เรื่องเด่น เทศน์วันเข้าพรรษา วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 2 สิงหาคม 2026 at 17:06.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    เทศน์วันเข้าพรรษา
    วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

    https://youtube.com/live/1CBsetLHHUA?feature=share
    เทศน์เริ่มนาทีที่ ๕๔.๐๐

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    อิมสฺมิํ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมีติฯ

    ณ บัดนี้ อาตมภาพรับหน้าที่วิสัชนาในวัสสกถา ว่าด้วยเรื่องของวันเข้าพรรษา เพื่อประดับสติปัญญา เพิ่มพูนบารมี เสริมสร้างกุศลบุญราศี แก่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ซึ่งพร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเข้าพรรษา ณ วัดท่าขนุนแห่งนี้

    ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ในเบื้องต้นนั้นพระพุทธศาสนาของเราไม่มีการเข้าพรรษา เนื่องเพราะว่าในช่วงตั้งพระพุทธศาสนาใหม่ ๆ ยังมีนักบวช คือ พระภิกษุสงฆ์ อยู่น้อยมาก จนกระทั่งมาภายหลังเมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายมีมากขึ้น บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายซึ่งให้ความเคารพต่อพระภิกษุสงฆ์นั้น ถ้าถึงเวลาท่านมาถึงเรือนชานก็ต้องคอยต้อนรับ คอยจัดน้ำใช้น้ำฉัน..ตลอดจนภัตตาหารมาถวาย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    แล้ว..ตามวัฒนธรรมประเพณีของชมพูทวีป หรือ อินเดียในปัจจุบันนั้น 'การดูแลนักบวช' เขาเรียกว่า "อังคาสด้วยมือ" ก็คือ คอยที่จะหยิบจับอาหารส่งให้ตลอดเวลาจนกว่าจะมี "การห้ามภัต" ก็คือ บอกว่าเพียงพอต่อการขบฉันแล้ว เขาถึงจะหยุด

    ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าหากว่าท่านใดไปเป็นแขกอยู่ในบ้านของคนอินเดีย ก็จะเจออย่างกระผม/อาตมภาพเจอมา คือ ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้นเวลาเขาส่งอะไรมา ก็มักจะฉลองศรัทธาด้วยการฉันจนหมด อย่างเช่นว่า เทชานมมาให้ก็ยกซดทีเดียวหมดแก้ว พอวางแก้วลง เขาก็เทใหม่ให้เต็มแก้วอีก กว่าจะรู้ว่าเป็นแบบธรรมเนียมของเขา ก็เล่นเอาชานมลงไปเต็มท้องแล้ว แทบจะฉันอย่างอื่นไม่ได้..!

    แล้วอีกอย่างหนึ่ง คนไทยเราเคยชินกับการที่ประเคนภัตตาหารแก่พระแล้วก็จบกัน ที่เหลือก็คือพระนั้นไปจัดการกันเอง แต่ว่าคนอินเดียไม่ใช่เช่นนั้น เขาจะถือข้าวปลาอาหารอยู่ข้าง ๆ อะไรพร่องลงก็เติมให้ แล้ววัฒนธรรมอินเดียกับไทยก็ต่างกัน ก็คือ ของเราเองถ้า 'สั่นหัว' แปลว่า 'ไม่เอาแล้ว' แต่คนอินเดียถ้า 'สั่นหัว' แปลว่า 'เอาอีก' ดังนั้นถ้าเราอิ่มแทบจะล้นมาถึงคอหอยแล้วสั่นหัว แกก็ยิ่งเติมให้ใหญ่ ใครไปเจอที่อินเดียบ่อย ๆ ก็อาจจะปางตายเลยทีเดียว..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    ในเมื่อวัฒนธรรมต่างกันแบบนี้ ในช่วงฤดูฝนเป็นเวลาที่เขาต้องทำไร่ทำนา ทำมาหากินเพื่อที่จะเก็บเอาไว้กินทั้งปี ถ้ามัวแต่มาต้อนรับพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของเราแบบนี้ ก็เสียเวลาทำมาหากินมาก

    เนื่องเพราะว่าสมัยก่อนการจาริกไปนั้น ก็ไม่ได้นัดแนะกันไปเป็นจำนวนมาก หากแต่ว่าไปกันทีหนึ่งรูปเดียวบ้าง ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง แล้วก็กำหนดจดจำว่า บ้านนี้เป็นพุทธศาสนิกชน ถึงเวลาพระภิกษุสามเณรเข้าไปก็จะได้รับการอนุเคราะห์สงเคราะห์ ก็กลายเป็นว่าคณะที่ ๑ เข้าไปยังไม่ทันจะพ้นคณะที่ ๒ ก็เข้าไป คณะที่ ๒ เข้าไปเพิ่งจะออกมาคณะที่ ๓ ก็เข้าไปอีกแล้ว จึงทำให้เขาได้รับความเดือดร้อน องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงอนุโลมตามศาสนาอื่นที่ว่า ในช่วงของการเข้าพรรษานั้นจะมีการอยู่ประจำยังที่ใดที่หนึ่ง

    ซึ่งในพระพุทธศาสนาตอนแรกนั้นก็ไม่มีวัดวาอารามมากมาย เนื่องเพราะว่าในยุคนั้นสมัยนั้นก็มีพระเจ้าพิมพิสารสร้างวัดเวฬุวันให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา มีอนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างวัดเชตวันมหาวิหารไว้ที่เมืองสาวัตถี ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นคนละประเทศกัน แล้วตอนหลังนางวิสาขามหาอุบาสิกายังมาสร้างวัดบุพพารามเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ได้ไกลจากวัดเชตวันมหาวิหารมากนัก

    ในเมื่อที่พักก็มีน้อย พระภิกษุส่วนหนึ่งจึงต้องอาศัยถ้ำเป็นที่พักบ้าง อาศัยโคนไม้เป็นที่พักบ้าง อาศัยเรือนว่างเป็นที่พักบ้าง เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดว่า จะต้องมีการจำพรรษา จึงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายจำพรรษาด้วยการอยู่ที่โคนไม้บ้าง โพรงไม้บ้าง ในถ้ำบ้าง เรือนว่างบ้าง หรือในป่าช้าบ้าง

    บางทีบางขณะมีญาติโยมที่เป็นพุทธศาสนิกชนไปค้าขายต่างบ้านต่างเมือง นิมนต์พระติดกองเกวียนไปด้วย เพื่อตนเองจะได้มีที่ให้ทำบุญทุกวัน ก็นิมนต์พระไปจำพรรษาอยู่ในกองเกวียนด้วย พูดง่าย ๆ ว่า เกวียนนั้นไปถึงไหน ก็คือ ที่จำพรรษาของพระเรา
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    การจำพรรษานั้น..จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งสองฝ่าย ก็คือ พระภิกษุสงฆ์ของเราก็จะได้อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ได้ประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม ซึ่งวัตรปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ก็เป็นหน้าที่ของลูกศิษย์ที่จะต้องทำอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาศึกษาเล่าเรียนต่าง ๆ ติดขัดตรงไหนก็จะได้สอบถามพระอุปัชฌาย์อาจารย์ เพื่อทบทวนความรู้ให้แน่นแฟ้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป

    ส่วนญาติโยมทั้งหลาย สมัยก่อนต้องรอจนกระทั่งมีพระผ่านมา แล้วถึงจะได้นิมนต์พระมาทำบุญ ตอนนี้ก็จะรู้ว่าในช่วงพรรษานี้ ๓ เดือนอย่างน้อย พระท่านจะอยู่ประจำที่ไหน ถึงเวลาต้องการจะทำบุญทำกุศล ถ้าไม่จัดภัตตาหารและสิ่งของไปถวายถึงที่อยู่ ก็จะได้นิมนต์ไปรับภัตตาหารและสิ่งของที่เรือนชานบ้านช่องของตนเอง

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้อำนวยความสะดวกแก่ทั้งสองฝ่าย การจำพรรษาจึงกลายเป็นเรื่องดี พระเราไม่ต้องจาริกไปในช่วงหน้าฝน ซึ่งถนนหนทางเฉอะแฉะยากแก่การเดินทาง การเปียกฝนยังทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย ส่วนญาติโยมทั้งหลายก็มีเวลาทำมาหากินอย่างเต็มที่ เมื่อละจากการทำมาหากินแล้วก็จะมาทำบุญกัน
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    ญาติโยมจะเห็นว่า ในบ้านของเรานั้น..ถ้าหากว่าเราเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็มักจะให้ลูกชายไปบวช ซึ่งเรื่องพวกนี้ถ้าใครทันรุ่นเก่า ๆ ก็จะเห็นว่า เมื่อว่างจากหน้านา หน้าหว่าน หน้าไถ ก็มักจะนิยมให้ลูกชายไปบวชเพื่อขัดเกลาตนเอง แล้วถ้าหากว่าใครมีศรัทธามาก ก็ให้ลูกชายบวชในช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นการเอาพรรษา ก็คือ บวชอย่างน้อย ๓ เดือน

    ดังนั้น..วัฒนธรรมประเพณีของบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่ก็ผูกพันอยู่กับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ต้น เมื่อพระท่านจำพรรษาอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็จะมีการอธิษฐานแต่ต้นว่า "อิมสฺมิํ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ" คือ ข้าพเจ้าขอถือเอาอาวาสแห่งนี้เป็นที่อยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนในช่วงฤดูฝน การตั้งใจอธิษฐานเช่นนี้ยังมีการกำหนดเขตติจีวรวิปปวาส คือ เขตที่พระสงฆ์ของเราอยู่โดยปราศจากผ้าไตรจีวรได้

    เนื่องเพราะว่า ทางด้านอินเดียนั้นเขาขโมยกันเก่งมาก แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้คนไทยเราขึ้นรถไฟอินเดีย ถึงเวลาเอากระเป๋าเดินทางล่ามโซ่ติดกับข้อมือตนเอง ตื่นขึ้นมา..เหลือเศษโซ่ติดข้อมืออยู่เท่านั้น กระเป๋าเดินทางหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ หรือไม่ก็..บุคคลที่ถือโทรศัพท์ยื่นออกมาถ่ายภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวทางหน้าต่างรถไฟ ก็จะมีคนเอาไม้ตีมือให้โทรศัพท์ตกแล้วก็คว้าไป ตัวคนอยู่บนรถไฟที่วิ่งอยู่ก็ไม่มีปัญญาที่จะตามไปเอาคืน
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    ในสมัยก่อนผ้าผ่อนเป็นเรื่องหายาก การขโมยกัน..ต้องบอกว่า เป็นเรื่องปกติของคนอินเดียเขา จึงทำให้พระเราที่สูญเสียผ้าไปนั้นต้องเดือดร้อน พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ห้ามขอกับบุคคลที่ไม่ใช่ญาติ และไม่ใช่ปวารณาด้วย ก็ต้องเสียเวลาไปเสาะหาผ้าที่เขาทิ้งแล้ว มาซักให้สะอาด มาเย็บ มาย้อม กว่าจะได้จีวรแต่ละผืนก็ลำบากมาก ในเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องบังคับพระเราให้รักษาผ้าครองให้ดี

    แต่ว่า..ถ้าอยู่ในกุฏิที่คุ้มได้ด้วยดาน ก็คือ มีประตู มีกุญแจแข็งแรง ก็สามารถทิ้งไว้ในกุฏิได้ แต่กระนั้นก็ตาม ในช่วงจำพรรษาบางทีเราต้องปฏิบัติหน้าที่การงานต่าง ๆ จะเอาผ้าจีวรสังฆาฏิไปด้วยก็ไม่สะดวก อย่างเช่นการกวาดวัด ถูวัด หรือว่างานก่อสร้าง เป็นต้น จึงต้องกำหนดเขตที่อยู่ได้โดยปราศจากไตรจีวร

    อย่างวัดท่าขนุนของเรานั้นมีถนนและแม่น้ำล้อมรอบ จึงกำหนดเอาไว้ว่า ด้านทิศตะวันออก ก็คือ สุดเขตถนนหลวงฝั่งวัด ด้านทิศตะวันตก..ก็สุดเขตแม่น้ำฝั่งวัดเช่นกัน ทางด้านทิศเหนือ..ก็สุดขอบถนนเทศบาลทางฝั่งวัด ทางด้านทิศใต้..ก็สุดเขตลำรางสาธารณะที่น้ำไหลผ่านลงสู่แม่น้ำแควน้อย ในบริเวณนี้ถือเป็นบริเวณที่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษา สามารถอยู่ได้โดยปราศจากไตรจีวร เป็นต้น

    เรื่องของระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของพระสงฆ์เรา แต่ญาติโยมถ้าทราบเอาไว้ บางทีก็จะได้ช่วยกันดูแล หรือว่าสนับสนุนให้การปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์เราเป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    อีกประการหนึ่ง..ในช่วงเข้าพรรษา โดยเฉพาะวัดท่าขนุนของเรานั้น จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันพระ ทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ ท่านใดก็ตามที่ตั้งใจสั่งสมบุญกุศลอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาทำบุญฟังเทศน์ตอนเช้าแล้ว ต้องการที่จะทำบุญและฟังเทศน์ตอนค่ำด้วย ก็จะได้เตรียมตัวให้พร้อม ทางวัดท่าขนุนของเราก็จะได้ซักซ้อมทั้งพระเก่าและพระใหม่ ให้แสดงพระธรรมเทศนา จะได้มีประสบการณ์ ไม่เช่นนั้นแล้ว..ถ้าขึ้นธรรมาสน์ไปอาจจะไปนั่งสั่นอย่างเดียวจนทำอะไรไม่ถูก

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้..ที่เกิดขึ้นในช่วงพรรษา นอกจากจะเป็นการฝึกฝนขัดเกลาของพระภิกษุสงฆ์แล้ว ยังเป็นช่วงที่ญาติโยมทั้งหลายจะได้สั่งสมบุญกุศลของตนอย่างเต็มที่ บางท่านก็ยังมีการกำหนดว่าจะสร้างบุญกุศลพิเศษ อย่างเช่นว่า งดเหล้าเข้าพรรษา เหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่..ล้วนแล้วแต่ว่าใครจะสร้างคุณงามความดีใส่ตนได้มากกว่ากัน

    แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เรากระทำไปแล้วเพื่อความสุขของตนเอง เพื่อความสุขของครอบครัว และเพื่อความสุขของส่วนรวม เนื่องเพราะว่า..ถ้าทุกคนมีศีลมีธรรม ครอบครัวของเราก็ร่มเย็น หมู่บ้านของเราก็ร่มเย็น สังคมของเราก็ร่มเย็น เป็นต้น พระพุทธศาสนาของเราจึงเท่ากับเงาไม้ใหญ่ ที่แผ่ร่มใบออกไป

    ในสังคมไทยของเรา..มีการประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งหลายคนก็ลืมไปแล้วว่า แบบธรรมเนียมนี้ หรือว่าประเพณีนี้ ความจริงมีที่มาจากพระพุทธศาสนานั่นเอง
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,977
    เทสนาวสาเน..ท้ายสุดแห่งพระธรรมเทศนา อาตมภาพขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะเป็นประธาน มีบารมีของอดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนทั้งหมด มีหลวงปู่สาย อคฺควํโส เป็นที่สุด ได้โปรดดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายประสบความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม แม้ว่าประสงค์จำนงหมายสิ่งหนึ่งประการใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรมแล้วไซร้ ขอให้ความปรารถนาของทุกท่าน จงสำเร็จสัมฤทธ์ผล สมดังมโนรถทุกประการ

    รับหน้าที่วิสัชนามาในวัสสกถาก็พอสมควรแก่เวลา จึงขอสมมติยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เทศน์วันเข้าพรรษา ณ วัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...