เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 12 กรกฎาคม 2026 at 17:49.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,637
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,637
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Orchard Hotel ประเทศสิงคโปร์ อยู่ที่ ๒๘ องศาเซลเซียส

    กระผม/อาตมภาพภาวนาสะสมเสบียงบุญอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนกระทั่งเก็บเสบียงบุญที่ ๑๓ ชั่วโมง ๕ นาที แล้วก็ส่งสติ๊กเกอร์แฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้แก่ "ลูกแม็ก" (นายแม็กซิมุส ณัฏฐดนัย กราสเซ่ต์) ที่ปีนี้อายุครบ ๒๔ ปี แต่ปรากฏว่าไอ้ลูกชายออกไปหาเพื่อนชาวอินโดนีเซียตั้งแต่หัวค่ำ เพิ่งจะกลับมาเมื่อตอนตี ๓ นี่เอง ยังดีที่ฉลาดพอ เพราะว่าพกเอาคีย์การ์ดของทางโรงแรมไปด้วย เนื่องจากว่าโรงแรมนี้ หลังเวลาทำการแล้วก็จะปิดล็อกทั้งหมด ถ้าไม่ใช่ลูกค้าที่มีคีย์การ์ดอยู่ จะไม่สามารถเข้าออกได้เลย..!

    สำหรับวันนี้ กระผม/อาตมภาพต้องบอกว่ามีความฉลาดขึ้นมานิดหนึ่ง เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้ไปเข้าช่องทางผิด เลยคิดว่าห้องอาหารเปิดตอน ๗ โมงครึ่ง ความจริงเขาเปิดตั้งแต่ ๖ โมงครึ่งแล้ว เพียงแต่ว่าต้องเดินตะแคงข้างไปก่อน ถึงจะเจอเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนเฝ้าอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะไม่รู้เลยว่าทางเข้าอยู่ด้านนี้ เพราะว่าส่วนอื่น ๆ ก็เห็นปิดกระจกเสียจนมิดชิด นึกว่าเป็นส่วนของห้องอาหารที่ปิดทึบทั้งหมด ประกอบกับมีบรรดาพุ่มไม้ที่ตกแต่งอยู่บังตัวเจ้าหน้าที่ไปอีกต่างหาก..!

    เมื่อส่งคีย์การ์ดไปให้อีกฝ่ายลงทะเบียนแล้ว ยังมีการอวยพรเสียอีกว่า "Enjoy your breakfast." อาตมภาพก็ได้แต่ "Thank you." ไปตามระเบียบ

    ครั้นฉันเสร็จเรียบร้อยก็กลับขึ้นไปนอนภาวนา เห็น "อากง" ซึ่งมาคอยดูแลอยู่บอกว่า "วันนี้ฝนจะตกหนักนะครับ แต่ว่าช่วงที่ออกไปแล้ว ถ้าหากว่ามีการเดินอยู่นอกสถานที่ ฝนก็จะยังไม่ตก" จึงได้แต่ขอบพระคุณ "อากง" เป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะว่า "ท่านเซ่อ" (พลเรือเอก เซอร์โธมัส ฟิลลิปส์ สเปนเซอร์) อดีตผู้บังคับการเรือหลวง Prince of Wales ซึ่งเป็นเจ้าพ่อหลักเมืองสิงคโปร์นั้น เมื่อวานก็รับซิการ์จาก "ลูกแม็ก" ไปแล้ว

    หลังจากภาวนาจนกระทั่งเต็มที่ของตนเองแล้ว ครู่ต่อมา "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ก็โทรศัพท์เข้ามา บอกว่าให้ลงข้างล่างได้แล้ว เนื่องเพราะว่า "ลูกแม็ก" ตื่นขึ้นมาก็เรียกแท็กซี่ให้เลย

    เมื่อลงมาถึงข้างล่าง ปรากฏว่าเป็นรถแท็กซี่ยี่ห้อ BYD ของประเทศจีน สรุปว่าตั้งแต่เรียกแท็กซี่มานี้ ยังไม่ได้ซ้ำยี่ห้อเลยแม้แต่คันเดียว พาพวกเราวิ่งไปแค่ไม่กี่นาที ก็มาถึงสวน Singapore Botanic Gardens ซึ่งกระผม/อาตมภาพเคยเดินจนปรุแล้ว ยกเว้นพื้นที่ซึ่งเป็นการแสดงสวนกล้วยไม้แห่งนี้

    ครั้นเข้าไปซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่เห็นหน้ากระผม/อาตมภาพก็รู้ว่าแก่พอ..! จึงได้ขอหนังสือเดินทางไปเพื่อใช้สิทธิ์ของผู้ชราในการซื้อตั๋วเข้า ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่ ปกติทั่วไปก็คนละ ๑๕ เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์ แต่กระผม/อาตมภาพอายุเกิน ๖๐ ปีแล้ว วันนี้ก็เลยจ่าย ๓ เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์อยู่คนเดียว..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,637
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    ครั้นเดินเข้าไปข้างในแล้วก็ยังชื่นชมว่า ประเทศสิงคโปร์นั้นพยายามสร้างอะไรที่ตนเองไม่มีขึ้นมาจนกระทั่งมี แม้กระทั่งสวนกล้วยไม้เหล่านี้ก็เช่นกัน กล้วยไม้ส่วนใหญ่ก็สั่งมาจากประเทศไทยนั่นเอง แต่ว่าเขาจัดสวนและบำรุงรักษาดีมาก โดยเฉพาะบรรดาทางเดินต่าง ๆ นั้น สะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะว่าเป็นหินขัดหยาบ เหมาะที่จะเดินธรรมดา หรือว่าผู้พิการซึ่งใช้รถเข็นก็สามารถใช้งานได้สะดวกคล่องตัว

    พวกเราเดินไปตามทางคดเคี้ยวเข้าไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเขาจัดเอาไว้อย่างสวยสดงดงาม มีบรรดากล้วยไม้พันธุ์ต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งพืชพันธุ์ในร่ม หรือว่าพวกพืชพื้นล่าง พวกบอน พวกอะไรเหล่านั้นเต็มไปหมด

    พวกเราเดินจนกระทั่งมาถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งกระผม/อาตมภาพเห็นดอกบานใหญ่โตอยู่แต่ไกล ตอนแรกยังคิดว่าอะไรที่บานเหมือนบัวสวรรค์แต่ดอกสีขาว ปรากฏว่าเป็นต้นมะตาด หรือว่าส้มมอญของบ้านเรานั่นเอง อุตส่าห์มีดอกบานอยู่ดอกเดียวโดด ๆ สะดุดตา ประมาณว่าโปรดแวะมาถ่ายรูปด้วย อะไร
    ประมาณนั้น..!

    ครั้นเดินไปจนกระทั่งถึงอาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงควบคุมอุณหภูมิสำหรับต้นไม้พิเศษ เดินเข้าไปก็รู้สึกเย็นยะเยือกทีเดียว เพราะว่าเครื่องปรับอากาศเย็นมาก ภายในมีต้นไม้ต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยอากาศหนาวจึงจะเจริญเติบโตได้ดี ไม่ว่าพวกมอส ตะไคร่ ไลเคนส์ต่าง ๆ ยังมีการพ่นน้ำพ่นหมอกควันอยู่เป็นระยะ ๆ ต้นไม้ทั้งหลายเหล่านี้จำนวนหนึ่ง กระผม/อาตมภาพไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต ส่วนประเภทอื่น ๆ อย่างพวกรองเท้านารี หรือกล้วยไม้แวนด้า ตลอดจนกระทั่งบรรดาต้นกุหลาบพันปีเหล่านั้น ยังพอที่จะรู้จักอยู่บ้าง

    เดินวนเวียนถ่ายรูปอยู่ภายในไปเรื่อยด้วยความสุขมาก เพราะว่าอากาศภายในนี้เย็นสบาย แล้วต้นไม้ใบหญ้าจำนวนมาก ก็จัดเอาไว้ดูงดงามน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่พอวนลงไปถึงชั้นล่างเท่านั้นเอง ด้านบนก็มีเสียงล้งเล้งสนั่นหวั่นไหวมาถึง เป็นนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหญ่ แทนที่จะไปเดินด้านนอกก็แห่กันเข้ามาในโรงควบคุมอุณหภูมินี้เสียอีก จนกระทั่งกระผม/อาตมภาพที่อยู่ชั้นล่างยังทนหนวกหูไม่ได้ ก็เลยต้องเปิดประตูเดินออกมาอย่างน่าเสียดาย..!

    ทางด้านนอกก็มีบรรดากล้วยไม้ต่าง ๆ สารพัดสกุล ตลอดจนกระทั่งบรรดาพืชที่อาศัยร่มเงา เยอะแยะมากมายไปหมด แถมยังมีรูปปั้นบรรดาดอกไม้ หรือว่าแมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผึ้ง เป็นต่อ เป็นแตน เป็นตั๊กแตนเหล่านั้นเป็นต้น ซ้ำยังมีบรรดานกต่าง ๆ อยู่อีกด้วย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,637
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    "ลูกแม็ก" บอกว่า "หลวงพ่อ..นกครับ" กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะเห็นว่าตัวเองเกือบจะเดินเหยียบเจ้านกเขาใหญ่ไปเสียแล้ว ไอ้เจ้านี่อาบน้ำอยู่ในร่องเล็ก ๆ อย่างมีความสุข ไม่ได้สนใจกระผม/อาตมภาพเสียเลยด้วยซ้ำไป จนกระทั่ง "ลูกแม็ก" ยื่นกล้องเข้ามาถึงได้บินพรึ่บหนีไป..!

    สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้มักมีสัญชาตญาณ รู้ว่าใครเป็นอันตรายหรือไม่เป็นอันตราย กระผม/อาตมภาพเดินจนเกือบเหยียบแล้ว ก็ยังอาบน้ำหน้าตาเฉย แต่ "ลูกแม็ก" แค่ยื่นมือที่ถือกล้องเข้ามา ก็เผ่นหนีไปอย่างทันทีทันใด..!

    บริเวณใกล้เคียงยังมีนกปรอดสวนอีก ๓ ตัว กำลังอาบน้ำกันอยู่อย่างมีความสุข จนกระทั่งเพียงพอแล้วก็บินขึ้นไปบนกิ่งไม้ใบหญ้าแต่งขนอย่างร่าเริง กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปแล้วไม่ได้ดีเลยสักรูป เนื่องเพราะว่าดิ้นไปดิ้นมา อย่างชนิดที่เรียกว่าแต่งตัวกันเต็มที่ ก็เลยทำให้ไม่สามารถที่จะถ่ายรูปตอนนิ่ง ๆ ได้ ออกมาอีกหน่อยหนึ่งก็เจอต้นไทรใบสัก ซึ่งทางวัดท่าขนุนก็ปลูกเอาไว้เช่นกัน เป็นต้นไม้ตระกูลไทร แต่ใบใหญ่มาก เหมือนกับใบต้นสัก แต่ใบหนาและสีเข้มกว่า

    ต้นไทรที่นี่มีดอกจึงได้ถ่ายรูปไปด้วยความตื่นเต้น ถัดจากนั้นมาก็เป็นบรรดาตระกูลสับปะรดสีที่เรียกว่า "บรอมมีเลียดส์" มีทั้งใบสั้น ใบยาว ต้นอวบน้ำ ใบที่เลื้อยไหลเป็นทางลงมาก็มี แล้วส่วนที่ตลกก็คือมีต้นกระท่อมแทรกอยู่ด้วย..!

    จนกระทั่งหลุดออกมาทางบริเวณด้านทางออก ก็ยังมีพืชสมุนไพรจำพวกหญ้าหนวดแมวอยู่อีกต่างหาก หลุดออกมาถึงบริเวณนี้ อากาศก็อบอ้าวจนกระทั่งเหงื่อตก "อากง" บอกว่า "ฝนใกล้ตกแล้ว ให้รีบเดินหน่อย เพราะว่าใกล้จะอั้นไม่ไหวแล้ว..!" พวกเราก็เลยเดินทะลุเข้ามา ซึ่งเป็นธรรมเนียมของสถานที่เที่ยวทั่วไปว่า สุดทางก็คือร้านขายของที่ระลึก แต่ของที่ระลึกเหล่านี้แพงหูฉี่ โดยเฉพาะบรรดากล้วยไม้ที่เคลือบทองในลักษณะอิเล็กโทรฟอร์มมิ่ง ได้ยินราคาแล้วสะดุ้งหมดกิเลสไปเลย..!

    ครั้นเดินออกมาจนกระทั่งถึงบริเวณที่จอดรถรับส่ง ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก แต่ว่าพวกเรารอดแน่แล้ว เนื่องเพราะว่าได้โทรเรียกแท็กซี่ให้มารับ เมื่อแท็กซี่มุดเข้ามาในบริเวณที่กันฝน พวกเราก็ขึ้นรถวิ่งกลับโรงแรมไปอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ขอบคุณ "อากง" และบริวารเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยเหลืออนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ถึงขนาดนี้
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,637
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    แต่ถึงโรงแรมแล้ว พวกเรากลับไม่สามารถจะขึ้นลิฟท์ได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรของกระผม/อาตมภาพ หรือว่าบัตรของ "หม่าม้า" และบัตรของ "ลูกแม็ก" จนกระทั่งต้องไปติดต่อสอบถามที่รีเซฟชั่น ถึงได้รู้ว่าเขาจัดการเช็คเอาท์ให้พวกเราเรียบร้อยไปแล้ว จึงต้องขอให้เติมรหัสให้ใหม่ แล้วก็กลับขึ้นห้องไปเก็บข้าวของ ฉวยโอกาสล้างหน้าแต่งตัวใหม่แล้วลงมา เรียกรถมาถึงปรากฏว่างวดนี้เป็น KIA ซึ่งเป็นรถเกาหลีใต้ สรุปว่าไม่เคยได้รถซ้ำกันเลยจริง ๆ..!

    วิ่งตรงไปยังท่าอากาศยานนานาชาติชางงี ขอลงที่บริเวณเทอร์มินัล ๑ ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่าอาคารผู้โดยสาร ๑ เนื่องเพราะว่ามีอาคารใหม่ที่เรียกว่า JEWEL เขาสร้างเอาไว้สวยสดงดงามมาก ๆ พวกเราเข้าไปถึงก็ตั้งใจว่าจะไปเช็คอินฝากกระเป๋า แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าอีก ๓ ชั่วโมงจึงจะเช็คอินได้ ก็เลยเลี้ยวเข้าร้านอาหารไปเสียก่อน

    หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินไปยังบริเวณที่เรียกว่า Rain Vortex ของอาคาร JEWEL แห่งนี้ ซึ่งทำเป็นโดมลักษณะกรวยลงมาเป็นเหลี่ยม ๆ อย่างกับเพชร แล้วก็มีน้ำตกสาดลงมาเป็นลำใหญ่มหึมา ลงไปสู่หลุมข้างล่าง ซึ่งดูดเอาน้ำหายไปเลย ดูแล้วว่าถ้าหากเป็นส่วนของฮวงจุ้ยแล้ว บริเวณนี้นอกจากจะกระจายคลื่นพลังแล้ว ยังดูดเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ดีเข้าไปอีกต่างหาก..!

    พวกเราถ่ายรูปกันแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปไหน ก็เลยเดินดูข้าวของไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงร้านขายหยกแห่งหนึ่ง กระผม/อาตมภาพบอกว่าหยกแท้ "หม่าม้า" และ "ลูกแม็ก" ก็เลยล้อมเข้าไป ก้ม ๆ เงย ๆ มองอยู่ จนกระทั่งเลือกแหวนหยกกัน กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่าถ้าเลือกให้เลือกที่มี ๓ สี ก็คือ เขียว ขาว และเหลืองแก่ เนื่องเพราะเขาเรียก ฮก ลก ซิ่ว หรือถ้าหากเป็นภาษาจีนกลาง คือ ฝู หลู โซ่ว หมายถึงคุณงามความดีที่ครบถ้วนทั้ง ๓ ประการ

    "ลูกแม็ก" เลือกวงที่ต้องการได้แล้ว เขาขายในราคา ๓๓๘ ดอลลาร์สิงคโปร์ กระผม/อาตมภาพให้ "หม่าม้า" ต่อเหลือ ๓๐๐ ถ้วน แล้วควักเอาเงิน ๒๒๐ ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่งให้ "ลูกแม็ก" บอกว่าคืนให้เป็นของขวัญวันเกิด "ลูกแม็ก" กับ "หม่าม้า" ก็เลยช่วยกันควัก ๘๐ เหรียญที่เหลือไปรวมกัน เจ้าของร้านจัดการถ่ายรูปแล้วก็ออกบิลให้
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,637
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,963
    "ลูกแม็ก" จัดการสวมนิ้วด้วยความภาคภูมิใจ เดินไปคุยไปว่า "ถ้าหลวงพ่อไม่บอก ผมก็ไม่รู้ว่าที่เขาหากันอยู่คือหยก ๓ สี" จึงได้บอกไปว่าหยกเนื้อดีที่สุด เขาเรียกว่า "เนื้อแก้ว" หรือ "เนื้อน้ำแข็ง" ต้องเป็นสีเดียวกัน สม่ำเสมอสดใส แต่ราคาแพงหูดับ..! ถ้าหากว่าไม่ได้แบบนั้นก็ต้องเป็นหยก ๓ สี

    "ลูกแม็ก" ถึงได้บอก "มิน่าล่ะครับ ตอนที่เลือกสีเขียวขาว หรือว่าขาวอย่างเดียว ถึงได้ราคาถูกกว่ามาก" แล้วก็โชว์นิ้วด้วยความภูมิใจ กระผม/อาตมภาพเตือนว่า "ให้ใส่มือที่ไม่ถนัด ไม่เช่นนั้นถ้าเผลอตะบันหน้าใครเข้าไป แหวนแตกก็จะเสียเงินฟรีเสียอีก..!"

    จากนั้นพวกเราไม่รู้ว่าจะไปไหน ดูข้าวของต่าง ๆ ก็ราคาแพงประทับใจทั้งสิ้น จึงได้ขึ้นลิฟท์แล้วก็เดินไปยังเทอร์มินัล ๒ หรือว่าอาคารผู้โดยสาร ๒ ไปนั่ง ๆ นอน ๆ รอเวลากันอยู่ตรงนั้น กระผม/อาตมภาพก็ส่งงานไปเรื่อย จนกระทั่งเคาน์เตอร์เปิด ไปจัดการเช็กอิน เสร็จเรียบร้อยไปเจอญาติโยมคนรู้จักเข้าอีก ช่วยกันทำบุญมา ถามไถ่ได้ความว่ากลับเครื่องบินเที่ยวเดียวกันเสียด้วย เนื่องเพราะว่ามางานแสดงจิวเวลรี่ที่สิงคโปร์ เพื่อหาช่องทางทำกินขยายงานจากเดิม จึงได้อวยพรให้ทุกคนมีความสะดวกคล่องตัว และประสบความสำเร็จทุกประการ

    จากนั้นกระผม/อาตมภาพก็ผ่านเครื่องสแกนอัตโนมัติเข้ามา มีเจ้าหน้าที่วัยอาวุโสใกล้เกษียณแล้ว บอกว่า "มงก้อง.. มงก้อง" กระผม/อาตมภาพเพิ่งรู้ว่าเขาพูดภาษาไทย บอกว่าให้มองกล้อง เมื่อมองกล้องปุ๊บ เจ้าเครื่องด่านแรกก็เปิดให้ ไปถึงด่านที่ ๒ ก็สแกนตั๋วเครื่องบินของตนเองผ่านไป เดินไปรอขึ้นเครื่องอยู่ที่ประตู F37 ในระหว่างที่รออยู่ ก็ทำการบันทึกเสียงธรรมนี้เอาไว้ก่อน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...