แจ้งเตือนเรื่อง ฝนที่ตกโปรยปรายอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ ฝนตามฤดูกาล แต่เป็น ฝนนิรมิต

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย nilakarn, 20 พฤษภาคม 2017.

  1. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    554
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +681
    เป็นไงบ้างครับฝุ่นเขตกรุงเทพไครดูแลครับเริ่มหนักละ
     
  2. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    อันนี้ลอกจากระทู้อื่นมาไว้อ่านเอง

    https://palungjit.org/threads/เรื่องราวจริงๆของพระศรีอาริยเมตตรัยที่เป็นพุทธพจน์และพระพุทธเจ้า-ครูบาอาจารย์รับรอง.57550/พระโพธิสัตว์"
    คือ ผู้ซึ่งจะได้มาตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต
    ท่านอธิษฐานจิตเพื่อเป็น
    พระพุทธภูมิ ทุ่มเทปฏิบัติธรรม
    ช่วยผู้อื่นทั้งทางโลกและทางธรรม สะสมบารมี ๑๐ ทัศ
    ทุกๆคน เป็นพระโพธิสัตว์ได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่าเขาผู้นั้น
    เป็นผู้มีจิตเมตตาประจำใจ ทำแต่คุณประโยชน์ช่วยเหลือคนทุกข์ยาก
    ไม่ประพฤติเบียดเบียนสนับสนุนผู้อื่นในทางที่ผิดศีลธรรม


    คุณธรรมหลัก ของผู้ตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ คือ
    "
    มหาเมตตา" แปลว่า ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
    พระโพธิสัตว์จึงต้องมีคุณธรรมอื่นๆ ต่อเนื่องกัน คือ

    มหากรุณา คือ ความปราณีต่อสรรพสัตว์ หมายรวมถึงมนุษย์
    ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง สงสารผู้ยากลำบากทั้งหลาย
    เฝ้าตามช่วยแนะเพื่อความสุขของเขา เป็นความยินดีกรุณา
    ของพระโพธิสัตว์ทั้งลาย

    มหาปัญญา คือ เป็นผู้มีความรู้หรือศึกษาหาวิชาความรู้ใส่ตัว
    ได้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และต่อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป
    ให้รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว

    มหาอุบาย คือ รู้ในวิธีนำตนและผู้อื่นให้พ้นภัย และ สัมฤทธิผล
    เข้าถึงในคุณธรรมต่างๆ ที่มีประโยชน์



    ความหมายของคำว่า"พระโพธิสัตว์"

    โพธิสัตว์ หรืออาจจะเขียนได้ว่า โพธิสัตต์ มาจากคำว่า โพธิ + สัตต

    "โพธิ" แปลว่า ความตรัสรู้หรือความรู้แจ้ง

    "สัตต" ตามบาลีไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิต (สัตวะ) หรือมนุษย์เพียงอย่างเดียว
    แต่เป็นการใช้ความหมายคล้ายคลึงกับ "สัตวัน" (Sattavan) ในคัมภีร์พระเวท
    ของพราหมณ์ ซึ่งหมายถึง ผู้ทรงพลัง ผู้นำ นักรบ
    "สัตต" ในคำว่า "โพธิสัตต์" จึงหมายถึง ผู้นำ หรือผู้มีใจเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ
    องอาจ เยี่ยงนักรบ ซึ่งให้ความหมายเดียวกับคำว่า โพธิสัตต์ ในภาษาทิเบต
    คือ byan chub sems-dpah โดยคำว่า byan chub หมายถึง โพธิ (bodhi),
    sems หมายถึง จิต (mind) และ dpah หมายถึง วีรบุรุษ ผู้กล้า หรือผู้เข้มแข็ง


    "โพธิสัตต์" จึงแปลว่า ผู้มีใจยึดมั่นในสัมมาสัมโพธิญาณอย่างเด็ดเดี่ยว


    มหาปณิธานของพระโพธิสัตว์

    ๑. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมด


    ๒. เราจะต้องตั้งใจศึกษาพระธรรมทั้งหลายให้เจนจบ

    ๓. เราจะไปโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้สิ้น

    ๔. เราจะบำเพ็ญตนให้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ


    ทศภูมิของพระโพธิสัตว์

    ทศภูมิของพระโพธิสัตว์ คือภูมิจิตของพระโพธิสัตว์ มี ๑๐ ภูมิดังนี้

    ๑.
    มุทิตาภูมิ พระโพธิสัตว์มีความยินดีในความไร้ทุกข์ของสัตว์
    (ภูมินี้บำเพ็ญหนักในทานบารมี)

    ๒.
    วิมลาภูมิ (ปราศจากมลทิน) พระโพธิสัตว์ละมิจฉาจริยาได้เด็ดขาด
    ปฏิบัติแต่ในสัมมาจริยา (ภูมินี้มีศีลบารมีเป็นใหญ่)

    ๓.
    ประภาการีภูมิ (มีความสว่าง) พระโพธิสัตว์ทำลายอวิชาได้เด็ดขาด
    มีความอดทนทุกประการ (ภูมินี้มีขันติบารมีเป็นใหญ่)

    ๔.
    อรรถจีสมดีภูมิ (รุ่งเรือง) พระโพธิสัตว์มีความเพียรในการบำเพ็ญธรรม
    (ภูมินี้มีวิริยะบารมีเป็นใหญ่)

    ๕.
    ทุรชยาภูมิ (ผู้อื่นชนะยาก) พระโพธิสัตว์ละสภาวะสาวกญาณ กับปัจเจกโพธิญาณ ซึ่งเป็นธรรมเครื่องกั้นพุทธภูมิ (ภูมินี้มีญาณบารมีเป็นใหญ่)

    ๖.
    อภิมุขีภูมิ (มุ่งหน้าต่อทางนิพพาน) พระโพธิสัตว์บำเพ็ญยิ่งในปัญญาบารมี
    เพื่อรู้แจ้งเห็นชัดในปฏิจจสมุปบาท (ภูมินี้มีปัญญาบารมีเป็นใหญ่)

    ๗.
    ทูรังคมาภูมิ (ไปไกล) พระโพธิสัตว์มีอุบายอันฉลาดแม้บำเพ็ญกุศลน้อย
    แต่ได้ผลแก่สรรพสัตว์มาก (ภูมินี้มีอุบายบารมีเป็นใหญ่)

    ๘.
    อจลาภูมิ (ไม่คลอนแคลน มั่นคง) พระโพธิสัตว์บำเพ็ญหนักในปณิธานบารมี

    ๙.
    สาธุบดีภูมิ พระโพธิสัตว์แตกฉานในอภิญญา และปฏิสัมภิทาญาณ
    (ภูมินี้บำเพ็ญหนักในพลบารมี)

    ๑๐.
    ธรรมเมฆภูมิ พระโพธิสัตว์บำเพ็ญหนักในญาณบารมีมีจิตอิสระ
    ไม่ติดในรูปธรรม นามธรรม (บำเพ็ญหนักญาณบารมี)

    เมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญทศภูมิเต็มบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีพระคุณเทียบเท่าพระพุทธเจ้า เหลืออีกชาติเดียวก็จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับ
    พระศรีอริยเมตตไตรยโพธิสัตว์



    จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ๑๐ ประการ


    ๑. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า ร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

    จะมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา
    ๒. พระโพธิสัตว์ ครองชีวิตโดยไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีภยันตราย
    จะมีภัยอันตรายเป็นธรรมดา
    ๓. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์
    จะมีอุปสรรคเป็นธรรมดา
    ๔. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีมารมาขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ
    จะต้องมีมารมาขัดขวางการปฏิบัติโพธิจิตเป็นธรรมดา
    ๕. พระโพธิสัตว์ คิดว่าจะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว
    จะปล่อยวางเรื่องกาลเวลา ทำงานเพื่องาน
    ๖. พระโพธิสัตว์ จะคบเพื่อน โดยไม่ปรารถนาจะได้รับผล
    จะรักผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ
    ๗. พระโพธิสัตว์ จะไม่ปรารถนาว่า จะให้คนอื่นต้องตามใจตนเองเสมอทุกอย่าง
    จะไม่มีความเห็นแก่ตัว
    ๘. พระโพธิสัตว์ จะทำความดีกับคนอื่น โดยไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
    ต้องการให้คนอื่นพ้นทุกข์
    ๙. พระโพธิสัตว์ เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย

    ไม่ปรารถนาในลาภและสรรเสริญ
    ๑๐ พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทาแล้ว ไม่ปรารถนาจะโต้ตอบ หรือฟ้องร้อง การใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทา เป็นธรรมดาของโลก

    หลักจริยธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูงของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เรียกว่า "
    หลักมหาอุปสรรค" ซึ่งถ้าท่านผู้ปฏิบัติธรรม นำมาท่องทุกวัน จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ดีงาม ช่วยให้ง่ายต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน


    อุดมการณ์โพธิสัตว์ มีหน้าที่หลัก ๒ ประการ


    ๑. โพธิสัตว์นอกจากจะมุ่งช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์แล้ว
    ยังมุ่งในความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีในโลกนี้

    ๒. โพธิสัตว์ปรารถนาให้สรรพสัตว์ได้บรรลุนิพพาน โดยตนเองปฏิเสธ
    การเข้าถึงนิพพานของตน เพื่อที่จะได้ยังมีโอกาสรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น
    แม้ว่าจะต้องยังอยู่ในที่แห่งความทุกข์ยาก เพื่อสร้างคุณความดีช่วยเหลือ
    สรรพสัตว์ ซึ่งนับว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่โดยตั้งปณิธานสำคัญว่า

    "ข้าฯจะไม่เข้าสู่ปรินิพพานจนกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะพ้นทุกข์
    ข้าฯจะยังคงอยู่ที่นี่ตราบจนวัฏสงสารจะสิ้นสุดลง
    แม้ว่าข้าฯยังจะต้องอยู่ที่นี่อีก แม้เพียงชีวิตใดชีวิตเดียว"



    ยาน (yanas) หรือ เส้นทางซึ่งนำไปสู่การบรรลุโพธิ แบ่งเป็น ๓ ประเภท

    ๑.
    สาวกยาน คือ ยานของพระสาวกที่มุ่งเพียงอรหันตภูมิ
    ซึ่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยการสดับจากพระพุทธเจ้า

    ๒.
    ปัจเจกยาน คือ ยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ ผู้รู้แจ้ง
    ใน ปฏิจจสมุปบาท ด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์
    ให้บรรลุมรรคผลได้

    ๓.
    โพธิสัตวยาน คือ ยานของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้แก่ผู้มีจิตใจเมตตา
    ใจคอกว้างขวาง ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหันตภูมิ
    หรือ ปัจเจกภูมิ แต่ ปรารถนาพุทธภูมิเท่านั้น เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวาง
    และเป็นรู้แจ้งในสุญญตธรรม


    โพธิสัตว์จะต้องมีจรรยา ๔ คือ


    ๑.
    โพธิปักขิยจรรยา คือ ปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้ง อันประกอบด้วย
    คุณธรรม ๓๗ ประการ คือ

    ๑.๑
    สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม
    ๑.๒ สัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียรอันบุคคลตั้งไว้ชอบ ได้แก่
    สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน,
    ปหาปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว),
    ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน ,
    อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
    ๑.๓ อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
    ๑.๔ อินทรีย์๕ ได้แก่ การตั้งมั่นด้วยจิตอันนำพา 5 ประการ
    เพื่อความเจริญในศีลธรรม และการงาน ประกอบด้วย 5 ประการ คือ
    1.
    สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อสิ่งที่ควรเลื่อมใส
    2. วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายาม
    3. สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้
    4. สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้มีสมาธิ
    5. ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในปัญญาหรือการรู้แจ้ง
    ๑.๕ พละ ๕ ได้แก่ สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ และปัญญา
    ๑.๖ โพชฌงค์ ๗ ได้แก่
    สติ ความระลึกได้,
    ธัมมวิจยะ ความเฟ้นหาธรรม,
    วิริยะ ความเพียร,
    ปีติ ความอิ่มใจ,
    ปัสสัทธิ ความสงบใจ,
    สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น,
    อุเบกขา ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามความเป็นจริง
    ๑.๗ มรรค ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,
    สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ

    ๒.
    อภิญญาจรรยา คือ การปฏิบัติความรู้ทั้งมวล

    ๓.
    ปารมิจาจรรยา คือ ปฏิบัติเพื่อการสร้างสมบารมี
    ซึ่งในทางเถรวาทจะกล่าวถึงทศบารมี ๑๐ ประการ แต่ฝ่ายมหายานจะกล่าวถึง
    บารมีหรือปารมิตาที่สำคัญ ๖ ประการ ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญา โดยสาระที่แท้จริงแล้วก็คือ การพัฒนาหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง
    ส่วนเนกขัมบารมี ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุไว้ในบารมีของฝ่ายมหายาน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่า ในการบำเพ็ญฌานบารมีนั้น เมื่อปฏิบัติในขั้นสูง ผู้ปฏิบัติ
    จะรักษาพรหมจรรย์ ซึ่งใกล้เคียงกับการออกบวชในประเด็นที่เป็นผู้ออกจากกามเช่นกัน

    ๔.
    สัตตวปริปาจรรยา คือ การอบรมสั่งสอนสรรพสัตว์


    ประเภทของพระโพธิสัตว์


    ในทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แบ่งพระโพธิสัตว์ออกเป็น ๒ ประเภท คือ

    ๑.
    พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งกำหนดไม่ได้ว่ามาเกิดในโลกมนุษย์
    เมื่อใด แต่เกิดขึ้นก่อนกาลแห่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า ซึ่งพระโพธิสัตว์เหล่านี้
    ท่านได้บรรลุพุทธภูมิแล้ว แต่ทรงมีความกรุณาในหมู่สัตว์ ทรงตั้งพระทัย
    ไม่เข้า
    สู่พุทธภูมิ ประทับอยู่เพื่อโปรดสัตว์ในโลกนี้ต่อไป ดังเช่น


    -
    พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์แห่งปัญญา ในหัตถ์ขวาทรงถือพระขันธ์
    เป็นสัญลักษณ์ในการทำลายล้างกิเลสตัณหาและอวิชาทั้งปวง และในหัตถ์ซ้าย
    ถือคัมภีร์บนดอกบัว
    -
    พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ทรงไว้ด้วยความกรุณา และได้ทรง
    ตั้งปณิธานว่า จะช่วยสรรพสัตว์ ให้พ้นจากกิเลสความผูกพันทั้งปวง หน้าที่สำคัญ
    อีกประการหนึ่งคือการรื้อสัตว์ ขนสัตว์ออกจากนรก
    -
    พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา จะลงมาจุติใน
    โลกมนุษย์เป็นครั้งคราว เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นภัย ความเมตตาของพระองค์
    แผ่ไปไกลและลึกแม้กระทั่งในดินแดนนรก
    ในประเทศจีน พระอวโลกิเตศวร เป็น
    ที่รู้จักกันในปางสตรีคือ "เจ้าแม่กวนอิม" และ
    ชาวธิเบตเชื่อว่า องค์ประมุขทาไลลามะ เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์พระองค์นี้
    -
    พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ ทรงปัญญาเป็นเยี่ยม และทรงใช้ปัญญานี้เป็นเครื่อง บั่นทอนอวิชา
    -
    พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ทรงตั้งปณิธานที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจาก
    ทุกข์ยาก
    และเจาะจงช่วยโดยเฉพาะ แก่เด็กและมิจฉาชน
    -
    พระเมตไตรยโพธิสัตว์ หรือ พระศรีอริยเมตไตรย มหาโพธิสัตว์ เชื่อว่าเป็นองค์
    อนาคตพุทธเจ้า และจะลงมาตรัสรู้ในกาลข้างหน้า
    เป็นผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา

    ๒. มนุษิโพธิสัตว์ คือ ผู้ปฏิบัติตนเพื่อบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ปฏิบัติตนอยู่ใน
    ความบริสุทธิ์ ประกอบการบุญ เจริญศีล ทาน ภาวนา ทำประโยชน์แก่มวมนุษย์
    ช่วยชีวิตคนและสัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ กระทำกัลยาณวัตร และบำเพ็ญ
    กุศลกรรม เพื่อเติมบารมีแต่ละชาติไป โดยมุ่งหวังบรรลุพระโพธิญาณใน
    ขั้นสุดท้าย เช่น อดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ดังนั้น
    พระโพธิสัตว์ จึงเป็นอุดมการณ์ของชาวพุทธมหายาน ที่พยายามดำเนิน
    รอยตามแนวทางพระยุคลบาทสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เมื่อครั้งทรงเป็นมนุษิโพธิสัตว์ เพื่อให้ได้ถึงพุทธภูมิในที่สุด


    และ
    อุดมการณ์โพธิสัตว์ นี้ยังมีสมบัติเป็น ตัวเชื่อม ทำให้ไม่มีช่องว่างมากนัก
    ระหว่างบรรพชิตกับฆราวาส เนื่องจากผู้ที่จะเป็นโพธิสัตว์ ไม่จำกัดว่าจะต้อง
    เป็นบรรพชิต แม้ฆราวาสเองก็เป็นโพธิสัตว์ได้ ไม่ใช่ด้วยความอยากจะเป็น
    เช่นกัน
    โดยหัวใจของการเป็นโพธิสัตว์นั้นขั้นแรกต้องมี โพธิจิต คือจิตตั้งมั่น
    ยึดพุทธภูมิเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต มีศรัทธาในพระโพธิ หรือ ความรู้แจ้งว่าเป็น
    อุดมการณ์สูงสุด และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กันยายน 2019
  3. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    มีเรื่องนี้แวปเข้ามาในจิตเรา
    จึงขอตั้งหัวข้อเอาไว้ให้พิจารณากัน
    ขณะที่เสวนากับ เหล่าเทพเทวา มาร พรหม
    ขณะจิตก็แวปขึ้นมาว่า

    ต่อไป ในเรื่องการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา
    ขออย่าได้วิตกจริตไป เพราะต่อไปในอนาคต
    ผู้ที่อยู่ในศาสนาอื่น เมื่อมีองค์ความรู้มากๆ
    เค้าก็ไม่เชื่อคำสอนของ ศาสนาเดิมของตนอีกต่อไป
    เพราะ ศาสดาเดิมของเค้านั้น
    จะไม่ตอบโจทย์ ของความทุกข์ใจ
    ที่เค้าได้เจอด้วยตนเอง แล้วเค้าก็จะมาแสวงหาแก่นแท้เอง
    พบเจอ พระพุทธศาสนา เอง ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ตามหนังสือบ้าง
    ตามพระเณรสอนบ้าง ฆราวาสสอนบ้าง ภิกษุณีบ้าง แม่ชีบ้าง
    ไม่ต้องไปชักชวนให้มันยุ่งยาก เหมือนแต่ก่อน

    แต่ว่าจะกลับกัน ผู้สอนของ พระพุทธศาสนา เอง
    กับไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า อะไรคือ แก่นแท้ของ
    พระพุทธศาสนา จริงๆ มัวไป
    สอนตามกันไปว่า
    พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ หัวใจของพระพุทธศาสนา
    ซึ่งไม่ถูกหลักคำสอนของ พระพุทธศาสนา เลย

    ที่ถูกจะต้องสอนว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ก็คือ
    ไตรลักษณะสาม หรือ ความไม่เที่ยง เกิดทุกข์ ถูกสมมุติขึ้นมา


    สามอย่างนี้ ก็คือ หัวใจของ พระพุทธะ ที่จะทำให้บรรลุธรรมได้
    ส่วนคำสอนอื่น ที่นอกเหนือจะ พระไตรลักษณะ ก็คือ
    ใบไม้นอกกำมือ นั่นเอง สอนให้ตาย ก็ไม่มีใครละวางลงได้

    สอนอย่างนี้ ศาสนิกจากศาสนาอื่น
    จึงจะสามารถ
    เข้าใจหลักใหญ่ๆ หรือ
    หลักแท้ๆ ของ พระพทุธศาสนา ได้
    แล้วก็บรรลุธรรมตามผู้สอนได้อีกด้วย
    ลองพิจารณาเองเถิด


    บันทึกไว้เมื่อ 20 เมษายน 2562
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2019
  4. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ภารกิจต่อไปครับ วัดขุนสมุทรจีน ครับ
    ขอให้เหล่าพระโพธิสัตว์ ไปรวมตัวกันทำงานที่นั่นครับ
    ใครมีมากมีน้อย ก็ช่วยกันทำคนละนิดคนละหน่อย
    เดี๋ยวก็จะสำเร็จผลลงได้ รวมพลัง สู้กับพยานาคในทะเล
    ทวงแผ่นดินคืนมาให้ชาวบ้านครับ




    หรือ



    หรือ

     
  5. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ภารกิจ ต่อไป คือ

    ให้ผู้ที่ควบคุมฝน เน้นทำฝนให้ตก ตั้งแต่
    หลังเที่ยงคืน ไปถึง หกโมงเช้า เท่านั้น
    เพื่อที่จะให้ชาวบ้านทั่วๆไป ได้ทำกิจของตนบ้าง
    หากปล่อยให้ฝนตนทั้งวันทั้งคืน
    คงทำมาหากินอะไรไม่ได้ จึงควบคุม ฟ้าฝน ไว้ให้ดีๆ

    ให้จุดศูนย์กลางอยุ่ที่ วัดสุวรรณภูมิพุทธยันตี
    และ ตลาดวัดศรีวารี สมุทรปราการ
     
  6. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    เกี่ยวกับ เรื่องพระศรีอาริยะเมตไตรย์
    หรือ เหล่าพระโพธิสัตว์ที่ได้รับการทำนาย
    จาก พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว
    การลงมาเกิดใน โลกมนุษย์ ของท่านเหล่านี้
    จะแตกต่างจาก พระโพธิสัตว์ทั่วๆไป คือ
    ขณะที่ท่านลงมาเกิด ท่านใช้เวลาแวปเดียว
    ยังไม่ถึงวินาทีเลย ก็เป็นเวลาร้อยปีในโลกมนุษย์
    เพราะฉนั้น ใครทีขึ้นไปแล้วเจอท่านอยู่ที่เดิม
    แตอย่าเพิ่งคิดว่า จิดของท่านอยู่ที่เดิม
    จิตของท่านเหล่านั้น ไปเกิดเป็นร้อย เป็นพันเที่ยวแล้ว
    แต่เรายังเห็นท่านนั่งอยู่อยู่ที่
    หากไม่สนทนากับท่าน ก็จะไม่รู้เรื่องของท่านเลย
    แต่ถ้าเวลาไหนที่ โลกมนุษย์
    อายุมนุษย์ ยืนยานถึง แสนปีขึ้นไป
    ท่านก็จะใช้เวลานานหน่อย
    แต่ก็ไม่เกินชั่วกระพริบตาเท่านั้น
    ท่านก็จะกลับไปเกิดที่เดิมอีกเช่นเคย

    ข้อแตกต่างระหว่าง พระโพธิสัตว์
    ที่ ได้รับการรับรอง และ ไม่ได้รับการรับรอง
    จาก พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
    พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการรับรองแล้ว
    จะเกิดอยู่ที่เดิมตลอด จะไม่ไปสถิตย์อยู่ที่อื่น
    เช่น พระศรีอาริยะเมตไตรย์ จะเกิดอยู่ที่เดิมตลอด
    ไม่ว่าจะไปเกิดที่ไหน ก็จะต้องกลับมาเกิดที่เดิมอยู่เสมอๆ
    ต่างจาก พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะ
    จาก พระพุทธเจ้า
    พระโพธิสัตว์นี้ จะต้องย้ายจิตลงไปเกิด ยัง นรก
    หรือ โลกมนุษย์ หรือ สวรรค์ สลับกันไปสลับกันมา
    ไม่มีที่หยุดหย่อน จะยังไม่ได้เกิดที่เดิม
    เพราะว่าจิดยังไม่แข็งพอที่จะเป็น พระพุทธเจ้าได้
    ยังต้องเวียนวันไปเกิดอยู่ ใน วัฏฏะสงสาร
    อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
     
  7. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    มนุษย์ยุคแรกๆ ก็คือ พวกชั้นอรูปพรหม
    มีเวลาอยู่ในโลกมนุษย์ จนคาดคะเนเวลาไม่ได้
    แต่สุดท้ายก็ต้องตายจะการเป็น มนุษย์อรูปพรหม
    ตามหลักให้ อนิจจัง คือ ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยงทั้งนั้น
    แต่มนุษย์อรูปพรหม สอนไม่ได้ เพราะยังไม่มีร่างกาย
    เหมือนกับ พระจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวอุกกาบาต
    สอนให้กำหนดจิตอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมได้
    เพราะแทบจะไม่มีความทุกข์เลย
    มีแต่ความสุขแต่อย่างเดียวเท่านั้น
    แต่กับ มนุษย์พรหม จะสอนได้ เพราะจะมีช่วงอายุ
    อยู่ที่ประมาณ 80 000 ปี ขึ้นไป
    พวกที่อายุแปดหมื่นปี จะยังสอนได้อยู่
    ถ้าอายุมากกว่านั้น จะสอนแทบไม่ได้เลย
    เพราะจะติดสุข เหมือนกับ มนุษย์อรูปพรหม

    พระศรีอาร์ย จะลงมาสอนตอนที่มนุษย์
    มีอายุแปดหมื่นปีลงมาพอดี
    พระพุทธเจ้าองค์นี้ จะมีบารมีแก่กล้าถึงขั้นที่ว่า
    สอนได้ทั้งสามโลก คือ อบายภูมิ มนุษย์ภูมิ และ สวรรค์ภูมิ
    สอนแม้กระทั้ง พวกที่อยู่ในป่าหิมพานต์ หรือ เมืองลับแล
    หรือ พวกที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบต่างของ สามภูมิ
    หากมีบุญบารมีมากับท่าน และได้ อธิษฐานจิต ขอเอาไว้ว่า
    ขอให้ได้พบดวงแก้ว ขอให้ได้แคล้วบ่างมาร
    ขอให้ได้ถึงพระศรีอาริย์ ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

    ก็จะได้พบกับท่านตามคำอธิษฐานนั่นเอง
     
  8. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
  9. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    โครงการต่อไป ร่วมกันสร้าง พระนเรศวร สูง 109 เมตร กับ ช่องส่องผี
    นายถวัลย์ เมืองช้าง ธ.ธนชาต
    เลขที่บัญชี 554 604 7879
    เบอร์โทร 035 777 635

    เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/asiafineartthailand/

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2020
  10. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    โครงการสร้างกำแพงกันคลื่นลม


    กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)
    รับว่า ได้รับไฟเขียวให้ยกร่าง "กฎกระทรวง" เพื่อเป็นเครื่องมือและอำนาจ
    ในการควบคุมและป้องกันการกัดเซาะชายหายทั่วประเทศ
    จากเดิมที่กฎหมายกำกับแต่มีช่องโหว่ ทำให้กรมโยธาธิการฉวยโอกาส
    ใช้วิธีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นมากถึง 74 โครงการ

    • นั่นคือที่มาของ มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหาร
    จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา
    เพื่อยับยั้งการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นยิบย่อยไปทั่วแทบทุกหาด
    โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย แต่กลับเกิดปัญหาการกัดเซาะมากขึ้นตามมา
    รวมทั้งเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งไปทั่ว

    • โครงการเหล่านั้นไม่มีมาตรฐานทางวิชาการรองรับ เพราะมีการ
    จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแบบลวกๆ ซึ่ง ทช.รายงานต่อที่ประชุมในครั้งนี้ว่า
    “การก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ลุกลามไปเรื่อยๆ
    เกิดการเสียสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่ง”

    • อย่างไรก็ตาม ภายใต้ กฎกระทรวง ที่จะออกมาหลังจากนี้ จะกำหนดให้
    มีการศึกษาผลกระทบหรือ Environmental Checklist ซึ่งเป็นการศึกษา
    ผลกระทบฉบับย่อที่ไม่เข้มข้น เท่ากับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
    สิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่าจะมอบหมายให้ คณะอนุกรรมการบูรณาการ
    ด้านการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งทะเล
    มีบทบาทที่ชัดเจนในการดำเนิน
    การศึกษาความเหมาะสม

    • เนื่องจาก อนุกรรมการชุดนี้ ระบุถึงอำนาจหน้าที่ไว้อย่างครอบคลุม ดังนี้
    1) พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ ข้ดคิดเห็นและคำปรึกษาด้านวิชาการ ด้านกฎ
    ระเบียบ และอื่นๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป้องกันปัญหาการกัดเซาะ
    ชายฝั่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายละแผนการ
    บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ และคณะกรรมการ
    ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัด

    • 2) พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น และให้คำปรึกษากับ กรม ทช.
    เกี่ยวกับการสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนชายฝั่ง และ องค์กรปกครอง
    ส่วนท้องถิ่น ในการจัดการป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ตามมาตรา 16
    แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2558

    • 3) พิจารณาจัดทำยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการและงบประมาณการจัดการ
    ป้องกันแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งแบบบูรณาการ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการ
    นโยบายละแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ
    พิจารณาให้ความเห็นชอบและให้หน่วยงานดัดแปลงไปสู่การปฏิบัติต่อไป

    • 4) พิจารณากลั่นกรองและให้ข้อเสอนแนะ ข้อคิดเห็นต่อโครงการ มาตรการ
    ระเบียบหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติสำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหา
    กัดเซาะชายฝั่งในภาพรวมและเชิงพื้นที่

    • 5) แต่งตั้ง คณะทำงาน เพื่อช่วยในการปฏิบัติงานของ คณะอนุกรรมการ
    ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

    • 6) ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการนโยบาย
    และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ

    • อย่างไรก็ดี ในทางวิชาการ อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จากภาควิชาชีววิทยา
    คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักวิชาการด้านชายฝั่งทะเล
    ที่เกาะติดเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานและอยู่ในอนุกรรมการบูรณาการฯ ด้วย
    ยืนยันว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการกำแพงกันคลื่น โดยมี "เหตุผล 10 ประการของ
    คนไม่เอากำแพงกันคลื่น" สนับสนุน ดังนี้

    • 1.โดยความเข้าใจพื้นฐานหรือสามัญสำนึก หาดทรายจะหายไปและ
    กลับมาตามฤดูกาล ไม่ได้มีปัญหาการกัดเซาะ จึงไม่จำเป็นต้องสร้าง
    กำแพงกันคลื่น กำแพงที่ถูกสร้างขึ้นจะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการกัดเซาะ
    ฐานราก จนลึกและจะพังในที่สุด

    • 2. เมื่อสร้างกำแพงกันคลื่นซึ่งเป็นของแข็ง ไปสู้คลื่นทะเล จะรับแรงสะท้อนกลับ
    เอาทรายออกไปสู่ทะเล กำแพงจึงเป็นตัวเร่งการกัดเซาะชายฝั่งลึกลงไปเรื่อยๆ
    ซึ่งทำให้คลื่นมีพลังงานสูงมากขึ้น เพราะไม่มีทรายเป็นแรงเสียดทานตามหลักฟิสิกส์ และจะทำให้คลื่นยิ่งสูงกว่าเดิม 7 เท่าจากความสูงปกติ

    • 3. การสร้างกำแพง ทำให้พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกำแพง (ทั้งด้านซ้ายและขวา) ถูกกัดเซาะหนักกว่าเดิม และจะต้องมีโครงการมาซ่อมแซมไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

    • 4. มักพูดกันว่าไม่มีวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องทรัพย์สินประชาชน
    หากราชการอ้างว่าไม่มีองค์ความรู้ก็ไม่ควรสร้างกำแพง แต่สามารถ
    ใช้วิธีการสร้างเขื่อนไม้ ซึ่งเป็นวิธีการชั่วคราวและสามารถรื้อออกได้
    แต่กำแพงเมื่อสร้างแล้วการจะรื้อทำได้ยากและสิ้นเปลืองงบประมาณ
    และไม่สามารถแก้ไขได้อีก แต่จะอยู่ไปชั่วนาตาปี แต่ราชการไม่รับฟัง
    และไม่เชื่อเหตุผลเหล่านี้

    • 5. มีตัวอย่าง ความเสียหายจากการสร้างกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้นหลายพื้นที่
    อาทิ ชายหาดปราณบุรี อ่าวน้อย ฯลฯ จึงไม่ต้องนำโมเดลอื่น ๆ มาอ้างว่า
    จะทำให้ชายฝั่งถูกกัดเซาะเป็น 100 เมตร เพราะไม่เป็นจริง เช่น กรณีการ
    สร้างกำแพงที่หาดม่วงงาม ก็ไม่ตรงกับความเป็นเป็นจริง เพราะไม่ได้มีการ
    กัดเซาะตามที่อ้างแต่อย่างใด

    • 6. คุณค่าของหาดทรายในเชิงระบบนิเวศหายไป เนื่องจากการหายไป
    ของทราย ทำให้หลายอย่างหายไปด้วย เช่น ปูลม จั๊กจั่น เต่าทะเล กุ้งเคย ฯลฯ
    กรณีกุ้งเคยเมื่อหายไปอาชีพชาวบ้านก็หายไปด้วย หรือ กำแพงกันคลื่นที่
    ปราณบุรี สิ่งที่มาแทนที่คือ สาหร่ายที่เขียวที่เหยียบแล้วลื่นมาก รวมถึงได้
    เพรียง และ เปลือกหายนางรม มาแทนที่

    • 7. คุณค่าความเป็นแหล่งท่องเที่ยวจะหายไป เพราะกำแพงได้ทำให้คุณค่า
    หาดทรายหายไป ชายหาดคอนกรีตที่บอกว่ามีความรู้สึก เป็นชุมชนเมืองนั้น
    เป็นภูมิทัศน์ที่นำมาหลอกลวงกันทั้งนั้น

    • 8. สูญเสียงบประมาณของประเทศ มีการดำเนินโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น
    ไปแล้วทั้งหมด 74 โครงการ วงเงิน 6,900 ล้านบาท และในปัจจุบันใช้งบฯ
    ก่อสร้างในแต่ละพื้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากกองหิน 3 หมื่นกว่าบาท เพิ่มเป็น
    กิโลเมตรละ 200 ล้าน เช่น ที่หาดมหาราช กิโลเมตรละ 150 ล้านบาท
    อ่าวน้อยกิโลเมตรละ 110 ล้านบาท ขณะที่ปราณบุรีพังมาหลายรอบ และ
    ใช้งบฯ ซ่อมแซมไปหลายรอบเช่นกัน

    • 9. มีทางเลือกอีกหลายวิธีที่ไม่จำเป็นต้องสร้างกำแพงกันคลื่น โดย
    มติ ครม. เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 ได้เห็นชอบให้เลือกใช้มาตรการสีขาว หรือ สีเขียว
    สำหรับสีขาวคือให้ถอยร่น ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ให้สู้คลื่น หรือ
    ถ้ามีการกัดเซาะก็ให้กัดเซะอยู่แค่นั้น หากเป็นที่เอกชนให้เลือกใช้วิธี
    จ่ายค่าชดเชย หากเป็นพื้นที่ของรัฐก็ไม่มีปัญหาและไม่เคยมีที่ไหน
    กัดเซาะถึง 100 เมตร

    • มาตรการสีเขียว คือการฟื้นฟูโครงสร้างทางธรรมชาติ เช่น ป่าชายเลนหายไป
    ก็เติมเข้าไป ป่าชายหาด เช่น ผักบุ้งทะเล หรือฟื้นฟูหาดทรายกลับมา อาทิ
    การเติมทราย โดยนำทรายที่ถูกพัดไปมาเติมจุดที่หายไป มติ ครม.ให้เลือก
    ใช้ 2 มาตรการดังกล่าว

    • แต่มีมาตรการสีเทา โผล่ออกมาด้วย คือเรื่องโครงสร้าง เช่น กองหิน ซึ่ง
    มาตรการนี้ นานาชาติกำหนดขึ้นและควรนำมาใช้เป็นมาตรการสุดท้าย
    แต่มาตรการสีเขียวที่ว่าจะต้องทำ EIA ต่างจากกำแพงกันคลื่นบ้านเรา
    ที่ไม่ต้องทำ EIA (ยกเลิกปี 2556) นั่นเท่ากับ กำแพงกันคลื่นที่ถูกเลือกใช้
    เป็นมาตรการที่ร้ายแรงที่สุด

    • 10. นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลทะเล บอกว่า
    ไม่ควรก่อสร้างกำแพงกันคลื่น กับหน่วยงานอื่นที่ไม่รู้จักทะเล แต่ไปจ้างบริษัท
    ที่ปรึกษามาสร้างมารับรองกันเองโดยไม่มีความรู้...คนไทยควรจะเชื่อใคร
    #saveหาดม่วงงาม #ปกป้องชายหาดสงขลา #ปกป้องชายหาดทั่วประเทศ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤษภาคม 2020
  11. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ช่องส่องผี LIVE EP.37 | งานบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวร

     
  12. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    พญามาร ก็คือ มหาเทพสูงสุด ใน สรวงสวรรค์
    มีฤทธิ์ เกือบจะเทียบเท่า พระพุทธองค์
    ก็เพราะว่า ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น
    จะได้เป็น พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
    แต่ด้วยความที่ เค้าอิจฉาพระพุทธเจ้า
    ที่ได้บรรลุธรรมไปก่อน จึงได้เข้าขัดขวาง
    เพราะอวิชชาครอบงำ เหมือน พระเทวทัต
    ที่จะได้เป็น พระปัจเจกะพุทธเจ้า ในที่สุด

    พยามาร มีฤทธิ์มากแค่ไหน ก็ลองตรองดู
    สามารถหลอก พระยาพรหม ในชั้นพรหมได้
    สามารถหลอก พระอริยะเจ้าได้
    เช่น หลอก พระโสดาบัน ได้
    หลอก พระสกิทาคามี ได้
    หลอก พระอนาคามี ได้
    หลอก พระอรหันต์มรรค ได้
    แต่หลอก พระอรหันตผล ไม่ได้
    เพราะหมดสิ้นกิเลส และ กรรม แล้ว
    เมื่อไม่ต้องรับกรรม ก็ไม่รู้ว่าจะหลอก อะไรได้อีก
     
  13. สุรีย์บุตร

    สุรีย์บุตร ឪពុកស្រឡាញ់កូន ៗอังก๊กสะละแลงกุงกุง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +366
    จขกท นี้มีโครงการดีๆเพื่อเพื่อนร่วมทุกข์มากมาย ไม่สนใจเป็นผู้นำไปตามหาสรีระพระมหากัสปะบ้างหรือครับ เพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนา...
     
  14. ฐานธมฺโม

    ฐานธมฺโม ทำลายเพื่อสร้างใหม่ ให้ดี ให้งาม..

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    8,135
    ค่าพลัง:
    +1,457
    ชวนเขาไปเรื่อยเปื่อย มั่วซั่ว
     
  15. สุรีย์บุตร

    สุรีย์บุตร ឪពុកស្រឡាញ់កូន ៗอังก๊กสะละแลงกุงกุง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +366
    เราทำไม่ได้ ก็ให้คนอื่นเขาทำ หวงไว้ได้อะไร
     
  16. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426

    ทำเลยครับท่าน ใครจะร่วมหรือไม่ร่วม
    มันก็เป็นกรรมของแต่ละบุคคล
    บางคนอาจจะด่าว่า ไม่เห็นด้วย
    แต่คนอย่างพวกเรา จะต้องทำงานเพื่อ สะสมบารมี
    เริ่มทำเลย เดี๋ยวตามเองครับ ทำได้เลย
     
  17. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    เบื้องบนแจ้งมาว่า
    ต่อไปในภายหน้า หมอไม่จำเป็นจะต้องไปที่ โรงพยาบาล
    แต่จะใช้วิธีการ ประชุมทางไกล แทน
    ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนบนพื้นโลก ก็รักษาได้
    โดยให้ หมอใหม่ๆ ที่เพิ่งเรียนจบ ทำงานได้ทันที
    ไม่ต้องรอประสพการณ์ แต่จะให้
    คณะหมอๆ คอยดูอยู่ด้วย เมื่อข้องใจอะไร
    ก็สามารถถามได้เลยทันที

    คณะหมอๆ ก็จะเป็น อาจารย์ ในโรงเรียนแพทย์
    ที่มีเวลาว่างมากกว่า คอยให้คำแนะนำ
    เราก็ไม่ต้องใช้หมอเยอะๆ
    คณะหมอๆ ก็จะสามารถสลับกันทำ เป็นเคสๆไปได้
     
  18. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
    การวางจิต หรือ การทรงจิต ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนา
    จะต้องประกอบไปด้วย
    -การคิดบวก มองโลกในแง่ดี ห้ามมองโลกในแง่ร้ายๆ
    -จะต้องมีเมตตาต่อ สัตว์โลกทุกตัว อย่างเท่าเทียมกัน
    -จะต้อง ยิ้มในใจ และ ยิ้มให้ผู้อื่น อยู่เสมอๆ
    -ไม่กล่าวปรามาสผู้อื่น หรือ เทพ หรือ มาร ทุกคนเท่าเทียมกัน
    -แผ่เมตตาไปยังสามโลกธาตุอยู่เสมอๆ อย่าได้ขาด จะได้ไม่ติดขัด
    -กล่าวชม ผู้ที่ทำงานให้ อย่าได้ขาด
    -เวลาจะทำงาน จะต้องอัญเชิญ เทพ มาร พรหม ลงมาช่วย
    -เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ก็จะต้องส่งแสงทิพย์ กับไปยังผู้ที่มาช่วยงาน
    อธิษฐานขอให้เค้าได้ปรับภพภูม ขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น
    ขอให้แสงสว่างของพวกเค้า ใสขึ้นอีกหนึ่งขั้น
     
  19. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426
  20. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,934
    ค่าพลัง:
    +2,426

แชร์หน้านี้

Loading...