น ถ้าเอาแค่เบื้องต้นก็คือพวกเราไปสุคติ แบบมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ที่ไม่เคยทำความดีอะไรเลย นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอนุสติ ก็นึกถึงในลักษณะอยากให้พระพุทธเจ้ามาช่วยตัวเองที่ป่วยอยู่ แต่ก็ถือว่าเป็นพุทธานุสติ ตายตอนนั้นไปเกิดเป็นเทวดา มีวิมานทองคำทั้งหลัง ค้ากำไรเกินควรนะนี่..!

    ดังนั้น..ในเรื่องของความเป็นทิพย์ การตอบแทนของผลบุญนั้น บางทีก็มากจนเรานึกไม่ถึง เพียงแต่ว่าถ้าเราทำบุญโดยหวังแค่นั้น ก็ถือว่าความตั้งใจเราน้อยไป เนื่องเพราะว่าการทำคุณงามความดีทุกอย่าง มาถึงระดับพวกเราแล้ว ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อความหลุดพ้น ถ้ายังหลุดไม่ได้ ก็ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ ชาติต่อไปจะได้เหลือภาระให้น้อยที่สุด..!
     
  17. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากเราสร้างเหตุ ผลถึงจะเกิด ในเมื่อพวกเราสร้างเหตุกระพร่องกระแพร่ง มาบ้างไม่มาบ้าง มาแล้วก็ออกไปรับโทรศัพท์บ้าง ไปเข้าห้องน้ำบ้าง ผลที่เราจะได้รับก็กระพร่องกระแพร่งพอกัน ดีไม่ดีถ้ามีแรงกรรมมาแทรกตอนนั้นก็เรียบร้อย แทนที่จะไปสุคติก็อาจจะลงอบายภูมิไปเลย..!

    มีตัวอย่างหลายต่อหลายรายของคนตาย ที่เขาฟื้นแล้วมาเล่าให้ฟัง รายหนึ่งบอกว่า กำลัง "พุทโธ พุทโธ" ตามแบบของคนโบราณ ที่เขามีการบอกทางกับคนใกล้ตายว่า "ให้ภาวนาอะระหัง หรือพุทโธเอาไว้" เขาบอกว่ากำลัง พุทโธ พุทโธ จิตจะทรงตัว มีเสียงเหมือนใครฟาดข้างฝาปังใหญ่..! ตกใจ..หลุดจากการภาวนา จิตหลุดจากตัวตอนนั้นพอดี โน่น..มีตำหนักพระยายมเป็นที่ไป..!

    ก็คือแทนที่จะหลุดไปโดยการภาวนา ซึ่งอาจจะได้เกิดเป็นพรหม หรือภาวนาแล้วหลุดจากการภาวนาแล้วตาย อย่างน้อยก็เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช แต่อันนี้ต้องลงไปที่ตำหนักพระยายม ไปรอการตัดสินที่นั่น

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าพวกเราอ่านพระไตรปิฎกจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า "อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง ?" พระอานนท์ทูลตอบว่า "ประมาณวันละ ๗ ครั้งพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ยังห่างไกลนักอานนท์ ตถาคตเองระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"

    พวกเราอาจจะคิดว่า "เวอร์" เกินไป ใครจะไปนึกได้ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องทำมาหากินอย่างอื่นพอดี แต่ถ้าหากว่าท่านสามารถที่จะทรงสมาธิได้ กำลังทรงตัวแค่ปฐมฌานละเอียดเท่านั้น เราจะรู้ลมหายใจและการภาวนาเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับก็เป็นเอง ถึงตอนนั้นเราก็แค่เอามรณานุสติใส่เข้าไปเท่านั้น ก็สามารถระลึกถึงความตายได้ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว
     
  18. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    พวกเราส่วนใหญ่เลื่อมใสศรัทธาครูบาอาจารย์ท่านนั้นท่านนี้ เพราะท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แต่เรามักจะไปดูตรงปลายเหตุ ก็คือตอนที่ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ท่านล้มลุกคลุกคลานมาแบบไหน เราไม่ได้คิดถึง

    อยากจะบอกว่าครูบาอาจารย์ทุกรูปทุกท่านเหมือนกันหมด ก็คือกว่าจะมาเป็นครูบาอาจารย์ได้ ก็รบกับกิเลสชนิดแผลทั้งตัว เพียงแต่ว่าท่านไม่ท้อ ต่อให้ท้อก็ไม่ถอย

    แล้วก็อย่าไปใช้คำพูดของครูบาอาจารย์แบบหลับหูหลับตา กระผม/อาตมภาพใช้มาแล้ว ท่านบอกว่า "สู้แค่ตายลูก" ลองสู้ดูแล้วตายฟรีทุกครั้งเลย..! เนื่องเพราะว่าเราสู้แบบโง่ ๆ ไม่รู้จักพลิกแพลงให้เหมาะสมกับตนเอง

    ในการปฏิบัติธรรมครูบาอาจารย์เป็นเพียงต้นแบบ เราเองถ้าเลียนแบบปฏิปทาของท่านแต่ไม่ได้อย่างท่าน แปลว่ามีบางอย่างที่ไม่เหมาะกับเรา เราก็ต้องพลิกแพลงให้เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ใช่หลับหูหลับตาสู้ไป ถ้าลักษณะอย่างนั้น สู้แค่ตายก็ได้ตายจริง ๆ ตายฟรีอีกต่างหาก..!

    กระผม/อาตมภาพโดนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เอาแค่เรื่องของกามราคะ ด้วยความที่ว่าปฏิบัติธรรมตั้งแต่วัยรุ่น วัยนี้เรียกว่าวัยเจริญพันธุ์ ครูบาอาจารย์ที่สอนสุขศึกษาสมัยมัธยม ชื่อครูปราโมทย์ คำสุจริต ท่านบอกว่าอายุระหว่าง ๑๖ - ๒๕ ปี เขาเรียกว่า "วัยฉะกัน" (ออกเสียงคำว่าวัยฉกรรจ์แบบเน้นประวิสรรชนีย์เต็มเสียง)

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะต้องมีในเรื่องของกามราคะเป็นปกติ ตำราและครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่าให้สู้ด้วยกายคตาสติและอสุภกรรมฐาน เหลือเชื่อจริง ๆ ว่าสู้ขนาดนั้นแล้วสู้ไม่ได้
     
  19. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    สมัยนั้นร้อยตำรวจเอกสุรินทร์ หลากสุขถม ที่พวกกระผม/อาตมภาพเรียกท่านว่าพี่สุรินทร์ ท่านเป็นลูกชายของป้ากิมกีกับลุงโต๋ หลากสุขถม ซึ่งเป็นช่างที่ช่วยสร้างวัดท่าซุงยุคแรก ๆ มาตอนหลังป้ากิมกีได้รับอนุญาตให้เปิดร้านขายข้าวแกงอยู่ในวัด ทางด้านโบสถ์เก่า พี่สุรินทร์ปฏิบัติหน้าที่อยู่กองนิติเวช กรมตำรวจ งานหลัก ๆ เลยก็คือผ่าศพพิสูจน์การตาย

    คราวนี้พี่สุรินทร์ก็รู้ว่าพวกเราทุกคนเป็นคนหนุ่ม เรื่องนี้ไปไม่รอดหรอก เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าใครอยากจะพิจารณาอสุภกรรมฐาน ให้โทรบอกพี่สุรินทร์ไว้ ถ้ามีศพเข้ามา พี่สุรินทร์ก็จะโทรกลับ บอกเวรที่ศาลานวราชบพิตร "หลวงพี่ท่านนั้นหลวงพี่ท่านนี้ฝากผมไว้ว่าจะมาดูอสุภกรรมฐาน ให้รีบบอกท่านด้วยว่าศพเข้าแล้ว"

    พวกเราก็นั่งรถบึ่งไป สมัยนั้นยังเป็นหมอชิตเก่าอยู่ ลงรถได้ก็จับแท็กซี่ไปกองนิติเวช กรมตำรวจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลตำรวจ ตอนนั้นอยู่ที่ปทุมวัน ไปดูการผ่าศพ เจ้าประคุณเอ๋ย..ทันทีที่เปิดประตูห้อง รู้เลยว่านี่กลิ่นคนตาย บอกไม่ถูกแต่รู้เลยว่านี่กลิ่นคนตาย คือเป็นทั้งกลิ่นศพใกล้เน่า เป็นทั้งกลิ่นคาวเลือด เป็นทั้งอะไร ยิ่งศพไหนโดนรถบี้มาเละ ๆ นี่ อื้อหือ..กลิ่นพร้อมสีพร้อม พวกใจคอไม่ค่อยเข้มแข็งก็อ้วกแตกตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป การดูศพได้ผลดีมาก กามราคะสงบเงียบ

    สามวันห้าวันกามราคะฟื้นใหม่ ไปดูใหม่ ก็เหมือนเดิมอีก พอดูหลาย ๆ ครั้งเข้าก็ตายด้าน แทนที่จะดูที่เขาผ่าก็ไม่ดูที่เขาผ่าแล้ว เพราะว่าศพบางศพผู้หญิงเขาสวยมาก กูก็เลือกดูตรงที่ยังดี ๆ อยู่ จิตคนนี่ด้านขนาดนั้นเลยนะ..! แล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อกายคตาสติและอสุภกรรมฐานสู้ไม่ได้เลย..? ครูบาอาจารย์บอกว่า "สู้แค่ตาย" แต่กูสู้ต่อไปกูก็ตายอยู่ฝ่ายเดียว..!
     
  20. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,226
    ค่าพลัง:
    +26,999
    ปรากฏว่างวดนั้นได้รับกิจนิมนต์จากญาติโยม พอดีเหลือเกิน พอไปลาหลวงพ่อว่า "จะขออนุญาตไปกิจนิมนต์บ้านโยม" หลวงพ่อท่านบอกว่า "เหรอ นึกว่าเอ็งจะไปแต่งงาน" สะดุ้งเฮือก..ท่านเตือน..! เพราะว่าโยมบ้านนั้นมีลูกสาวสวย ๆ อยู่สองคน

    แล้วก็พอดีเหลือเกินว่ากำลังเรียนนักธรรมชั้นโท ซึ่งวัดท่าซุงไม่ได้เปิดสำนักเรียน ใครอยากเรียนให้อ่านหนังสือเอง แล้วก็ไปลงชื่อสอบร่วมกับสำนักจังหวัด ระหว่างอ่านหนังสือก็เจอ พระเจ้าอุเทนถามพระรัฐบาลเถระ พระเจ้าอุเทนครองกรุงโกสัมพี พระรัฐบาลเถระเคยเป็นเพื่อนกับท่าน เป็นลูกมหาเศรษฐีที่หนีออกบวชด้วยศรัทธา ในเมื่อเพื่อนมา ก็นิมนต์เข้าไปพักในพระราชอุทยาน หาที่พัก หาอาหารให้ แล้วก็สนทนาธรรมด้วย

    พระเจ้าอุเทนถามพระรัฐบาลเถระว่า "ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นคนหนุ่ม ย่อมมากด้วยกามราคะ เหตุใดจึงทรงพรหมจรรย์อยู่ได้ ?"
    พระรัฐบาลเถระตอบว่า "ดูก่อนมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เมื่อพบเจอมาตุคาม" ก็คือผู้หญิง มาตุคามแปลว่าแม่บ้าน ก็จักกำหนดใจว่า

    "มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งมารดา..ก็ตั้งไว้ในที่แห่งมารดา
    มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งพี่สาว..ก็ตั้งไว้ในที่แห่งพี่สาว
    มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งน้องสาว..ก็ตั้งไว้ในที่แห่งน้องสาว
    มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งลูกสาว..ก็ตั้งไว้ในที่แห่งลูกสาว
    ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาดังนี้ จึงทรงพรหมจรรย์อยู่ได้"
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...