เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 1 สิงหาคม 2026 at 23:27.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,978
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,978
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ความจริงวันนี้มีงานสำคัญของทองผาภูมิ ก็คือการเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษที่วัดปรังกาสี แต่หลวงพ่อพระครูวรกาญจนโชติ, ดร. เจ้าคณะอำเภอ ท่านได้มอบหมายให้กระผม/อาตมภาพเป็นตัวแทน ในการไปทำพิธีสามีจิกรรมต่อพระเถระในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ โดยที่ท่านจะอยู่ต้อนรับพระเถระที่มางานทางด้านนี้แทน

    แม้ว่าพระเดชพระคุณพระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ. ๗) ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ราชวรวิหาร จะแจ้งให้กระผม/อาตมภาพทราบในทางไลน์แล้วว่าท่านจะมาทองผาภูมิ ก็ได้แต่
    กราบเรียนขออภัยท่านไปทางไลน์ว่า จำเป็นที่จะต้องไปงานสามีจิกรรม หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่างานทำวัตรพระผู้ใหญ่

    บางท่านอาจจะเห็นว่าเรื่องของการทำวัตรพระผู้ใหญ่นั้นไม่สำคัญ อาจจะยึดภาระหรือว่างานอย่างอื่นว่าสำคัญกว่า แต่ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายสังเกตดูจะเห็นว่า เรื่องของการทำวัตรพระนั้น นอกจากจะเป็นอปจายนมัย คือการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่นแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรม ก็คือหลักธรรมที่ผู้ใดปฏิบัติ ก็จะไม่เข้าถึงความเสื่อม ก็คือหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ แม้ว่างานนี้จะเป็นการประชุมกันปีละครั้งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อเจอหน้าก็มีการพูดคุย เยี่ยมยามถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันก่อนพิธีจะเริ่ม

    ประการต่อไปก็คือให้ความเคารพต่อพระเถระผู้เป็นประธานในที่นั้น ซึ่งในภาค ๑๔ ก็คือหลวงพ่อเจ้าคุณชัยวัฒน์ - พระเดชพระคุณพระธรรมวชิรเจติยาจารย์ (ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ ป.ธ. ๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ซึ่งตอนประคองท่านไปยังที่นั่ง ท่านก็ยังปรารภว่า "ผมเองจะไหวอีกกี่ปีก็ไม่รู้ ? เพราะว่าตอนนี้แค่เดินก็เหนื่อยแล้ว" ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นธรรมดาของสังขารบุคคลอายุ ๘๐ กว่า ๙๐ ปี ก็จะต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว

    เพียงแต่ว่าถ้าเราท่านทั้งหลายให้ความเคารพ ให้ความสำคัญ พระผู้เฒ่าก็ยังคงมีกำลังใจ เพราะว่าลูกหลานยังให้เกียรติ ยังให้ความเคารพนับถือเป็นปกติ ไม่ใช่ว่าเกษียณอายุแล้ว หรือว่าโดนยกขึ้นเป็นที่ปรึกษาแล้วก็ทิ้งท่านไปเลย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,978
    อีกประการหนึ่งก็คือการที่เราไปรวมตัวกันไปทำสามีจิกรรม เป็นการแสดงออกซึ่งสามัคคีธรรมในหมู่คณะ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า "สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี การสามัคคีในหมู่คณะย่อมนำความสุขมาให้"

    เพียงแต่ว่าในเขตภาค ๑๔ นี้ ยังมีพระเถระที่ท่านไม่ได้อยากจะขึ้นไปนั่งอยู่ในสถานะอย่างนั้น อย่างเช่นหลวงปู่ป่วน - พระสุพรรณวัชราจารย์ (ป่วน ณฏฺฐโสภโณ) รองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าอาวาสวัดบรรหารแจ่มใส ขนาดทั้งผลักทั้งเข็นก็ไม่ยอมขึ้นไปนั่ง ท้ายที่สุดหลวงพ่อเจ้าคุณแก้ว - พระเดชพระคุณพระราชวชิรสุตาภรณ์ (พนม รตนาโภ) เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม รักษาการเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) และเจ้าอาวาสวัดบางช้างเหนือ ก็ต้องขึ้นไปนั่งแทน

    เนื่องเพราะว่าทางพระของเรานั้น ไม่ได้ถือในเรื่องของสมณศักดิ์หรือว่าตำแหน่ง หากแต่ว่าเคารพกันตามพรรษา ก็คือว่ากันตามพระธรรมวินัย หลวงปู่ป่วนท่านพรรษามากกว่าหลวงพ่อเจ้าคุณแก้ว แต่ท่านไม่ยอมขึ้นไปนั่ง

    หรือไม่ก็ท่านเจ้าคุณประไพ - พระสุพรรณวชิราภรณ์, ดร. (ประไพ ปุญฺญกาโม ป.ธ. ๓) เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี พอเห็นกระผม/อาตมภาพไปนั่งตรงหน้า ท่านก็บอกเลยว่า "เกิน ๔๑ พรรษาหลบหน้าไปเลย ผมรับไม่ไหว" ยังดีว่าหลวงพ่อเจ้าคุณแก้วท่านพรรษามากกว่ากระผม/อาตมภาพ ก็เลยรับได้..!

    เราจะเห็นว่าพระของเราจริง ๆ นั้น เรื่องของตำแหน่งก็เป็นเพียงหัวโขน ซึ่งอยู่ในลักษณะ "ยศช้าง ขุนนางพระ" ก็คือช้างต่อให้มียศเป็นคุณพระ เป็นเจ้าคุณ ก็ยังคงกินอ้อยกินหญ้าอยู่เหมือนเดิม พระเราถึงจะเป็นขุนนาง คือเป็นพระครูสัญญาบัตร เป็นพระราชาคณะ คอยถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยศที่ท่านตั้งมาก็เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่การงานเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าหากว่าเสมอกันไปหมด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเชื่อฟังใครดี ?!

    แต่ถ้าหากว่าจะเอาอย่างประเทศลาว สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ผ่อง สะมะเลิก ท่านยังอยู่ ท่านทำหน้าที่ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งประเทศลาว ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง เพียงแต่หลวงปู่ผ่องท่านเห็นว่า เรื่องของสมณศักดิ์นั้น อันดับแรกเลย ประเทศลาวไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ดังนั้น..จะให้ผู้ใดมาพระราชทานตำแหน่งให้ก็เป็นไปไม่ได้ แล้วบุคคลอื่นอย่างเช่นว่าคณะรัฐมนตรีหรือว่าประธานประเทศ ก็ไม่ใช่บุคคลที่โดยสถานะแล้วสูงกว่า หลวงปู่ผ่องท่านก็เลยประกาศชัดเจน ให้ยกเลิกสมณศักดิ์ทั้งประเทศลาว โดยให้หันมาเคารพนับถือกันตามพรรษาเท่านั้น..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,978
    ที่กระผม/อาตมภาพโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมา บอกว่า "เป็นรองสมเด็จพระสังฆราชประเทศลาว กำลังทำธุรกรรมทางการเงินอยู่ที่หนองคาย วัดท่าขนุนต้องการความช่วยเหลือเท่าไรให้บอกมาเลย" ซึ่งกระผม/อาตมภาพก็ทราบดีว่าถ้าบอกความต้องการไปเมื่อไร สักพักเขาก็จะบอกว่ามีปัญหา จะต้องมีการโอนเงินเท่าโน้น โอนเงินเท่านี้ให้เขา เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนเงินมาให้ จึงได้บอกเขาไปว่า "ต่อไปถ้าจะหลอกใครก็หาข่าวคราวให้ดีเสียก่อน ประเทศลาวไม่ได้มีพระราชาคณะ หรือว่าพระครูสัญญาบัตรสักรูปเดียว แล้วคุณเอาตำแหน่งรองสมเด็จพระสังฆราชมาจากไหน ?"

    คราวนี้บ้านเราเมืองเรานั้น ด้วยเหตุที่ว่ายังมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ จึงทำให้ยังมีพระราชาคณะและพระครูสัญญาบัตรเป็นปกติ ไม่เช่นนั้นแล้ว อย่างประเทศศรีลังกา หรือว่าประเทศพม่า เขาจะมีแต่มหานายกะ หรือมหานายก ทำหน้าที่เป็นผู้นำของพระพุทธศาสนาในที่นั้น ๆ ในเมื่อไม่ใช่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ จึงไม่อาจจะใช้คำว่าสมเด็จพระสังฆราชได้

    คราวนี้ความสามัคคีธรรมในหมู่สงฆ์นั้น ปัจจุบันมีหลายท่านที่เมายศ เมาตำแหน่ง แล้วก็เริ่มมองไม่เห็นหัวพระเถระผู้ที่มีอายุกาลพรรษาสูงกว่า ก็คือถ้าในพระราชพิธี ตนเองสมณศักดิ์สูงกว่า ก็นั่งกันไปตามสมณศักดิ์ แต่ว่านอกพระราชพิธีแล้ว ท่านก็ยังแบกยศแบกสมณศักดิ์ไปด้วย..!

    หลายท่านก็มองไม่เห็นหัวพระผู้ใหญ่ยังไม่พอ รับการกราบกรานจากพระเถระผู้มีพรรษาสูงกว่าแบบไม่ละอายอีกด้วย ถ้าใครเรียนบาลีก็จะเห็นประโยคที่เขายกขึ้นมาชัด ๆ ว่า "ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย บุคคลได้ยศแล้วไม่พึงเมา" ในเมื่อเขาอยากจะเมากันก็ปล่อยเขาเมาไป แต่เราต้องเป็นผู้มีสติ ซึ่งบางทีคำว่าผู้มีสติในที่นี้ก็มีคนตีความผิดอีก..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,774
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,196
    ค่าพลัง:
    +26,978
    กระผม/อาตมภาพอ่านจินตนิยายเรื่องเพชรพระอุมา ตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยม "แงซาย" ที่เป็นตัวเอกคนหนึ่ง กลางค่ำกลางคืนก็ไม่ค่อยจะนอน อยู่เวรอยู่ยามไปเรื่อย พอ "รพินทร์" ที่เป็นตัวเอกอีกคนหนึ่งถามว่า "ทำไมถึงไม่ค่อยหลับไม่ค่อยนอน ?" เจ้าแงซายตอบว่า "หลวงปู่พระธุดงค์สอนผมว่า เจ้าจงตื่นในขณะที่โลกหลับ" นับว่าฉลาดน้อยไปหน่อย คือแทนที่จะมีสติตื่นอยู่ ขณะที่คนอื่นโดนอวิชชาครอบงำเหมือนคนหลับไหล เจ้าแงซายกลับแหกขี้ตาตื่น มาอยู่เวรอยู่ยามแทน..!

    บรรดาพระของเราที่เข้าเวรเข้ายาม ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้คนอื่นเขาบ้าง อดนอนมากจนเกินไป เดี๋ยวสุขภาพก็ชำรุด ขณะเดียวกัน ขาดวัตรปฏิบัติที่ควรได้ อย่างเช่นสวดมนต์ ทำวัตร กรรมฐาน เดี๋ยวกิเลสมีกำลังสูงกว่า เราก็จะอยู่ไม่ได้อีก..!

    จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องพยายามปรับให้มีความพอเหมาะพอดีแก่ตนเอง ไม่ใช่แบบเดียวกับ "ทิดโม" (อดีตพระใบฎีกาอมรชัย เมตฺติโก)ที่ผมเตือนว่า "ถ้าคุณเอาแต่อยู่เวรอยู่ยามแบบนี้ เดี๋ยวก็อยู่ไม่ได้" ท้ายที่สุด ระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนก็ต้องสึกหาลาเพศไป เพราะว่าทิ้งวัตรปฏิบัติเหล่านี้เอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...