เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 กรกฎาคม 2026 at 19:48.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,770
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +26,976
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,770
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +26,976
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันเข้าพรรษาของปี ๒๕๖๙ แต่ที่ล่ามาจนเกือบสิ้นเดือนก็เพราะว่าปีนี้มีเดือน ๘ สองหน ทำให้พวกเราเข้าพรรษากันค่อนข้างจะช้า แต่ว่าจากที่กระผม/อาตมภาพบวชมา ๔๐ กว่าปี เคยมีบางพรรษาถึงขนาดไปต้นเดือนสิงหาคมเลยก็มี ก็ต้องแล้วแต่ว่าในเรื่องของจันทรคติเขาเดินช้าเร็วแค่ไหน แต่ว่าในเรื่องของการเข้าพรรษาจะช้าจะเร็วไม่ใช่สาระ สาระที่แท้จริงของเราก็คือการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

    ในเรื่องการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย การเข้าพรรษาถ้าเราอธิษฐานพรรษาแรกไม่ทัน ก็ไปอธิษฐานพรรษาที่ ๒ ในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๙ โดยจะไปออกพรรษาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ แต่ด้วยความที่ว่าหมดหน้ากฐินพอดี ดังนั้น..บุคคลที่เข้าพรรษาหลัง ได้อานิสงส์การจำพรรษาก็จริง แต่จะไม่ได้อานิสงส์กฐินด้วย

    คราวนี้ในช่วงของการเข้าพรรษานั้น ถ้ามีเหตุจำเป็น เราสามารถที่จะลาไปได้ เพียงแต่ว่าในพระวินัยนั้นอนุญาตเอาไว้น้อย ก็คือ

    พ่อป่วย แม่ป่วย ไปเพื่อรักษาพยาบาลได้

    พระอุปัชฌาย์อาจารย์ป่วย ไปรักษาพยาบาลได้

    เพื่อนสหธรรมิกที่อยู่ต่างวัดกระสันจะสึก ไปเพื่อห้ามปรามได้

    วัดพัง ไปหาทัพสัมภาระมาเพื่อซ่อมวัด ไปได้

    ได้รับกิจนิมนต์ไปเพื่อเจริญศรัทธา ไปได้

    แต่คราวนี้เรามาดูข้อที่ว่าพ่อแม่พระอุปัชฌาย์อาจารย์ป่วย แม้ว่าท่านให้ไปได้ แต่ให้ไปโดยสัตตาหะกรณียะ ก็คือไปได้ไม่เกิน ๗ คืน ก็แปลว่าก่อนสว่างของคืนที่ ๗ เราจะต้องกลับมาอยู่วัดแล้ว ไม่เช่นนั้นก็จะขาดพรรษา ต้องอาบัติ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,770
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +26,976
    คราวนี้ในเรื่องของเพื่อนสหธรรมิกที่อยู่ต่างวัดกระสันจะสึก เราไปเพื่อห้ามปราม หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านบอกว่า ถ้าสมัยนี้จะสึกก็ปล่อยให้สึกไป ที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ไปห้ามปรามได้ เพราะพระองค์ท่านทราบว่า ถ้าพระรูปนั้นอยู่ต่อจะสำเร็จพระอรหันต์ จึงให้เพื่อนสหธรรมิกไปห้ามปราม

    วัดพัง ไปหาทัพสัมภาระมาซ่อมวัด สมัยก่อนต้องเข้าป่า ตัดไม้ หาหวาย หาบรรดาหญ้าคาต่าง ๆ มามุงหลังคา ใช้เวลานาน จึงอนุญาตไปโดยสัตตาหะกรณียะได้ สมัยนี้แค่ยกหูโทรศัพท์กริ๊งเดียว จะเอาวัสดุก่อสร้างเท่าไร เขาก็ขนมาให้ยันวัด ขอให้มีเงินจ่ายเท่านั้น ก็แปลว่าข้อนี้หมดสิทธิ์ที่จะใช้

    ได้รับกิจนิมนต์ไปเพื่อเจริญศรัทธา ไปได้ แต่อย่าให้มีประเภทที่บอกให้ทางบ้านนิมนต์ เพราะเบื่อที่จะอยู่วัดแล้ว อยากจะออกจากวัดไป ถ้าลักษณะแบบนั้นถือว่าขาดพรรษาเลย เพราะว่าโยมไม่ได้นิมนต์ด้วยศรัทธา แต่นิมนต์เพราะเราขอร้องเอง..!

    คราวนี้ในส่วนอื่น ๆ ที่พระองค์ท่านไม่ได้อนุญาตไว้ แต่ถ้าเกิดขึ้นและจำเป็น เราก็ต้องดูในมหาปเทส ๔ ก็คือข้ออ้างใหญ่ ๔ ข้อในการตัดสินพระธรรมวินัยว่าทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งก็คือ

    ถ้าเป็นเรื่องที่สมควร พิจารณาแล้วว่าสมควร เรื่องนั้นสมควร ตรงไปตรงมา

    ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร พิจารณาแล้วว่าสมควร เรื่องนั้นสมควร

    ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร พิจารณาแล้วว่าไม่สมควร เรื่องนั้นไม่สมควร

    ถ้าเป็นเรื่องที่สมควร แต่พิจารณาแล้วว่าไม่สมควร เรื่องนั้นก็ไม่สมควร
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,770
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +26,976
    พระพุทธเจ้าให้ข้อพิจารณาไว้ชัดเจนแล้ว ปัจจุบันนี้อย่างเช่นว่าป่วยหนัก ไปโรงพยาบาล ถ้าหากว่าหมอรักษาเกินกว่าที่จะกลับได้ภายในวันเดียว ก็ขอร้องให้เพื่อนสหธรรมิกสัก ๔ รูปเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ ไปรับการบอกสัตตาหะฯ จากเราที่โรงพยาบาล เพื่อขออยู่รักษาตัว เนื่องเพราะว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น ถ้าเป็นหนัก ๆ พลาดก็ถึงตาย แม้ว่าจะไม่สมควร เพราะไม่ได้มีพระพุทธานุญาตเอาไว้ แต่พิจารณาแล้วว่าสมควร ก็สมควรที่จะไปโดยสัตตาหะกรณียะได้

    หรือว่าในปัจจุบันนี้การศึกษาของคณะสงฆ์ อย่างเช่นในวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งเราจะต้องไปเรียน แต่พรรษานี้ของเราน่าจะไม่มี เพราะว่ามหาเอกชัย (พระมหาเอกชัย สุทฺธิธมฺโม ป.ธ. ๓) ก็จบแล้ว..ใช่ไหม ? อยู่ในระหว่างปฏิบัติงาน ท่านปู (พระพงษ์สิทธิ์ สนฺตจิตฺโต) ก็สึกหาลาเพศไปแล้ว จบปริญญาโทแล้ว น่าจะเอาวุฒิการศึกษาไปทำงาน แต่ถ้าหากว่ายังเรียนอยู่ การศึกษาก็เป็นไปเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ดีขึ้น แม้ว่าไม่มีการอนุญาตเอาไว้ แต่พิจารณาแล้วว่าสมควร ก็อนุญาตให้ไปได้

    เหตุนอกเหนือจากนี้
    ในการพิจารณาของคณะสงฆ์เรา ก็ต้องว่ากันไปทีละราย ไม่เช่นนั้นแล้วเราไปกันจนเฝือ หลายท่านถึงเวลาจะออกจากวัดก็บอกสัตตาหะกรณียะ โดยที่ไม่ได้ดูว่าเป็นไปตามพุทธานุญาต หรือเป็นไปตามมหาปเทส ๔ หรือเปล่า ? ถ้าลักษณะแบบนั้น มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับคณะสงฆ์ จึงเป็นเรื่องที่พวกเราท่านทั้งหลายจะต้องระมัดระวัง ก่อนที่จะกระทำก็ปรึกษาครูบาอาจารย์เสียก่อนว่าสมควรหรือไม่สมควร ?

    อีกเรื่องหนึ่งก็คือในช่วงพรรษา เราจะมีการตีกลองระฆังย่ำค่ำ ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถรักษาระเบียบไว้ตลอดระยะทั้งปีได้ยิ่งดี แต่เนื่องจากว่าเป็นภาระมาก วัดเราจึงเอาเฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น

    การตีกลองระฆังย่ำค่ำนั้น เป็นการบอกให้ชาวบ้านเขารู้ว่าพระเราจะเริ่มการสวดมนต์ ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานแล้ว ชาวบ้านได้ยินจะได้อนุโมทนาด้วย แล้วขณะเดียวกัน สมัยก่อนการจำพรรษาเขาก็แยกกันอยู่ บางทีก็ห่างกันเป็นกิโลเมตรเลย เพราะว่าไม่ต้องการจะคลุกคลีกับหมู่คณะ การตีกลองระฆังก็เป็นเสียงสัญญาณให้รู้ว่าจะมีการสวดมนต์ ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานร่วมกันอยู่แล้ว จะได้มาร่วมกันได้
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,770
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +26,976
    ในขณะเดียวกัน ในช่วงเช้านั้นของเราใช้วิธีเปิดเสียงระฆังอยู่ทุกเช้า เป็นการปลุกไปในตัว ใครจะอ้างว่าไม่มีนาฬิกาปลุก หรือว่านาฬิกาปลุกเสีย ถ้าอย่างนั้นก็ต้องโดน "โบก" ให้คว่ำอยู่ตรงนั้น เสียงระฆังดังตั้ง ๑๕ นาที แถมหมาทั้งวัดหอนอีกต่างหาก ถ้ามึงยังไม่ตื่น ก็ขี้เกียจจนเกินไปแล้ว..!

    คราวนี้ในช่วงของการเข้าพรรษานั้น ส่วนของพระใหม่ ซึ่งปีนี้ของเราไม่มีพระใหม่ที่บวชในพรรษาเลย เพราะว่านาคหนีกลับบ้านไปเสียก่อน..! แต่ก็เหลือพระกลางใหม่ ก็คือท่านที่จะต้องเรียนนักธรรมชั้นโท และชั้นเอก ครูบาอาจารย์ท่านจะจัดตารางสอนให้เราเอง เพราะว่ากระผม/อาตมภาพมีคำสั่งแต่งตั้งไปตั้งเดือนมิถุนายนแล้ว

    อีกส่วนหนึ่งก็คือการเดินทางไปทำวัตรพระผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าคณะปกครอง ซึ่งมะรืนนี้ก็จะมีการทำวัตรในระดับภาค ซึ่งกระผม/อาตมภาพจะต้องไป แต่ว่าพรุ่งนี้มีทั้งงานประชุมและงานศพ ค่ำมืดดึกดื่นถึงตัวเมืองโน่น ก็น่าจะต้องขอสัตตาหะฯ ไปตั้งแต่เช้าเลย ก็คือบอกสัตตาหะฯ กันในช่วงเช้า แล้วหลังเพลก็ออกเดินทางไปประชุมต่อด้วยงานศพ หลังจากนั้น วันที่ ๑ ก็เดินทางไปร่วมงานทำวัตรพระเถระที่วัดไร่ขิง (พระอารามหลวง)

    แต่ของพวกเราทั้งหมดนั้นจะต้องไปสักการะพระผู้ใหญ่เจ้าคณะปกครอง ซึ่งสมัยก่อนท่านเน้นเฉพาะพระอุปัชฌาย์อาจารย์ แต่ปัจจุบันนี้ค่านิยมก็เพิ่มเจ้าคณะปกครองระดับสูงเข้ามาด้วย ในจังหวัดของเรานัดทุกวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ หรือว่าเดือน ๘ หลัง แล้วแต่ว่าปีนั้นมี ๘ สองหนหรือเปล่า ? เดี๋ยวมหาพัฒน์ (พระมหาพัฒน์ ฐิตาจาโร ป.ธ. ๓) เลขานุการวัดท่านก็จะจัดการเช่ารถให้พวกเราเอง

    คราวนี้เนื่องจากตรงกับวันพระ เราก็ต้องทำบุญวันพระให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ในการประชุมคณะสงฆ์ หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิท่านก็คงจะนัดแนะเวลาและสถานที่ อย่างเช่นว่าไปที่ไหนก่อน เนื่องเพราะว่าเรามีรองเจ้าคณะจังหวัด ๓ รูป มีเจ้าคณะจังหวัดอีก ๑ รูป ความจริงตัวกระผม/อาตมภาพก็ต้องไปนั่งรอรับการทำวัตรด้วย เพราะในฐานะที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นพระเถระระดับเดียวกัน แต่กระผม/อาตมภาพไม่นิยมที่จะทำอย่างนั้น จึงกลายเป็นว่านำพวกเราไปเท่านั้น
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,770
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +26,976
    ในเรื่องของการศึกษา ไม่ว่าจะบาลีหรือว่านักธรรม ให้ทุกคนใช้ความพยายามให้เต็มที่ ถ้าดูตัวอย่างใครไม่ได้ ก็ดูตัวอย่าง "มหาแม็ก" (พระมหากรกฤต ฐิตสาโร ป.ธ.๓) ของเรา พลาดแล้วพลาดอีก จนรุ่นน้องแซงไปหมด แต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ แล้วคนที่แซงไปก่อนก็ไม่แน่ว่าจะหนีรอด เพราะว่าถึงเวลาตัวเองพลาดบ้าง ก็อาจจะโดนแซงคืนได้เช่นกัน..!

    เรื่องของการเรียนนั้นป้องกันความฟุ้งซ่านของเราได้ดีที่สุด ถ้าจะยกตัวอย่างก็คือ หลวงปู่พุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา (พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ) ท่านเรียนจนได้บาลีประโยค ๔ ท่องบาลีกันหูดับตับไหม้ ท่องมาท่องไป ตกใจว่า "ทำไมเราลอยอยู่กลางอากาศ แล้วไอ้ตัวที่นั่งท่องหนังสือนั่นมันใคร ? หน้าตาเหมือนเราเลย..!" ก็คือพอท่านท่องไป ๆ มาก ๆ เข้า สภาพจิตเป็นสมาธิ อภิญญาสมาบัติที่เคยได้แต่เดิมก็กลับคืนมา ถอดจิตออกนอกกายไปโดยไม่รู้ตัว..!

    พวกเราจึงควรจะเลียนแบบปฏิปทา ก็คือใช้คำท่องบาลีของเราแทนคำภาวนา ถ้าอย่างนั้นต่อให้เราสอบไม่ได้ เราก็ยังได้กำไรตรงที่ว่าเราไม่ได้ทิ้งกรรมฐาน แล้วใครที่ตั้งใจว่าภายในพรรษาจะเอาจริง กระผม/อาตมภาพขอไม่มาก
    ขอแค่มาทำวัตรเช้าให้ทันเวลาตี ๓ ครึ่งทุกวันตลอดพรรษา ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ต้องไปตั้งใจอะไรมากไปกว่านั้นหรอก

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...