เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 20 กรกฎาคม 2026 at 18:30.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Urcove by HYATT Hotel เมืองลาซา อยู่ที่ ๑๓ องศาเซลเซียส

    หลังจากที่ฉันเช้ากันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถบัสวิ่งตรงไปนอกเมืองไปเหมือนกับเมื่อวานนี้ แต่เป็นคนละเส้นทางกัน เนื่องเพราะว่าเราจะไป "เมือง Tsedang" เพื่อที่ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คือถ้ำซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของท่านคุรุปัทมสัมภวะ หรือคุรุรินโปเชของคนทิเบต ถ้ำแห่งนี้ชื่อว่า "ถ้ำซังโตเพลรี" อยู่ที่เมืองซานหนาง ซึ่งห่างออกไป ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร ต้องมุดผ่านอุโมงค์หลายแห่ง ที่สำคัญก็คือถึงเวลาต้องวิ่งออกนอกเส้นทาง ซึ่งถนนหนทางช่วงท้ายนั้น ใหญ่กว่ารถบัสของเรานิดเดียวเท่านั้น..!

    เมื่อมาถึงอากาศอยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส ทั้ง ๆ ที่เกือบจะ ๑๐ โมงเช้าแล้ว รถบัสของเราค่อย ๆ ตะเกียกตะกายผ่านทางขึ้นเขา ที่ทั้งคดโค้งและคับแคบ กระผม/อาตมภาพบอกกับ "ทิดเฟิร์ส" (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) และ "ดร.ดอย" (ดร.ภาณุพงศ์ วังประภา) ว่า "ท่านคุรุรินโปเชนั้นท่านเล่นเหาะไปเหาะมา ก็เลยลืมนึกถึงพวกเราซึ่งจะขึ้นมาสักการะ ขนาดมีรถยังยากเข็ญขนาดนี้ ถ้าหากว่าไม่มีรถแล้ว จะยากเข็ญขนาดไหน ?!"

    รถของพวกเรามาถึงเวลา ๑๐.๐๕ น. ของเมืองจีน เข้าที่จอดรถตรงบริเวณวัดช่วงล่าง จากนั้นก็ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน บริเวณนี้อยู่ที่ความสูง ๓,๘๐๐ เมตร ซึ่งก็ถือว่าเป็นความสูงที่เอาการทีเดียวสำหรับคนทั่วไป เมื่อถ่ายรูปหมู่กันพร้อมหน้าแล้ว พวกเราก็เข้าไปยังวิหารหลัก ซึ่ง "วัดชิมพู" แห่งนี้มีแม่ชีคอยบริหารอยู่ เมื่อพวกเราเข้าไป บรรดาแม่ชีกำลังสวดมนต์ทำวัตร พวกเราทำบุญกันชนิดไม่ต้องเกรงใจใคร ทำบุญไปก็ถ่ายรูปไปด้วย..!

    บรรดาแม่ชีที่อยู่โยงเข้าเวร ตามประทีปบ้าง ทำความสะอาดบ้าง รับหน้าที่ทำอาหารในโรงครัวบ้าง ช่วยชี้ทางว่าจะต้องไปทางไหน โดยเฉพาะวิหารหลักนั้น แม้แต่ชั้นสุดท้ายซึ่งเราไม่คิดจะเข้าไป เพราะว่าไม่มีทาง แต่ก็ได้คุณแม่ชีอาวุโสมาก หิ้วถังน้ำใบใหญ่ น่าจะขึ้นไปทำความสะอาด บอกพวกเราให้ตามขึ้นไป พอขึ้นไปถึงก็ยังคิดว่า "ถ้าไม่มาแม่ตีตายเลย..!" เนื่องเพราะว่าด้านบนนี้เป็นสุขาวดีพุทธเกษตร หรือว่ามันดาลา ซึ่งปั้นขึ้นมาจากเนยจามรีและลงสีอย่างงดงาม
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    พวกเรากลับออกมาข้างนอกหลังจากทำบุญจนเต็มอิ่มแล้ว สอบถามดูปรากฏว่าไม่มีใครอยากเดินขึ้นถ้ำซังโตเพลรีเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากรู้สภาพสังขารตนเองดี เพราะว่าที่เราไปยังวัดถ้ำดรักเยอร์ปานั้น แม้จะอยู่ที่ความสูง ๔,๙๐๐ เมตร มากกว่าที่นี่เป็น ๑,๐๐๐ เมตรก็ตาม แต่ว่าเป็นทางลาด เดินง่าย ๆ ที่นี่ทำเป็นบันไดขึ้นไป ทำให้ต้องใช้กำลังในการก้าวเดินมากเป็นพิเศษ..!

    โดยเฉพาะมองเห็นศรัทธาของผู้คนเลยทีเดียว เขาสกัดหินทีละก้อน มาจัดเรียงเป็นบันไดทีละขึ้น แต่ละขั้นก็ใช้ก้อนหินหลายต่อหลายก้อนด้วยกัน กระผม/อาตมภาพกับ "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" เดินขึ้นไปก่อน เหลียวหลังมาลิบ ๆ เห็นมีญาติโยมตามมาอีก ๔ คน

    ไปถึงช่วงแรก ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายสินค้าที่ระลึก มีการจำหน่ายไม้หอม ตลอดจนกระทั่งธงมนต์ด้วย กระผม/อาตมภาพเลือกสินค้าที่ระลึกมาเผื่อ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ซึ่งสนใจหินอาเกต แต่ว่าไปที่ไหนก็มีแต่ของปลอม ของแท้มาหลบอยู่ที่นี่เอง..!

    เมื่อได้หินอาเกตมาแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปเผาไม้สนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แล้วก็ค่อย ๆ เดินขึ้นไป ช่วงนี้ก็เหลือแค่ ๔ เกลอหัวเห็ด ก็คือกระผม/อาตมภาพ "ทิดเฟิร์ส" "ดร.ดอย" และ "นาย Keldor" มัคคุเทศก์ ซึ่ง "นาย Keldor" นั้นอายุน้อยที่สุดก็คือ ๔๐ ปี พวกเราเดินไป ๓ เมตร ๕ เมตร ก็ต้องหอบแฮ่ก ๆ พักหายใจกันทีหนึ่ง..!

    ไม่นึกเลยว่าเส้นทางจะเดินยากพอ ๆ กับอุทยานย่าติงที่เสฉวนตะวันตกเลยทีเดียว แต่ว่าด้านบนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ "แม่น้ำยาร์ลุงซังโป" หรือที่ชาวอินเดียเรียกว่า "แม่น้ำพรหมบุตร" ได้อย่างชัดเจน

    พวกเราเดินไปพักไป "ทิดเฟิร์ส" กับ "ดร.ดอย"บอกว่า "ถ้าผมอายุเท่าหลวงพ่อก็คงอยู่นอนที่วัดดีกว่า ไม่มาลำบากลำบนแบบนี้หรอก..!" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่หัวเราะ เนื่องเพราะว่าถ้าตัวเองนอนอยู่กับที่ ก็คงต้องประเภทเป็นอัมพาตหรือตายแล้วเท่านั้น..!

    พวกเราเดินแซงนักท่องเที่ยวทีละหมู่ ๆ เนื่องเพราะว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้นหมดสภาพ ไม่สามารถที่จะเดินต่อได้ เมื่อไปได้อีกช่วงหนึ่ง ก็มีฝูงไก่ป่าคล้าย ๆ กับไก่ฟ้าพญาลอของบ้านเรา นับดูจำนวนไม่ถนัด เพราะว่าโผล่ออกมาทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นถิ่นหากินของเขา

    กระผม/อาตมภาพพยายามถ่ายรูปก็ไม่ถนัด ถึงแม้ว่าไก่ฟ้าพวกนี้ไม่ถึงกับบินหนี แต่พอเห็นยกกล้องขึ้นมาก็หลบกันเป็นพัลวันทีเดียว "นาย Keldor" มัคคุเทศก์บอกว่า พวกเราเดินจากข้างล่างถึงถ้ำซังโตเพลรี จะใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ส่วนขาลงใช้เวลาราว ๆ ๕๐ นาที แต่ปรากฏว่ากระผม/อาตมภาพลากทุกคนขึ้นมา โดยใช้เวลาแค่ ๕๐ นาทีถ้วน ๆ ได้กำไรมาเต็มกระเป๋าเลยทีเดียว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    เมื่อหยุดอยู่หน้าถ้ำเข้ากรรมฐานของท่านคุรุรินโปเช กระผม/อาตมภาพก็ขออนุญาตแต่งตัวใหม่ให้เรียบร้อย ให้สมกับที่จะเข้าไปสักการะสุดยอดครูบาอาจารย์ระดับนั้น ปรากฏว่าอยู่ ๆ หมู่เมฆหนาทึบก็เปิดแยกออกเป็นช่อง ให้แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่เราโดยเฉพาะ ทำเอา "ดร.ดอย" และ "ทิดเฟิร์ส" ยกกล้องถ่ายไว้เป็นการใหญ่..!

    เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เข้าไปทางด้านใน ล้วงเอาผ้าขะตะซึ่งรับมาจากวัดต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งปัจจัยเป็นปึก วางลงถวายบูชาความดีของท่านคุรุรินโปเช อีกส่วนหนึ่งก็คือลูกพลัม หรือว่าบ๊วยลูกใหญ่ของบ้านเรา ตอนที่เดินออกมาจากทางด้านโรงครัวของวัดชิมพู ปรากฏว่าหล่นจากต้นปุ๊ลงมาตรงหน้าพอดี..!

    กระผม/อาตมภาพมองไปจนทั่วต้นก็ไม่เห็นมีสักลูก แล้วเจ้าลูกนี้หลงมาจากไหน ? เห็นรุกขเทวดาบอกว่า "ฝากท่านขึ้นไปบูชาท่านคุรุรินโปเชด้วย" กระผม/อาตมภาพจึงต้องทะนุถนอมมาตลอดทาง จนกระทั่งวางถวายได้เรียบร้อยสมความตั้งใจของรุกขเทวดาท่านนั้น..!

    เมื่อทำการสักการะและอุทิศส่วนกุศลเรียบร้อยแล้ว ก็เดินอ้อมภูเขาเพื่อไปทางด้านหลัง ซึ่งได้ยินว่ามีถ้ำอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่ประทับรอยบาทของท่านคุรุรินโปเชอีกเช่นกัน แต่ว่าทางที่พวกเราเดินผ่านไปนั้น มีทั้งไก่ฟ้าแม่ลูก มีทั้งม้า ซึ่งน่าจะเป็นพาหนะสำหรับแม่ชีในการขึ้นลงที่นี่ เมื่ออ้อมมาทางด้านนี้แล้ว มองไปก็เห็นยอดเขา ซึ่งเป็นที่ประดับของบรรดาวัชระและยอดเจดีย์ต่าง ๆ สีทองอร่าม พวกเราเข้าไปจนกระทั่งถึง แต่เขามีการติดรั้วกั้นถ้ำเอาไว้ จึงได้แต่ถวายปัจจัยสักการะอยู่นอกรั้ว

    หลังจากที่อุทิศส่วนกุศลแล้วก็ย้อนลงมาข้างล่าง แวะเข้าไปที่สำนักงาน ยกเงินทั้งปึกถวายให้กับแม่ชี อีกฝ่ายหนึ่งทำตาโตแล้วถามชื่อเสียง กระผม/อาตมภาพบอกว่าไม่ต้องหรอก ถวายทำบุญกับที่นี่เฉย ๆ เขาจะเลี้ยงชานมก็ไม่ขอรับ เนื่องเพราะว่าตอนนี้เกือบจะเที่ยงตรงแล้ว จำเป็นที่จะต้องรีบเดินทางลง..!

    ทางเดินนั้นเป็นการทักษิณาวัตรยอดเขา ซึ่งมีถ้ำซังโตเพลรีอยู่ตรงกลาง การทักษิณาวัตรนั้นเป็นที่นิยมของบรรดาพุทธศาสนิกชนนิกายวัชรยานเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะว่าเขาถือว่า "เดินก้าวหนึ่งก็ใกล้พระนิพพานไปก้าวหนึ่ง"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    กระผม/อาตมภาพเดินลง จนกระทั่ง "นาย Keldor" บ่นว่า "ผมอายุ ๔๐ แล้ว เจ็บหัวเข่า เดินเร็วไม่ได้" กระผม/อาตมภาพหัวเราะก๊าก หันไปมองหน้า "ทิดเฟิร์ส" กับ "ดร.ดอย" ที่อายุ ๔๕ กับ ๔๔ และตัวเองที่อายุ ๖๘ ย่าง ๖๙ แล้วก็บอกไปว่าตนเองอายุเท่าไร ทำเอา "นาย Keldor" ทำหน้าแห้ง ๆ แล้วก็รีบเดินแต่โดยดี ไม่ทราบเหมือนกันว่ากลับไปแล้วจะปวดหัวเข่าสักขนาดไหน ?!

    พวกเราใช้เวลา ๒๓ นาทีก็ลงมาถึงข้างล่าง พลขับของเราและทุกคนพร้อมอยู่แล้ว กระผม/อาตมภาพส่งถุงใส่หินอาเกตให้กับ "น้องเล็ก" ไป คิดว่าจะเลือกไปชิ้นเดียว ที่ไหนได้..ทุกคนแย่งกันคนละหนุบคนละหนับ ท้ายที่สุดส่งกลับมาเป็นเงินหยวนเสียนี่..! ได้แต่เกาหัวด้วยความขัดใจ รถของเราขยับอยู่หลายจังหวะ เนื่องเพราะว่าประตูวัดเล็กมาก พอหลุดออกมาได้ก็คล้ายกับการเดินลง ก็คือลงได้เร็วมาก แต่ว่ามีรถที่วิ่งขึ้นไม่ยอมบีบแตร ทำเอาพวกเราเกือบจะเกิดอุบัติเหตุ..!

    เมื่อลงมาถึงข้างล่าง ก็วิ่งไปยังเมืองซานหนาง ไปถึงร้านอาหารบริเวณหน้าวัดซัมเย ซึ่งเป็นวัดสำคัญ ๑ ใน ๓ แห่งของทิเบต ประกอบด้วยวัดโจคัง วัดเซรา และวัดซัมเยแห่งนี้ พวกเราเข้าไปสั่งอาหารแล้วก็นั่งรอ กระผม/อาตมภาพกับ "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) และ "น้องเล็ก" ตลอดจนกระทั่ง "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) ไปเดินหาห้องน้ำทางด้านนอก

    พอเจอห้องน้ำเข้าก็คิดว่า "บันเทิงอีกแล้ว..!" เนื่องเพราะว่าเป็นลำรางประเภทไม่มีประตูห้องตามเคย แต่พอเข้าไปแล้วก็รู้สึกโล่งใจมาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางวัดชักน้ำมาจากน้ำตกหรือเปล่า ? เพราะว่าน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่มีของที่ระลึกเอาไว้ให้เป็นที่สะดุ้งคนเลย..!

    ทำธุระเสร็จแล้ว กลับเข้ามาครู่หนึ่ง บะหมี่สดหน้าเนื้อของกระผม/อาตมภาพก็มาถึง กวาดทุกอย่างลงท้องไปแล้วก็รอคนอื่น ซึ่งร้านอาหารนี้ทำแบบเป็นกันเองมาก ใครสั่งอะไรไว้ พอแม่ครัวทำเสร็จก็จะตะโกนบอกรายชื่ออาหาร แล้วคนสั่งก็ไปยกเอาเอง เพียงแต่ว่าแม่ครัวจะทำไปตามลำดับที่สั่งเท่านั้น..!

    เมื่อพวกเราอิ่มเรียบร้อย และเข้าห้องน้ำกันอีกรอบหนึ่งแล้ว ก็ตรงไปยังวัดซัมเย เมื่อผ่านเครื่องสแกนแล้ว ยังต้องไปรอซื้อตั๋วอีก กระผม/อาตมภาพเดินไปหาหมาตัวใหญ่เบ้อเริ่ม น่าจะเป็น Alaskan Malamute แต่ "หม่าม้า" บอกว่าตัวนี้น่าจะเป็น Tibetan Mastiff มากกว่า เพียงแต่ว่าฤดูนี้ขนหนาวร่วง ก็เลยทำให้ดูตัวเล็กลงไปมาก

    เมื่อรอจนได้ตั๋วแล้ว พวกเราก็ถ่ายรูปหมู่บริเวณด้านหน้าอาคาร จากนั้นฟังบรรยายสรุปจาก "นาย Keldor" ที่บอกว่า ลานที่พวกเรายืนอยู่นี้ ก็คือสถานที่ซึ่งท่านคุรุรินโปเชแสดงธรรม แล้วชี้ให้ดูเวทีค่อนข้างใหญ่ หลังคาสีทองวาววับ บอกว่าท่านจะนั่งแสดงธรรมบนนั้น ลานกว้างนี้ผู้คนมาฟังกันแน่นขนัดไปหมด..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    วัดนี้ท่านคุรุรินโปเชสร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นวิทยาลัยสงฆ์ และเป็นวัดที่เปิดกว้างมาก เนื่องเพราะเป็นวิทยาลัยสงฆ์ จึงมีการเชิญพระอาจารย์ เช่น ท่านศานตรักษิตะจากประเทศอินเดียก็ดี อาจารย์จากประเทศจีนก็ดี พระลามะซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นนิกายเนียงมาปะ นิกายศากยะปะ และนิกายเกลุกปะ ก็มาเป็นครูบาอาจารย์อยู่ที่นี่ จึงไม่มีการแยกนิกายกัน

    เมื่อฟังบรรยายสรุปเสร็จก็พาพวกเราเข้าไปข้างใน เดินเข้าประตูไปก็มองเห็นเครื่องบูชาโดยเฉพาะถ้วยน้ำมัน วางเรียงรายอยู่ยาวเหยียดเต็มไปหมด พวกเราเข้าไปในวิหารหลักแห่งแรก ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์พระศากยมุนีโคตมะของเรานี่เอง เป็นวัดที่น้อยมากในทิเบต ซึ่งเอาพระศากยมุนีโคดมของเรามาเป็นพระประธาน "นาย Keldor" บอกว่าสลักขึ้นมาจากหินทั้งองค์..! ทำเอาพวกเราผงะตาโต เนื่องเพราะว่าสลักได้สวยสดงดงามมาก รอบข้างนั้นก็มีรูปของท่านคุรุรินโปเช ตลอดจนกระทั่งครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้

    เมื่อถ่ายรูปตลอดจนกระทั่งชมสิ่งต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ขึ้นไปยังชั้นที่ ๒ เพื่อที่จะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนกระทั่งทำบุญตามอัธยาศัยของเรากันต่อ ด้านบนนี้ประกอบไปด้วยส่วนห้องเล็กห้องน้อยต่าง ๆ ซึ่งมีของสำคัญอย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้าง เช่นมีรอยพระพุทธบาทคู่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเลยทีเดียว

    ส่วนชั้นที่ ๓ นั้น เป็นศูนย์กลางของมันดาลา หรือว่าสุขาวดีพุทธเกษตร ซึ่งประกอบไปด้วยบรรดาพระพุทธรูปและคุรุต่าง ๆ ตลอดจนพระโพธิสัตว์ แล้วส่วนที่มีมากก็คือบรรดา"ธรรมบาล" ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นอสุรกายบ้าง เป็นยักษ์บ้าง เป็นกุมภัณฑ์บ้าง โดนท่านคุรุปัทมสัมภวะปราบจนอยู่หมัด แล้วเอามาเป็นธรรมบาลพิทักษ์พระพุทธศาสนาเสียเลย..!

    เมื่อพวกเราสักการะและทำบุญกันเสร็จแล้ว ก็เดินต่อขึ้นไปชั้น ๔ ที่เขาปิดอยู่ เนื่องเพราะว่าเป็นศูนย์กลางของมันดาลา แต่ว่ารอบข้างนั้นสามารถมองเห็นเจดีย์ ๔ สี ๔ องค์ ซึ่งทดแทนทวีปทั้ง ๔ ก็คือ อุตรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป ปุพพวิเทหทวีป และชมพูทวีป ซึ่งรายล้อมพุทธเกษตรนี้อยู่ โดยมีวัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลาง บริเวณรอบข้างมีรั้วลูกกรงกั้นไว้ กระผม/อาตมภาพพยายามสอดมือออกไปถ่ายรูป ไม่เช่นนั้นแล้วรูปเจดีย์ก็จะติดรั้วตาข่าย แต่สอดไม่ผ่าน ทำเอาคนอื่นหัวเราะกันใหญ่ แต่กระผม/อาตมภาพไม่กังวล เนื่องเพราะคำว่าไม่ผ่านไม่มี ในเมื่อช่องเล็กก็ต้องหาช่องให้ได้..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,973
    เมื่อถ่ายรูปแล้ว พวกเราก็กลับลงมาด้านล่าง เข้าไปยังห้องข้าง ซึ่งยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเราสักการะอยู่ ตลอดจนเกศาธาตุและพระธาตุของบรรดาคุรุต่าง ๆ เมื่อทำบุญกันเรียบร้อยแล้ว ก็มาเดิน "โครา" ก็คือประทักษิณรอบวัด โดยหมุนเอากงล้อมนต์ไปด้วย..!

    กระผม/อาตมภาพซึ่งนำหน้าต้องออกแรงมากที่สุด เพราะว่าเป็นคนหมุนเป็นคนแรก แต่ละด้านก็กว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน ประกอบไปด้วยกงล้อมนต์เป็นร้อย ๆ อัน ครั้นครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว กระผม/อาตมภาพหันไปถาม "ทิดเฟิร์ส" ว่า "จำได้ไหมว่าเริ่มต้นจากตรงนี้ นี่เป็นจุดสุดท้ายแล้ว" อีกฝ่ายหนึ่งถามว่า "ทำไมหลวงพ่อจำได้ทุกเรื่อง" ก็เลยตอบไปว่า "ถ้าสติอยู่กับตัวก็จะจำได้..!"

    แล้วพวกเราก็เดินลงมา โดยที่ "หม่าม้า" ปรารภว่า ได้เห็นเขามีถ้วยทองอยู่ตรงบริเวณพระเจ้าหน้าที่ น่าจะสามารถบูชาทองไปทาถวายองค์คุรุรินโปเชได้ เมื่อให้ "นาย Keldor" ไปสอบถาม ปรากฏว่าเป็นทองชุดละ ๑,๕๐๐ หยวนเช่นกัน พวกเราจึงรวบรวมเงินกัน ท้ายที่สุดขาดอยู่ ๑,๑๐๐ หยวน

    กระผม/อาตมภาพกับ "หม่าม้า" จึงได้แบ่งกันคนละ ๕๕๐ หยวน แต่พอได้ทองมาแล้ว ปรากฏว่าพระเจ้าหน้าที่แถมผ้าขะตะมาให้ด้วย และพาตรงดิ่งไปยังพระศากยมุนีโคตมะ องค์ประธานของวัด ทำเอาพวกเราแทบช็อก..! คิดว่าจะได้ทาทองถวายท่านคุรุปัทมสัมภวะอย่างเดียว ที่ไหนได้..กลายเป็นพระประธานเสียนี่ ลักษณะแบบนี้ประมาณว่าซื้อหวยหวังรางวัลที่ ๒ แต่ดันได้รางวัลที่ ๑ จำนวน ๖๐ ล้านบาทไปแทนแบบไม่รู้ตัว..!

    พวกเราออกจากวัดมาด้วยความอิ่มบุญเป็นอย่างยิ่ง ขึ้นรถวิ่งกลับมา ซึ่งต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ขาออกคุณจะไปเมื่อไรก็เชิญไป แต่ขาเข้าจะต้องมีการเข้ามาให้ถ่ายรูปและทำข้อมูลให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงสามารถที่จะเดินทางกลับเข้ามาได้

    ด้วยเหตุที่ว่าวันก่อนนั้น รถไม่สามารถมาส่งเราถึงที่ วันนี้พลขับเตมีย์ใบ้จึงพยายามแก้ตัว ฝ่ารถติดมาเทียบถึงหน้าโรงแรม ทำเอาพวกเราหัวเราะเฮฮาเป็นการใหญ่ กระผม/อาตมภาพขึ้นที่พักได้ก็จัดการส่งงานจนเสร็จ และท้ายที่สุดก็มานั่งบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...