เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 2 สิงหาคม 2026 at 19:37.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ จะว่าไปแล้ว จากที่ไม่มีงานก็กลายเป็นมีงานเพิ่มขึ้นมา ก็คือ การเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ของสำนักศาสนศึกษาวัดท่าขนุน ซึ่งตอนนี้ทางด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ขอให้รัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแลออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนงานใหม่

    แต่ว่าการแบ่งส่วนงานใหม่นั้น ระบุในหน่วยงานอย่างเช่นกองพุทธศาสนศึกษา จากที่ "คอยประสานงาน ช่วยเหลือ" เปลี่ยนข้อความเป็น "ควบคุม ดูแล" ซึ่งตรงนี้ความหมายนั้นผิดไปคนละโยชน์ ก็คือถ้าหากว่าประสานงานและช่วยเหลือ ก็อยู่ในฐานะของผู้ช่วย แต่ถ้าหากว่าควบคุมดูแลก็คือฐานะของเจ้านาย ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะว่ากันให้ชัด ๆ ก็คงสร้างความปวดหัวให้กับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างหนัก เนื่องเพราะว่าลูกน้องอาจจะไม่รอบคอบ หรือไม่ก็ตั้งใจวางยา..!

    เนื่องเพราะว่าเรื่องของการศึกษานั้น ทางคณะสงฆ์มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาพระปริยัติธรรม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ออกมาแล้ว ซึ่งในส่วนนี้มีทั้งระบุถึงตำแหน่งหน้าที่ ตลอดจนกระทั่งส่วนงาน และที่สำคัญคืองบประมาณ ในเมื่อทำงานไม่รอบคอบก็ต้องปวดหัวเอง เพราะเวลาเขาสอบถามต้องบอกให้ถูก แล้วถ้าเกิดมีพวกโง่แล้วขยัน ไปตีความเรื่องการ "ควบคุม ดูแล" ขึ้นมา ก็มีหวังได้ตีกันกระจายอีก..!

    แต่ว่าส่วนนี้ไม่ขอกล่าวถึง ส่วนที่ควรจะกล่าวถึงก็คือการศึกษาพระปริยัติธรรมของพวกเรากันเอง อย่างที่วันก่อนได้บอกกล่าวไปแล้วว่า ใช้การท่องหนังสือแทนคำภาวนา ไม่เช่นนั้นแล้วนอกจากเราจะท้อถอยในการศึกษาแล้ว ยังเสียการภาวนาไปด้วย

    เนื่องเพราะว่าการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยตั้งแต่โบราณนั้น ท่านศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระควบกันไป จนกระทั่งมาถึงยุคสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านได้แยกเอาพระปริยัติธรรมออกมาต่างหาก ซึ่งก็คือหลักสูตรนักธรรมบาลีต่าง ๆ ที่พวกเราเรียนกันอยู่ กลายเป็นว่าทอดทิ้งในส่วนของวิปัสสนาธุระ หรือการปฏิบัติธรรมไป
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    แต่คราวนี้ในช่วงแรกผลกระทบยังมีน้อย เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติ ต้องบอกว่ายังมีเต็มบ้านเต็มเมือง เราจะเห็นว่าในยุครัชกาลที่ ๕ ที่ ๖ นั้น ครูบาอาจารย์ระดับสุดยอดยังมีมาก เนื่องเพราะว่ารับช่วงการศึกษาทางด้านวิปัสสนาธุระมาจากครูบาอาจารย์ แล้วก็ยังสืบต่อมาได้อีกอย่างน้อย ๒ หรือ ๓ รุ่น แต่หลังจากนั้นแล้ว ความต่างอย่างปรากฏชัดก็คือ พระที่ท่านศึกษาพระปริยัติธรรมถนัดแต่ตำราอย่างเดียว แล้วหลายต่อหลายท่าน พอเรียนแล้วก็ทิ้ง ไม่มีการทบทวนความรู้ของตนเอง ก็ทำให้ยิ่งห่างไกลการปฏิบัติไปเรื่อย

    ถ้าถามว่าการเรียนพระปริยัติธรรมดีหรือไม่ ? จัดว่าเป็นความดีอย่างยิ่ง เนื่องเพราะว่าถ้าไม่มีปริยัติธรรม แนวปฏิบัติก็จะไม่ชัดเจน เมื่อปฏิบัติไปแล้ว ติดขัดตรงไหน อาจจะไม่มีตำราให้ทบทวน เพียงแต่ว่าการศึกษาควรที่จะศึกษาอยู่ในลักษณะอย่างแย่ที่สุด ก็ต้องศึกษาแบบ "ภัณฑาคาริกปริยัติ" ก็คือศึกษาแบบห้องสมุดเก็บความรู้ พร้อมที่จะถ่ายทอดต่อให้คนอื่นอยู่เสมอ ถ้าหากว่ายิ่งศึกษาแบบ "นิสสรณัตถปริยัติ" ก็คือศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นก็ยิ่งดีใหญ่ ไม่เช่นนั้นแล้ว อย่างในปัจจุบันของเรา การศึกษานั้นส่วนใหญ่แล้วศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตให้กับตนเอง

    เราจะเห็นว่าบรรดาผู้ที่นิยมบรรพชาอุปสมบทเข้ามาเพื่อศึกษาเล่าเรียน ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อแม่ไม่มีโอกาสที่จะส่งลูกให้เรียนไปสูงกว่านั้น ลูกก็ต้องขวนขวายหาการศึกษาเล่าเรียนเอง คราวนี้เมื่อเรียนมาแล้ว พอความรู้ได้ระดับที่ต้องการ อย่างเช่นว่าถ้าจบเปรียญธรรม ๓ ประโยค ก็มีสิทธิ์เรียนต่อปริญญาตรีได้ เพราะว่าวุฒิการศึกษาเขาเทียบให้เท่ากับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ ครั้นจบปริญญาแล้ว ก็สึกหาลาเพศไปทำการทำงาน

    ถึงอยู่ในลักษณะนี้ก็ตาม ยังถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยท่านทั้งหลายในระหว่างที่บวชอยู่ ก็ยังได้ศึกษาและขัดเกลาตนเอง ตามรูปแบบและข้อวัตรปฏิบัติของสำนักนั้น ๆ

    เพียงแต่ว่าบุคคลที่จะศึกษาและปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ก็จะลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ แล้วยิ่งครูบาอาจารย์ที่มีความสามารถมีน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่เร่งศึกษาแล้วปฏิบัติให้เกิดผล คราวนี้ผลร้ายของการเน้นปริยัติก็จะชัดเจนมาก เนื่องเพราะว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ พอมีความรู้ก็มักจะตีความเข้าข้างตนเอง แล้วก็ไปทำสิ่งที่ผิดธรรมผิดวินัย จนกระทั่งกลายเป็นตัวอย่างให้กับลูกศิษย์ของตนเอง จนเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาของเราอย่างถึงรากถึงโคน เนื่องเพราะว่าเกิดจากภายในของพระพุทธศาสนาของเราเอง
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    จึงเป็นเรื่องที่พวกเราท่านที่ศึกษาอยู่ ควรจะตระหนักและระมัดระวังให้มากเข้าไว้ เพราะว่าเรื่องพวกนี้กว่าเราจะรู้ว่าพลาด ก็มักไม่มีโอกาสแก้ตัวแล้ว ก็คือไปรู้เอาตอนตาย แต่พอตายแล้วโอกาสแก้ตัวก็ไม่มีแล้ว ถ้ามีความดีอยู่ก็รอดตัวไป ถ้าไม่มีความดีเลยก็ลงข้างล่างแน่นอน..!

    อีกส่วนหนึ่งคือวันนี้ กระผม/อาตมภาพไปร่วมงานศพของพระแขก ญาณวโร พระลูกวัดปากลำปิล็อก ซึ่งมรณภาพด้วยโรคชราอายุ ๘๐ พรรษา ๑๐ ก็แปลว่าบวชตอนแก่ แต่ว่าส่วนหนึ่งที่เห็นชัดที่สุดก็คือท่านตายสบาย นอนหลับไปเฉย ๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหาได้ยาก เพราะประการแรก ท่านอายุถึง ๘๐ ปี ประการที่สอง คือหลับไปเฉย ๆ กว่าญาติโยมจะรู้ก็แข็งไปหมดแล้ว..! เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่าแม้ความตายจะไม่มีนิมิตเครื่องหมาย พร้อมที่จะมาถึงพวกเราได้ทุกระดับอายุ แต่บุคคลที่สร้างปาณาติบาตมาน้อย มีเศษกรรมตามรังควานน้อย ก็เป็นผู้อายุยืน แม้เวลาตายก็สบาย

    อีกส่วนหนึ่งก็คือญาติโยมที่รู้จักเข้ามาทักทาย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แล้วก็ถามว่าทำไมท่านนั้นไม่มา ? ทำไมท่านนี้ไม่มา ? กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่บอกว่า ท่านน่าจะติดธุระอื่นที่สำคัญกว่า เนื่องเพราะว่าในงาน นอกจากกระผม/อาตมภาพแล้ว ก็มีหลวงพ่อพระครูสุจิณบุญกาญจน์ รองเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิซึ่งอยู่ในพื้นที่เอง แล้วก็ท่านพระครูกิตติกาญจนคุณ , ดร. เจ้าคณะตำบลปิล็อก นอกนั้นระดับเจ้าคณะปกครองไม่มีมา ถ้าท่านไม่ใช่ติดธุระสำคัญ ก็อาจจะเคยมาในงานสวดพระอภิธรรมแล้ว หรือถ้าคิดกันแบบแย่ ๆ ก็คือ "หลวงตาแขกเป็นแค่ลูกวัด ไม่มีความสำคัญพอที่จะไป..!"

    เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าถือตามโบราณก็ถือว่าทำผิด เพราะโบราณเขาถือว่า "ถ้าเจ็บเราเยี่ยมไข้ ถ้าตายเราเยี่ยมผี" พูดง่าย ๆ ก็คือจะเป็นใครก็ตาม เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยต้องการกำลังใจ ถ้ามีคนไปเยี่ยมยามถามไถ่ กำลังใจดีก็หายป่วยเร็วขึ้น ถ้าตายไปเยี่ยมผี ก็คือไปช่วยงานศพ อย่างน้อย ๆ ญาติโยมเขาเห็นก็ยังรู้สึกดี ว่าญาติพี่น้องของตนเองอย่างไรก็มีคุณงามความดี ผู้บังคับบัญชาเหนือตนถึงได้มาร่วมงาน แต่ก็สำคัญตรงที่ว่าอันดับแรกเลย เขาลำดับความสำคัญของเรื่องถูกต้องหรือไม่ ? อันดับที่สองก็คือ ติดงานอื่นที่สำคัญกว่าหรือไม่ ?

    คราวนี้พระเราส่วนใหญ่แล้วก็มักจะติดกิจนิมนต์ แต่ถ้าหากว่าอย่างกระผม/อาตมภาพ ก็ที่บางคนเขาพูดใส่หน้าว่า "หลวงพ่อเล็กรวยแล้ว ก็ทำได้สิ..!" ก็คือไม่เอากิจนิมนต์ แต่ไปเอางานส่วนรวมแทน นอกจากไม่ได้เงินแล้วยังไปเสียเงินช่วยงานเขาอีก จึงกลายเป็นเรื่องที่ว่า
    เราให้ความสำคัญกับส่วนรวมมากน้อยเท่าไร ? พวกเราก็ดูเอาไว้แล้วถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป ถ้าใครทำได้สม่ำเสมอ ก็จะเป็นที่รักที่เกรงใจของคนอื่นเขา ถ้าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็อาจจะมีการนินทาต่อท้ายมาได้เช่นกัน..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...