เด็กชายปลาบู่!!!

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย konngaam, 8 ธันวาคม 2011.

  1. konngaam

    konngaam เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2008
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +371
    ขอเกริ่นสักนิดนะครับว่า ไม่ได้มาปลุกปั่นกระแสภัยพิบัติ เพียงแต่ว่าวันนี้ได้อ่านข่าว จากเว็บ mthai เห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาลงให้ดูกัน ไม่ทราบว่ามีคนลงแล้วหรือไม่ และที่สำคัญเห็นว่ามีพยานทั้งบุคคลและสถานที่

    คัดลอกจากเว็บ ว่อนเน็ต ! คำทำนาย เด็กชายปลาบู่ ภัยพิบัติใหญ่ในไทย ปี 2555 | ข่าวทั่วไป มาทั้งหมดครับ
    เด็กชายปลาบู่
    [​IMG]
    MThai News : เป็นเรื่องที่ถูกส่งต่อและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายในสังคมออนไลน์ หลังมีข้อความและคลิปคำทำนายเด็กชายปลาบู่ หรือ สุทัศน์ คำสี ถึงภัยพิบัติใหญ่ในไทย ในเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งโพสโดย MahasuraSinghanat เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2554

    โดยข้อความในคลิประบุว่า เป็นสารคดีตามรอยพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ผ่านเด็กชายระลึกชาติได้ชื่อปลาบู่ (สุทัศน์ คำสี) โดย เด็กชายปลาบู่ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด รูปร่างหน้าตาดี ใครเห็นใครก็รัก ตอนอายุได้ประมาณ 3-4 ขวบ เริ่มระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ หูทิพย์ สามารถพูดได้หลายภาษาโดยไม่ได้ร่ำเรียนจากตำราหรือครูอาจารย์ที่ไหนเลย
    [​IMG]

    เด็กชายปลาบู่ได้บอกไว้ว่า สมัยพุทธกาลตอนเองชื่อ ” อชิตะภิกษุ ” ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทำนายไว้ว่าจะได้เป็น “พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย” ในอนาคต สาเหตุที่มาเกิดเพราะต้องการให้พ่อ(ทองใบ คำสี) เป็น “สื่อ” ให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องเขื่อนพังจากแรงแผ่นดินไหวและอื่น ๆ ในปีที่ 38 หลังจากตนเองเสียชีวิต (ตรงกับ พ.ศ.2555)





    ………………………………………………………………………………………………..

    ทั้งนี้ยังมีบทความที่ถูกส่งต่อ ถึงคำทำนายเด็กชายปลาบู่ ซึ่งเขียนโดยผู้ที่อ้างว่าเป็น นายทองใบ คำสี (พ่อของเด็กชายปลาบู่) โดยมีข้อความดังนี้
    [​IMG]


    คำทำนายเด็กชายปลาบู่
    บ้านเลขที่ 234/2 หมู่ 1 บ้านตามูล
    ตำบลทรายขาว อำเภอสอยดาว
    จังหวัดจันทบุรี 2 2 1 8 0

    วันที่ 28 กันยายน 2554
    สวัสดีครับ ผู้ที่รักผืนแผ่นดินไทย ทุกท่าน

    กระผม ชื่อนายทอง ใบคำสี เกิดวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2481 อายุ 73 ปี เป็นชาวอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กระผมมีลูกทั้งหมด 5 คน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 1 คน บุตรชายของผมคนเดียวชื่อ “ปลาบู่” ซึ่งได้เสียชีวิตมาแล้ว 37 ปี ตอนเขามีอายุได้ 5 ปี 8 เดือน กับอีก 15 วัน

    ก่อนตายบุตร ชาย บอกกับผมว่า อีก 15 วันหนูจะตายแล้ว หนูอยากคุยกับพ่อ และให้ผมไปซื้อเทปมาบันทึกเสียงเขา แต่ผมไม่ได้ทำตาม เพราะไม่เชื่อว่าเขาจะตายจริง ๆ

    กระผมได้ฟังหลาย ๆ เรื่อง แต่เขียนเพียงบางตอนที่บุตรชายได้เล่าเมื่อ วันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว เรื่องสำคัญ ๆ ที่เขาเล่าคือ เรื่องอดีตชาติของเขา และบุคคลสำคัญ ๆ เรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและโลกในอนาคต เรื่องราวในอนาคตของประเทศไทย เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 เรื่องดวงอาทิตย์ โลก จักรวาล ธาตุ เหล็กไหล มีความเป็นมาอย่างไร เรื่องขุมทรัพย์ในแผ่นดินที่พระแม่ธรณีเก็บเอาไว้หลาย ๆ แห่ง ฯลฯ

    รวม ถึงต้องการให้พ่อเป็น”ทูต” หรือ “สื่อ”ให้มีการเตรียมการป้องกันเขื่อนที่จะพังจากแรงแผ่นดินไหว การวางท่อใหญ่ ๆ เพื่อระบายน้ำจากตัวเขื่อนลงทะเลเพราะน้ำเมื่ออยู่ในท่อจะสามารถควบคุมได้ และเรื่องการขุดคลองลัดคอคอดลูกน้ำเต้าเพื่อระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ ไหลเร็วขึ้น (ปัจจุบันเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว)

    ในเรื่องอดีตชาติของเขา เขาบอกว่า หนูระลึกชาติได้จริง ๆ เป็นปู่ของปู่ทวด เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้มั้ย ตาเป็นทิพย์ หูเป็นทิพย์ หมดทั้งตัวเป็นไพฑูรณ์ เมื่อชาติก่อนโน้นหนูเคยเกิดเป็นพระชื่อ “อชิตะ” ตอนพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตได้บอกว่าหนูจะได้เป็น “พระศรีอาริยเมตไตรย” ไง ไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องมีคัมภีร์ก็เทศน์ได้

    อยากให้พ่อช่วยเป็นทูตทางวิญญาณบอกให้ท่านทราบ จะได้ป้องกันไว้ก่อนที่เขื่อนจะพังเพราะแรงแผ่นดินไหว “แผ่นดินแยก เขื่อนแตกขาด” เขื่อนกักเก็บน้ำที่จังหวัดตาก จะพังเสียก่อนจะแก้ไขไม่ได้ โดยการเอาเหล็กรางรถไฟไปหุ้มให้แข็งแรงเป็นเขื่อนเหล็ก จะได้พังไม่มาก จากหนักจะได้เป็นเบา

    “หนูมองเห็นความเสียหาย มีคนตายมากมาย อำเภอสามเงา ตากนครสวรรค์ อโยธยา ปทุมธานี นนทบุรี โรงพยาบาลศิริราช ท่าเรือคลองเตย เครื่องบินโดยสารไอพ่นจมน้ำด้วย”

    เขาถามผมว่า ” รถไฟลอยฟ้ามันเหาะได้มั้ยพ่อ?” ” รถไฟใต้ดินมันมุดน้ำได้มั้ยพ่อ?” (ปี พ.ศ.2517 ยังไม่มีรถไฟลอยฟ้าและรถไฟใต้ดิน) ใต้กรุงเทพฯ- ธนบุรีไม่มีลูกรัง-หิน มีแต่ทรายทับถมโคลนตมอยู่ลึกๆ คนโบราณก่อสร้างเมืองไม่ต้องตอกเสาเข็ม เอาซุงมาทำแพบก จึงทำได้มั่นคงแข็งแรง

    แม่น้ำเจ้าพระยาถูกขุดลอกให้ลึก ๆ เป็นอันตรายมาก ๆ เพราะทรายทับถมตมเลนเหลือบางมาก ๆ ทำให้ตมเลนปูดทะลักขึ้นมาในแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกรามบ้านช่องสิ่งก่อสร้างที่มีน้ำหนักมาก ๆ จมดินยังไม่พอ เพราะเสาเข็มยังจมยังไม่ถึงดินดาน รถไฟยังวิ่งสะเทือนเขย่าเม็ดทรายที่หุ้มเสาเข็ม ทำให้เสาเข็มทรุดตัว

    หนู อยากให้รัฐบาลทำเขื่อนใต้น้ำ ดักทรายเป็นระยะเพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาตื้นขึ้นเหมือนเดิม เพราะเมื่อขุดแม่น้ำเจ้าพระยาลึก ๆ ก้นแม่น้ำก็จะมีแต่ตมเลนน้ำหนักของสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำจะกดตมเลนในแม่น้ำ ให้ปูดขึ้นมา ทำให้เกิดการทรุดตัวของสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำ

    ตึกราม บ้านช่อง สิ่งก่อสร้างต่างๆ จะพังเพราะแรงแผ่นดินไหว น้ำในตัวเขื่อนที่พังยังไหลมาท่วมซ้ำเติม ทุกข์ยาก ลำบากมาก ๆ การสร้างเขื่อนใหญ่อยู่เหนือพระนคร เป็นอันตราย เพราะแรงแผ่นดินไหวแรงมาก เหมือนเมื่อก่อน ครั้งนาน ๆ โน้น ที่ไดโนเสาร์ตายหมด !!

    เขียน ถึงตรงนี้เด็กอายุเพียง 5 ขวบ 8 เดือน 15วัน บ่นว่า เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้วางท่อใหญ่ ๆ เพื่อเอาน้ำออกสู่ทะเล ไม่มีท่อปล่อยน้ำออกจากเขื่อน เพราะถ้าระดับน้ำในเขื่อนเต็มขึ้นมา ก็จะมีการปล่อยน้ำออกจากตัวเขื่อน น้ำก็จะท่วมบ้านเรือนที่อยู่ใต้ตัวเขื่อน แต่ถ้ามีการวางท่อใหญ่ ๆ จากตัวเขื่อนลงสู่ทะเลเลย น้ำก็จะระบายลงท่อไปสู่ทะเล ไม่ท่วมบ้านเรือนและแผ่นดินที่อยู่ข้างบน น้ำเมื่ออยู่ในท่อจะสามารถควบคุมได้ และจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ในระยะยาว

    ปลาบู่ถามผมว่าอีก 27 ปี พ.ศ.อะไร ? (2544) จะมีเครื่องบินชนตึก อีก 30 ปี พ.ศ.อะไร ? (2547) จะเกิดคลื่นยักษ์คนจะตายกันมาก อีก 35 ปี พ.ศ.อะไร? (2552) จะเกิดแผ่นดินไหวในต่างประเทศ แต่อีก 38 ปี (2555) จะเกิดอาเพศรุนแรง แผ่นดินไหวรุนแรงเกือบทั่วโลก จะโดนทั้งไทย พม่า ฯลฯ กรุงเทพฯจมดินจมน้ำ เขื่อนที่จังหวัดตากก็พัง “ในเวลายามสองในคืนปีใหม่ คนไทยฉลองกันสนุกสนาน เกิดแผ่นดินไหวมีคนตายมากมาย” (ยามสอง คือประมาณเวลา 22.00 –24.00 น.)

    กระผม ได้ฟังหลาย ๆ เรื่อง แต่เขียนเพียงบางตอน ตามเรื่องที่ปลาบู่เล่าเป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้กระผมอายุ 73 ปีแล้ว เป็นห่วงประเทศชาติ เชื่อว่าต้องเป็นความจริงตามที่ปลาบู่เล่า เพราะที่ผ่านมาเกิดขึ้นมาหมดแล้ว เหลือแต่ที่ยังไม่ถึง

    ปลาบู่บอกว่า พ่อครับที่ดินแปลงนี้ยกให้หนูนะ (ที่สวนศรีมหาโพธิ์ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ได้ปลูกต้นโพธิ์ตามที่ลูกชายขอไว้กว่า 200 ต้น เป็นเวลา 36 ปีแล้ว) และให้ทำถนนให้รอบเหมือนกับสนามหลวง ให้ปลูกต้นโพธิ์ให้ด้วย หากหนูตายไปแล้วพ่อจะรู้เอง.. ให้จำปานของหนูไว้ให้ดี.. หนูจะกลับมาเกิดอีกครั้งเป็นลูกของ…… ตัวโตเท่านี้จะบวชเณร ออกธุดงค์มาช่วยพ่อสร้างวัด “สุทัศน์เทพไพฑูรย์” (สวนศรีมหาโพธิ์) พร้อมกับแม่ใหม่ จะมาทำปาฏิหารย์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา (ลูกชายบอกว่าต่อไปประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ ต่างประเทศจะมาพึ่งพาประเทศไทย และพระพุทธศาสนาจะเป็นอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะเสียหายเพราะภัยพิบัติและการสู้รบจากสงคราม) จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในปีที่ 40 หลังจากเสียชีวิต (ตรงกับ พ.ศ. 2557)

    ที่ สวนศรีมหาโพธิ์จะเป็นสถานปฏิบัติธรรมของผู้หญิง และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและคนชรา (ในยุคที่เกิดความทุกข์ยากเพราะภัยพิบัติ) บนเขาลับแล(โครงการจัดตั้งฯ วัดป่าร่มโพธิ์ศรีฯ) จะเป็นวัดที่อยู่ของพระภิกษุและสามเณร จะมีพระองค์หนึ่งมีบุญบารมีมาก จะมาช่วยพ่อสร้างวัด จะมีคนมาถวายให้สร้างโน่นสร้างนี่จนสร้างไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งในปัจจุบันผมได้สร้างรอลูกชายตามที่สัญญาไว้ว่าจะมาหาทั้งสองที่ และได้เฝ้ารอคอยการกลับมาของบุตรชายในชาติใหม่มาเป็นเวลา 37 ปีแล้ว

    กระผม ขอวิงวอนรัฐบาลและผู้ที่รับผิดชอบช่วยพิจารณาเรื่องการนำรางรถไฟที่ไม่ ใช้แล้วเพราะสับเปลี่ยนเป็นรางใหม่ (ซึ่งปัจจุบันวางกอง ๆ ไว้มากมายตามสถานีรถไฟ) นำไปเสริมตัวเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก และเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เพื่อให้มีความแข็งแรง เพียงพอที่จะรับแรงแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักในการเขียนจดหมายของกระผมในครั้งนี้ และท่านคงทราบดีว่าในปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงในด้านธรณีวิทยาทำให้เกิด แผ่นดินไหวบ่อยครั้ง และสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั่วทั้งโลก การป้องกันเตรียมการไว้ก่อน เมื่อเกิดปัญหาจะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบา

    ขอแสดงความนับถือ
    ทองใบ คำสี
    ป.ล. มีพยานหลักฐานทั้ง พยานบุคคล และสถานที่ (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)

    ปล.(ของผมเอง)ผมลงคลิปไม่ได้เพราะที่ทำงานบล็อคเว็บ youtube ครับ นั่นหมายความว่าคลิปที่เว็บmthaiลงผมก็ดูไม่ได้เลยไม่รู้เนื้อหาครับ

    ถ้าสนใจตามไปที่ห้องนี้ได้เลยครับมีคนลงไว้ก่อนแล้ว
    http://palungjit.org/threads/วิเคราะห์เรื่องเด็กชายปลาบู่และภัยพิบัติ-พ-ศ-2555-2556-a.312585/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ธันวาคม 2011
  2. ศรศิลป์

    ศรศิลป์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,236
    ค่าพลัง:
    +3,173
    ไปอยู่ไหนมาครับ หน้าภัยพิบัติและการเตรียมการ มีคนเข้าไปอ่านไปตอบตั้งนานแล้ว ไปหมวดนั้นดีกว่านะมีเพื่อนๆรออยู่
     
  3. konngaam

    konngaam เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2008
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +371
    อ่าวเหรอครับ ปกติผมไม่ค่อยมีเวลาเข้าไปห้องนั้นเท่าไหร่ แค่เข้าห้องนี้บางวันยังไม่มีเวลาเข้าเลย
     
  4. ศรศิลป์

    ศรศิลป์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,236
    ค่าพลัง:
    +3,173
    ลุงทองใบ บอกว่าให้ระวังคืนฉลองปีใหม่ปลายปีนี้ครับ คนไทยเมาสนุกสนานกัน แผ่นดินไหว ทำให้เขื่อนแตกร้าว น้ำทะลัก หนักขนาดไหน ลุงบอกว่า เมื่อครั้งนานๆก่อนๆโน้น ไดโนเสาร์ตายหมด แสดงว่ารุนแรงมาก เป็นคำเตือนที่ผมเชื่อถือมาก ทั้งอ่านทั้งนั่งฟังหลายรอบ ญาณพระโพธิสัตว์ท่านแม่นยำมาก เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด การแบ่งภาคมาเกิด อวรตาร เป็นอะไรที่คนทั่วไปไม่เข้าใจได้ ต้องศึกษาครับ
    ไหนๆคุณตั้งกระทู้มาแล้ว เป็นประโยชน์มากดีกว่ากระทู้แปลกๆพิลึกบางอัน งั้นผมอยู่เป็นเพื่อนกระทู้ของคุณ รอสมาชิกท่านอื่นมาออกความเห็น
     
  5. konngaam

    konngaam เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2008
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +371
    ผมเจอกระทู้แล้วครับกำลัง ตามอ่านทีละหน้าอยู่เลย
     
  6. ศรศิลป์

    ศรศิลป์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,236
    ค่าพลัง:
    +3,173
    จากการอ่านและฟัง การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวทำให้เสาตอม่อรถไฟฟ้าลอยฟ้ามันโค่นล้มได้ เสาที่ปักอยู่ไม่แน่นหนา เพราะไม่มีดินดานไม่มีหินลูกรัง ทีนี้เสาและคานเจอแรงแผ่นดินไหวก็จะพัง รถไฟฟ้าก็จะทะยานพุ่งตกลงมา รถไฟฟ้าใต้ดิน หากเจอแผ่นดินไหวแตก น้ำจะทะลักเข้ามาท่วมใต้ดินทั้งหมด มองภาพแล้วน่ากลัวมาก ปี 2557 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 จีนกับอเมริกา จะรบกัน เมืองไทยได้ส่งสินค้าเกษตรขายระหว่างที่มีสงครามโลก กว่าจะสิ้นสุดก็เป็นปี 2560 ยังมีอีกหลายเรื่องที่ลุงยังไม่ได้เล่า แค่เล่าถึงภัยเฉพาะหน้าที่จะเกิดเร็วๆนี้เท่านั้น
    หลายคืนก่อนผมฝันเห็นงูดำใหญ่เลื้อยมาจับกินผู้คนในเมืองหลวง คนตายกันมากมาย สังหรณ์ใจว่าจะมีคนตายตามคำเตือนที่ว่านี้เยอะ
     
  7. วรรณนรี05

    วรรณนรี05 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +902
    ในเมื่ออ้างว่าเป็น อชิตภิกษุชึ่งท่านได้ นิพพานในสมัยพุทธกาล นานแล้ว คงไม่กับมาเกิดอีกและเท่าศึกษา พระพุธเจ้า ทรงมีพุทธพยากรณ์ ไว้ตอนไหนในปริเฉทที่เท่าไหร่ ควรมีข้อมูล อย่างคนที่รู้จริง เพราะส่วนมากพระอรหันต์ ที่อุบัตขึ้นในสมัยพุทธกาล รวมถึงองค์สมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จะได้รับพุทธพยากรณ์ พร้อมพร ในพระพุทธเจ้าที่มีประนามว่าประทุมมุทตระ อย่างไรก็ดีควรเคลียร์ ให้ตั้งอยู่บนความถูกต้อง ตามพุทธประวัติด้วย **ว่าเรื่อง อชิตสาวก ได้ทูลถามปัญหา 4ข้อ กับพระพุทธเจ้า

    1 โลกคือหมูาสัตว์ ถูกอะไรปิดบังไว้ อะไรเป็นเหตุจึงไม่มีปัญญามองเห็น อะไรเป็นเครื่องฉาบไล้ให้สัตว์โลกติดอยู่ และอะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น?
    พระพุทธเจ้าทรงวิสัชนาว่า อวิชชา คือความไม่รู้ปิดอยู่ ตัณหาและความประมาทปิดกั้นปัญญา ตัณหาคือความอยากฉาบไล้สัตว์โลกให้ติดอยู่ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลก
    2 อะไรเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องปิดกั้นความอยากชึ่งเป็นดุจกระแสน้ำหลั่งไหล ในอารมณ์ทั้งปวง จะละความอยากนั้นได้ด้วยธรรมอะไร
    พระพุทธเจ้าทรงวิสัชนาว่า สติ เป็น เครื่องห้าม ป้องกันความอยาก และจะละความ อยากได้เพราะปัญญา
    3ปัญญา สติ กับนามรูปนั้น จะดับไป ณ ที่ใด
    พระพุทธเจ้าทรงวิสัชนาว่า เพราะวิญญานดับไปก่อน นามรูปจึงดับ ณ ที่นั้น
    4 ชนผู้เห็นธรรมแล้ว และผู้ยังศึกษาอยู่ สองพวกนี้ยังมีอีกมาก ขอกราบทูลถามความประพฤติของปวงชนพวกนั้น
    พระพุทธเจ้าทรงวิสัชนาว่า ภิกษุเห็นธรรมแล้ว และผู้ยังศึกษาอยู่ เป็น คนไม่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง มีสติอยู่ทุกอิริยบถ

    * ถ้าเราทุกคนมีสติ อย่าพระพุทธเจ้าว่าอะไรจะเกิดก็เกิดเถอะ ไม่จำเป็นต้องนั่งอ่านเรื่องราวที่ทำให้กลุ้มใจ ไปล่วงหน้า ณ เวลานี้ เราทำอะไรอยู่รู้ตรงนี้ รับรองเราเอาตัวรอดได้เสมอ แต่ถ้าจะตายในเวลานั้น ใช่ว่าเป็นคนไม่ดี ในเมื่อพูดกันเรื่องศีลห้า เข้าใจศีลกันหรือยัง ในยามปกติคนธรรมดาทั่วไป ส่วนมาก เขามีศีลห้ากันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าต้องแต่งชุดขาวเข้าวัดควรเข้าใจกันไว้ จะได้ไม่ตื่นตะหนก ในขณะที่คุณนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านในชีวิตของคนปกติ ยามนี้ศีลของเขาครบ เพราะไม่มีเวลา ไป ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดกาเม หรือมุสาให้คนอื่นเดือดร้อน และไม่ได้กินเหล้า แค่นี้เองศีลห้าข้อ ครบ เพราะ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็น ต้องตื่นกลัวข่าว ลือ
     
  8. jozaco

    jozaco สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2011
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +0
    อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ให้เป็นไปตามกรรม
    ป้องกันก็ใช่ว่าจะรอดแล้วจะมีความสุข กรรมเขาสร้างเท่าไหร่ ก็ใช้เท่านั้น
    เพื่อให้สบายใจ เกิด แล้วก็ ดับ เป็นของธรรมดา
    ทำตัวให้มีคุณค่ามากที่สุดก็พอแล้ว....
     
  9. นายเบทร์

    นายเบทร์ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    883
    ค่าพลัง:
    +91
    เท่าที่ผมได้ฟังผู่ใหญ่เขาเล่าให้ฟังตอนเด็กก็คือว่า

    พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์โดย เอาบารตไปซ่อน แล้วให้พระอรหันต์ไปหา
    พระอรหันต์หลายคนหาไม่เจอ แล้วเหลือพระอชิตะคนสุดท้าย

    พระอชิตะเป็นพระบวชใหม่ไม่มีฤทธิ์อ่ะไรเลย ดังนั้นจึงตั้งจิตว่าถ้าเราจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปขอให้บารตของพระพุทธเจ้านั้นลอยลงมาที่มือ

    และบารตก็ลอยมาจริงๆครับ
    '''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''
    รายละเอียดที่ละเอียดๆๆๆๆที่ท่านอยากได้ผมคงไม่มีฮ่าๆๆๆๆ
    ต้องให้ผู้คงแก่ธรรมมาอธิบาย
     
  10. ragpon

    ragpon เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    457
    ค่าพลัง:
    +955
    เอาแล้วน้องเบสหัวฟู มาเอง งานนี้เอาข้อมูลมาบอกหน่อยเลยครับ ตอบน้องเขาหน่อย
    ส่วนนี้ของผม หรือคนที่เขา ทรงศีลหลายท่าน ศีลแท้เขาไม่ถือเอานั่งกินข้าวหรอกครับเขาเอาเป็นอารมณ์ แล้วก็ไม่ใช่อารมณ์ขึ้นๆลงๆด้วย แบบนั่งกินข้าวมันไม่ยากอะไรใครๆเขาก็กินได้เอามาเป็นศีลถือเอาเป็นหลักไม่ได้ จะกินข้าวตั้งจานไว้เดียวกินเหลือข้าวในหม้อแค่จานเดียว เอ้าพอดีเพื่อนมาเรียกคุยเรื่องไร้สาระเอาทนนั่งคุยซักพักแล้วก็อำราวิ่งมาจะกินข้าวหิวหน้ามืดดั้น!มาเจอมดทั้งรังรุมในจานข้าวถามหน่อยจะเอาไง นี้เขาเอาเป็นอารมณ์คนทรงจริงเขาให้เลยบอกหินก็แบ่งกันเหลือที่มดไม่อยู่นั้นเขากินแค่นั้น เรื่องผมจบแค่นี้ ส่วนน้องเขาก็เอาข้อมูลมาด้วยขอบคุณครับ
     
  11. ragpon

    ragpon เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    457
    ค่าพลัง:
    +955
    อีกนิดเวลาเขาทรงศีลจริงๆเขาเกรง หรือเข้าข่ายกลัวต่อบาปเลย เขาคืดว่ามดตัวนี้ข้าตั้งใจฆ่า ข้าไปแน่อยายแน่ จะหยิบของเอ้ยเขาให้มาหยิบถูกอันไหม หรือมีเจ้าของไหมไม่ใช่ของเราอบายแน่ยืมก่อนขอก่อนแต่ไม่ใช่ใช้อำนาจที่ตนมีบอกขอคนเขาเกรงใจกลัวอยู่จึงให้นี้มันก็ขโมยถูกกฏหมายนี้แหละ เงินกองกลางเงินราชเป็นเงินผู้อื่นเหลือเก็บไว้เข้ากระเป๋าตนบาทเดียวสลึงเดียวก็อบาย
     
  12. น้ำใหลนิ่ง

    น้ำใหลนิ่ง Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    174
    ค่าพลัง:
    +79
    ข้อมูลพระอชิตะครับ

    พระอชิตเถระ เป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีที่ ถูกส่งมาทูลถามปัญหาทั้ง 16 ต่อพระพุทธเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ โดยอชิตมาณพเป็นหัวหน้าคณะศิษย์ทั้ง 16 ของพราหมณ์พาวรี ต่อมาทั้งหมดได้บรรลุธรรมและอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยพระพุทธเจ้าเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยนับเนื่องในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญของพระพุทธศาสนา

    ดังนั้นพระมหาเถระอชิตะท่านนิพพานไปแล้ว ไม่ใช่พระศรีอริยเมตไตรยแน่นอน

    พระอชิตเถระ - วิกิพีเดีย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ธันวาคม 2011
  13. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,915
    ค่าพลัง:
    +7,319
    หาข้อมูลเรื่องอชิตะภิกขุ เพื่อประกอบการพิจารณา ข้อสงสัยเรื่องพระอชิตะ


    เรื่องพระอชิตะ อธิษฐานรับบาตรพระพุทธเจ้า มาจาก พระปฐมสมโพธิกถา 29 ปริจเฉท

    29 ปริเฉท อย่างย่อ
    :ที่มาจากมหาลัยศิลปากร

    พุทธประวัติ เริ่มเรื่องตั้งแต่ปริเฉทที่ 1 เรื่อยไปจนถึงปริเฉทที่ 29 ดังจะกล่าวถึง
    รายละเอียดแต่ละปริเฉทโดยย่อตามลำดับ ดังนี้

    ปริเฉทที่ 1 วิวาหมงคลปริวรรต กล่าวถึงความเป็นมาของวงศ์ทางพระชนกและ
    พระชนนีของเจ้าชายสิทธัตถะ คือพระเจ้าสุทโธทนะ (ศากยวงศ์) และพระนางศิริมหามายา
    (โกลิยวงศ์) เป็นลำดับ จนถึงตอนอภิเษกสมรสของทั้ง 2 พระองค์

    ปริเฉทที่ 2 ดุสิตปริวรรต กล่าวถึงเทพยดาทั้งหลายอันมีท้าวมหาพรหมเป็นประธานได้
    อัญเชิญโพธิสัตว์จุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางศิริมหามายา

    ปริเฉทที่ 3 คัพภานิกขมนปริวรรต กล่าวถึงพระนางศิริมหามายาประสูติพระราชโอรส
    ณ. สวนลุมพินีวันพร้อมด้วยสหชาติทั้ง 7 คือ นางพิมพา (อัครมเหสี) พระอานนท์ (พุทธอุปัฏฐาก)
    นายฉันนะ (ผู้นำเสด็จออกผนวช) ม้ากัณฐกะอัศวราช (ม้าที่นำเสด็จออกผนวช) ไม้มหาโพธิ์
    (ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้) ขุมทองทั้ง 4 และกาฬุทายีอำมาตย์ (ผู้อัญเชิญพระพุทธเจ้า
    เสด็จโปรดพุทธบิดา)

    ปริเฉทที่ 4 ลักขณปริคคาหกปริวรรต กล่าวถึงสิทธัตถะกุมารทรงทำปาฏิหารย์เสด็จขึ้น
    ไปยืนบนชฎาของกาฬเทวิลดาบสหลังประสูติได้ 5 วัน ต่อมาพระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ผู้ทรง
    วิชา 8 คนมาทำนายลักษณะของพระกุมาร การทำนายในครั้งนั้นพราหมณ์ 7 คนได้ทำนายเป็นอย่าง
    เดียวกันว่า หากพระกุมารอยู่ในเพศฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักพรรดิ์แต่หากบรรพชาจะได้ตรัสรู้
    เป็นพระศาสดา มีโกณฑัญญะพราหมณ์ผู้เดียวที่ถวายคำทำนายเป็นอย่างเดียวว่าพระกุมารจะเสด็จ
    ออกผนวชและได้บรรลุโพธิสมภาณ

    ปริเฉทที่ 5 ราชาภิเษกปริวรรต กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระราชมารดาของ
    เจ้าชายสิทธัตถะหลังประสูติได้ 7 วันแล้วได้บังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตตามประเพณีของพุทธมารดา
    พระเจ้าสุทโธทนะซึ่งตั้งพระทัยจะให้สิทธัตถะกุมารได้เป็นพระมหาจักพรรดิ์จึงบำรุงบำเรอ
    ความสุขทุกประการต่อโอรส โดยสร้างปราสาท 3 ฤดูประทานและได้ตรัสขอพระราชธิดาจากพระ
    ญาติให้ เมื่อเจ้าชายมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาได้ประลองศิลปศาสตร์ให้เป็นที่ประจักต่อพระญาติ
    ทั้งหลาย ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันยกพระราชธิดารวม 40,000 นางให้เป็นชายา เจ้าชายสิทธัตถะได้
    ยกพระนางพิมพาขึ้นเป็นพระอัครมเหสี

    ปริเฉทที่ 6 มหาภินิกขมณปริวรรต เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ 29 พรรษา ได้
    เสด็จประพาสอุทยานพบกับคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะที่เทวดานิมิต ทรงสังเวชพระทัยจึง
    ตัดสินใจออกผนวชในคืนวันนั้น ก่อนออกผนวชพระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรพระราหุล
    โอรสที่เพิ่งประสูติและพระนางพิมพาพระชายาแล้วจึงเสด็จพร้อมด้วยนายฉันนะและม้ากัณฐกะ
    เมื่อถึงริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจึงได้ตัดพระเกศาลาเพศฆราวาส พระอินทร์จึงอัญเชิญพระเกศานั้นไป
    ประดิษฐานยังเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์สวรรค์ ฝ่ายท้าวฆฎิกาพรหมได้นำอัฐบริขารทั้ง 8 มาถวาย
    พร้อมทั้งอัญเชิญพระภูษาไปประดิษฐานยังทุสสเจดีย์บนพรหมโลก

    ปริเฉทที่ 7 ทุกรกิริยาปริวรรต นายฉันนะและม้ากัณฐกะนำอาภรณ์ของสิทธัตถะกลับ
    กรุงกบิลพัสดุ์แต่ม้ากัณฐกะอกแตกตายด้วยความเศร้าก่อนถึงพระนคร
    ข้างฝ่ายพระสิทธัตถะได้เข้าศึกษายังสำนักต่างๆแต่ไม่พบหนทางตรัสรู้ จึงเสด็จไปยัง
    ตำบลอุรุเวลาพบกับพราหมณ์ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ
    พราหมณ์ทั้ง 5 ได้ปรนนิบัติพระองค์ขณะที่ทรงกระทำทุกรกิริยาเป็นเวลา 6 พรรษา แต่ด้วยการ
    กระทำที่ตึงจนเกินไปนี้พระอินทร์จึงได้ดีดพิณ 3 สายถวายเพื่อชี้ให้เห็นถึงทางสายกลาง ครั้นเมื่อ
    พระพุทธองค์เลิกกระทำทุกรกริยาแล้วพราหมณ์ทั้งหมดจึงละทิ้งพระองค์ไป

    ปริเฉทที่ 8 พุทธบูชาปริวรรต กล่าวถึงนางสุชาดาและบริวารได้หุงข้าวมธุปายาสถวาย
    ต่อพระสิทธัตถะ หลังจากพระพุทธองค์เสวยแล้วได้ทรงลอยถาดที่ใส่ของถวายพร้อมทั้งตั้งอธิฐาน
    จิตหากได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดนั้นลอยทวนกระแสน้ำ ถาดนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ
    ตามที่ทรงอธิษฐานราว 80 ศอกจึงจมลงสู่วิมานของพระยานาคราชกระทบกับถาดของพระอดีต
    พุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่เคยอธิษฐานไว้เช่นเดียวกัน

    ปริเฉทที่ 9 มารวิชัยปริวรรต พระยาวัสดีมารได้ยกกองทัพมารมาสำแดงอิทธิฤทธิ์
    นานัปการจนเทวดาที่มาเฝ้าแหนชื่นชมบารมีต่างหลบหนีไปสิ้น พระสิทธัตถะจึงเหยียดนิ้วพระ
    หัตถ์ลงธรณีเรียกพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานการประกอบทานบารมีของพระองค์ในอดีตชาติ พระ
    แม่ธรณีจึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์บิดเอาน้ำจากพระโมฬีที่สิทธัตถะเคยหลั่งทักษิโณทกใหลท่วม
    จนกองทัพมารแตกพ่ายไป

    ปริเฉทที่ 10 อภิสัมโพธิปริวรรต พระสิทธัตถะทรงประทับสมาธิใต้ต้นพระศรีมหา
    โพธิ์ในวันเพ็ญเดือน 6 ยามปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยาม พิจารณาญาณต่างๆจนตรัสรู้
    อริยสัจ 4

    ปริเฉทที่ 11 โพธิสัพพัญญูปริวรรต ภายหลังตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ
    พุทธองค์ทรงเสวยวิมุติสุข ณ. สัตตมหาสถานทั้ง 7 แห่ง แห่งละสัปดาห์ ดังนี้
    สัปดาห์ที่ 1 ประทับบนรัตนบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ท่ามกลางเทพยดา
    ที่มาชื่นชมบารมี
    สัปดาห์ที่ 2 ประทับลืมพระเนตรพิจารณามหาโพธิบัลลังก์ (อนิมิสเจดีย์)
    สัปดาห์ที่ 3 ประทับจงกรม
    สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งในเรือนพิจารณาหลักธรรมจนบังเกิดฉัพพรรณรังสี
    รอบพระวรกาย
    สัปดาห์ที่ 5 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นอัชปาลนิโครธ (ต้นไทร) ในครั้งนี้ธิดา
    พระยาวัสดีมารได้เข้ายั่วยวนด้วยกิเลสทั้งปวงแต่พระพุทธองค์ทรงขับไล่จนแตกพ่ายไป
    สัปดาห์ที่ 6 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ครั้นประทับอยู่ฝนได้
    ตกลงมาอย่างหนัก พระยานาคมุจลินท์จึงขึ้นมาแผ่พังพานปกคลุมพระวรกาย หลังฝนหยุดตกแล้ว
    จึงแปลงกายเป็นหนุ่มน้อยถวายอัญชลีต่อพระพุทธองค์
    สัปดาห์ที่ 7 ประทับเสวยวิมุติสุขใต้ต้นราชายตนะพฤก พระอินทร์ได้ลงมา
    ถวายผลสมออันเป็นทิพย์โอสถ และในสัปดาห์นี้พานิช 2 พี่น้องคือ ตปุสสะและภัลลิกะได้นำ
    สตุก้อนและสตุผงมาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับสตุนั้นด้วยบาตรที่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ได้นำมา
    ถวายโดยสมานให้เป็นใบเดียว

    ปริเฉทที่ 12 พรหมัชเฌสนปริวรรต ท้าวสหัมบดีพรหมและเหล่าเทวดาลงมาอาราธนา
    พระพุทธองค์แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย

    ปริเฉทที่ 13 ธัมมจักกปริวรรต พระพุทธองค์เสด็จสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันในวันขึ้น
    15 ค่ำ เดือน 8 ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีจนบรรลุโพธิญาณ

    ปริเฉทที่ 14 ยสบรรพชาปริวรรต กล่าวถึงยสะบุตรของเศรษฐีผู้หนึ่งซึ่งเกิดความเบื่อ
    หน่ายในกามคุณ ได้ดำเนินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันพบกับพระพุทธองค์ที่กำลังจงกรมอยู่ พระ
    พุทธองค์ได้เทศนาอริยสัจ 4 โปรดยสะจนได้ดวงตาเห็นธรรมขอบรรพชาเป็นพระสงฆ์สาวกใน
    พุทธศาสนา ฝ่ายบิดาของพระยสะได้ออกตามหาบุตรครั้นเห็นรองเท้าวางอยู่ในที่ประทับของพระ
    พุทธองค์จึงเข้าไปอภิวาท พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดบิดาแห่งพระยสะจนบรรลุโสดาบัน
    บิดาของพระยสะจึงประกาศตนเป็นปฐมอุบาสกในพุทธศาสนา
    เศรษฐีได้อาราธนาพระพุทธเจ้าและพระยสะเข้าไปฉันอาหารยังเคหะสถาน ครั้งนั้น
    พระพุทธเจ้าได้เทศนาโปรดมารดา ภรรยา และเหล่าสหายของพระยสะจนบรรลุโสดาบัน มารดา
    และภรรยาของพระยสะจึงประกาศตนเป็นปฐมอุบาสิกาคู่แรก ฝ่ายสหายของพระยสะต่างบรรพชา
    เป็นสาวกของพระพุทธองค์

    ปริเฉทที่ 15 อุรุเวลคมนปริวรรต กล่าวถึง พระพุทธองค์ทรงโปรดชฎิล 3 พี่น้อง คือ
    อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ชฎิลทั้ง 3 ล้วนมีทิฐิต่อพระพุทธองค์จึงทรงแสดง
    ปาฏิหาริย์ปราบจนทั้ง 3 ยอมแพ้ขออุปสมบทพร้อมด้วยเหล่าบริวาร

    ปริเฉทที่ 16 อัครสาวสกบรรพชาปริวรรต ครั้งนั้นอุปติสะกับโกลิตะบุตรพราหมณ์ได้
    เลื่อมใสในพุทธศาสนาจึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขออุปสมบท ภายหลัง
    อุปสมบทแล้วอุปติสได้นามว่าพระสารีบุตร ส่วนโกลิตะได้นามว่าพระโมคคัลลานะ พระที่บวชใน
    คราวนั้นล้วนแต่บรรลุอรหันต์ก่อนทั้งหมด ยกเว้นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่บรรลุใน
    ภายหลัง

    ปริเฉทที่ 17 กปิลวัตถุคมณปริวรรต เมื่อพุทธบิดาสุทโธทนะทราบข่าวพระพุทธองค์
    ทรงตรัสรู้ จึงได้ส่งอำมาตย์พร้อมด้วยบริวารมาอาราธนาทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ถึง
    9 ครั้ง เนื่องด้วยอำมาตย์และบริวารเหล่านั้นต่างศรัทธาในพุทธศาสนาขออุปสมบทเสียทุกครั้ง ใน
    ครั้งที่ 9 กาฬุทายีอำมาตย์พร้อมบริวารก็ได้อุปสมบทเช่นเดียวกันแต่หลังจากอุปสมบทแล้ว 7 วันได้
    ทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพุทธบิดา พระพุทธองค์ได้ตรัสพระธรรมเทศนา
    เรื่องมหาเวสสันดรชาดกประทานพุทธบิดาและเหล่าประยูรญาติ

    ปริเฉทที่ 18 พิมพาพิลาปปริวรรต พระนางพิมพาได้ชี้แนะให้พระราหุลโอรส
    ทอดพระเนตรพุทธบิดาขณะกำลังบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทราบดังนั้นจึงทูล
    เชิญพระพุทธเจ้าเข้าบิณฑบาตภายในเคหะสถาน นางพิมพาทรงน้อยพระทัยที่พระพุทธองค์ทอดทิ้ง
    จึงไม่ออกมาเข้าเฝ้า พระพุทธองค์จึงแสดงธรรมเทศนาจันทกินรชาดกโปรดนางพิมพาจนบรรลุ
    โสดาบัน

    ปริเฉทที่ 19 สักยบรรพชาปริวรรต เหล่าประยูรญาติของพระพุทธจ้า ทั้งพระอานนท์
    พุทธอนุชา พระราหุลโอรส พระเทวทัตต์และอีกหลายพระองค์ได้ทูลขออุปสมบท ต่อมาพระ
    เทวทัตต์คิดร้ายต่อพระพุทธองค์กลิ้งหินลงมาจากเขาคิชกูฏจนข้อพระบาทห้อพระโลหิต อีกทั้งยัง
    ปล่อยช้างนาฬาคีรีประทุษร้ายขณะทรงบิณฑบาต ท้ายที่สุดพระเทวทัตต์จึงถูกแผ่นดินสูบจม
    หายไป

    ปริเฉทที่ 20 เมตตไตยพยากรณ์ปริวรรต พระเมตไตยโพธิสัตว์ซึ่งถือกำเนิดเป็นโอรส
    ของพระเจ้าอชาตศัตูมีนามว่าอชิตกุมาร ต่อมาได้อุปสมบทและได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า
    จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป

    ปริเฉทที่ 21 พุทธปิตุนิพพานปริวรรต ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทราบว่าพุทธบิดาประชวร
    หนักจึงเสด็จไปเยี่ยมและแสดงธรรมถวายจนบรรลุอรหันต์ก่อนนิพพาน ต่อมาพระพุทธองค์ทรงมี
    พุทธานุญาติให้สตรีสามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้จากการทูลอ้อนวอนขอของพระอานนท์

    ปริเฉทที่ 22 ยมกปาฎิหารย์ปรวรรต เศรษฐีแห่งกรุงราชคฤห์ได้ประกาศท้าให้พระ
    ผู้สำเร็จอรหันต์เหาะขึ้นไปเอาบาตรที่แขวนอยู่บนยอดไม้ พวกเดียรถีย์ได้ขันอาสาแต่ไม่สามารถ
    เหาะได้ พระบิณโฑลภารทวาชและพระโมคคัลลานะจึงได้แสดงปาฏิหาริย์เหาะนำบาตรนั้นลงมา
    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงห้ามปรามไม่ให้ภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหารย์อีกต่อไป
    ฝ่ายเดียรถีย์ซึ่งเหาะไม่ได้แต่ได้พูดโอ้อวดตนไม่ลดละ พระพุทธเจ้าจึงตรัสจะกระทำ
    ปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์ในวันเพ็ญเดือน 8 ใต้ต้นมะม่วง ณ. กรุงสาวัตถี เมื่อถึงกำหนดพระพุทธองค์
    จึงเสด็จจงกรมกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเหล่าเดียรถีย์จนหลบหนีไป

    ปริเฉทที่ 23 เทศนาปริวรรต พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปยังดาวดึงส์สวรรค์เพื่อรอพระ
    อินทร์อัญเชิญพุทธมารดาลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วจึงแสดงธรรมเรื่องสัตตปกรณาภิธรรม
    โปรดพุทธมารดาจนบรรลุโสดาบัน

    ปริเฉทที่ 24 เทโวโรหนปริวรรต พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาบนดาวดึงส์สวรรค์เป็น
    เวลา 3 เดือนจึงเสด็จลง ในครั้งนั้นพระอินทร์ได้เนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้วพาด
    จากยอดเขาพระสุเมรุลงสู่เมืองสังกัสสะ และเสด็จพร้อมด้วยพระพรหมและเทวดาทั้งหลายมาส่ง
    เสด็จ

    ปริเฉทที่ 25 อัครสาวกนิพพานปริวรรต ในพรรษาที่ 45 ของพระพุทธองค์ พระ
    สารีบุตรได้กราบลากลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนพระมารดาและทูลขอนิพพาน ฝ่ายพระโมคคัลลานะ
    ได้ประสบกรรมเก่าถูกพวกโจรทุบตีจนกระดูกแหลกจึงทูลลานิพพานต่อพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน

    ปริเฉทที่ 26 มหาปรินิพพานปริวรรต เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนม์ 80 พรรษา พระ
    ยาวัสดีมารได้ทูลอาราธนาให้เสด็จสู่นิพพาน พระพุทธองค์ตรัสรับนิพพานนั้น เมื่อครบกำหนด 3
    เดือนจึงเสด็จนิพพาน ณ. กรุงกุสินาราในวันเพ็ญเดือน 6

    ปริเฉทที่ 27 ธาตุวิภัชนน์ปริวรรต ในวาระที่ถวายเพลิงพระศพของพระพุทธองค์ไม่
    สามารถจุดไฟให้ติดได้ จนกระทั่งพระมหากัสสปะได้มากราบพระบาทไฟจึงจุดติด หลังถวาย
    เพลิงพระศพแล้ว โทณพราหมณ์ทำหน้าที่แบ่งพระธาตุให้กับกษัตริย์ทั้งหลายแต่ตนเองกลับ
    ซุกซ่อนพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาไว้ที่มวยผม พระอินทร์จึงลอบหยิบพระเขี้ยวแก้วนั้นอัญเชิญไป
    บรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์บนดาวดึงส์สวรรค์ซึ่งบรรจุพระเกษาของพระพุทธองค์ครั้งทรงผนวช

    ปริเฉทที่ 28 มารพันธปริวรรต พระมหากัสสปะเกรงว่าพระสารีริกธาตุจะมีอันตรายจึง
    ปรึกษากับพระเจ้าอชาตศรัตรูสร้างเจดีย์ครอบไว้ หลังจากนั้นอีก 218 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชจึง
    ได้รื้อสถูปและนำพระธาตุนั้นแจกจ่ายไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆพร้อมทั้งสร้างเจดีย์บรรจุพระ
    บรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือ พระยาวัสดีมารจะเข้าทำลายพิธีเหล่าภิกษุสงฆ์จึงอัญเชิญพระอุปคุปต์
    มาปราบปราม

    ปริเฉทที่ 29 ธาตุอันตรธานปริวรรต กล่าวถึงการเสื่อมสูญของพุทธศาสนาอันเกิดจาก
    สาเหตุ 5 ประการ คือ
    1. ภิกษุทั้งหลายขัดสนด้วยจตุปัจจัย พระไตรปิฎกไม่มีใครเรียนรู้
    2. ภิกษุเกิดความเหนื่อยหน่ายที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์
    3. เมื่อการปฏิบัติเสื่อมลงจะไม่มีผู้ใดบรรลุโสดาบัน
    4. เมื่อภิกษุเสื่อมสูญมารยาท ผู้คนสิ้นความเลื่อมใสต้องหันไปประกอบอาชีพ
    อื่น
    5. เมื่อความศรัทธาเสื่อมถอยไปหมดไม่มีใครบูชาพระธาตุที่ประดิษฐานใน
    สถูปเจดีย์ต่างๆ

    29 ปริเฉท อย่างย่อ
    :ที่มาจากมหาลัยศิลปากร

    ส่วนเรื่อง อชิตมาณพ ศิษย์พราหมณ์พาวรี อยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
    อชิตมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอชิตะ

    เพื่อให้อ่านง่าย ก็สรุปเรื่องราวได้ดังนี้
    พระอชิตเถระ
    ชาติภูมิ
    ท่านพระอชิตะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงสาวัตถี เดิมชื่อว่า อชิตมาณพ เมื่อมีอายุสมควรแก่การเล่าเรียนแล้ว มารดาบิดาได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปะ ในสำนักของพราหมณ์พาวรีผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นเมื่อพราหมณ์พาวรีคิดเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย จึงได้ถวายบังคมลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากหน้าที่ปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ อชิตมาณพพร้อมกับมาณพอื่นได้ออกบวชติดตามด้วย และอยู่ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรีนั้นฯ

    พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา

    ครั้นต่อมา พราหมณ์พาวรีได้ทราบข่าวว่า พระสิทธัตถราชกุมาร ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าศักยะทรงผนวช ปฏิญญาของพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แสดงธรรมสั่งสอนประชาชน มีคนเชื่อและเลื่อมใสยอมเป็นสาวกปฏิบัติตามคำสั่งสอนเป็นจำนวนมาก พราหมณ์พาวรีประสงค์จะสืบสวนให้ได้ความจริง จึงเรียกมาณพผู้เป็นศิษย์สิบหกคน มีอชิตมาณพเป็นหัวหน้าผูกปัญหาให้คนละหมวด ๆ ให้ไปกราบทูลลองถามดูจึงอชิตมาณพพร้อมด้วยมาณพอีกสิบห้าคน ลาพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ แล้วพากันไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ กราบทูลขอโอกาสถามปัญหาคนละหมวด ๆ เมื่อพระบรมศาสดาทรงประทานโอกาสอนุญาตแล้ว อชิตมาณพผู้เป็นหัวหน้า จึงกราบทูลถามปัญหาทีแรก ๔ ข้อว่า

    โลก คือ หมู่สัตว์อันอะไรปิดบังไว้ จึงหลงดุจอยู่ในความมืด เพราะอะไรเป็นเหตุจึ้งไม่มีปัญญาเห็นปรากฏ พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นเครื่องฉาบไล้สัตว์โลกนั้นให้ติดอยู่ ตรัสว่าอะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น

    พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า โลก คือ หมู่สัตว์อันอวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งปิดบังไว้ จึงหลงดุจอยู่ในที่มืด เพราะความอยากมีประการต่าง ๆ และความประมาทเลินเล่อ จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏ เรากล่าวว่า ความอยากเป็นเครื่องฉาบไล้สัตว์โลกให้ติดอยู่ และเรากล่าวว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น ฯ

    อชิตมาณพ

    ขอพระองค์จงตรัสบอกว่า อะไรเป็นเครื่องห้าม เครื่องปิดกั้นความอยาก ซึ่งเป็นดุจกระแสน้ำหลั่งไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ความอยากนั้นจะละได้เพราะธรรมอะไร?

    พระพุทธเจ้า

    เรากล่าวว่า สติเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกันความอยาก และความอยากนั้น จะละได้เพราะปัญญาฯ

    อชิตมาณพ

    ปัญญา สติ กับ นามรูปนั้น จะดับไป ณ ที่ไหน ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถามแล้ว ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้า?

    พระพุทธเจ้า

    เราจะแก้ปัญหาที่ท่านถามถึงที่ดับของนามรูปทั้งหมด ไม่มีเหลือแก่ท่าน เพราะวิญญาณดับไปก่อน นามรูปจึงดับไป ณ ที่นั้นเองฯ

    อชิตมาณพ

    ชนได้เห็นธรรมแล้ว (ได้บรรลุมรรคผลแล้ว) และชนผู้ยังต้องศึกษาอยู่สองพวกนี้มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลถามถึงความประพฤติของชนพวกนั้น พระองค์มีปัญญาแก่กล้า ขอจงตรัสบอกแก่ข้าพระพุทธเจ้า?

    พระพุทธเจ้า

    ภิกษุผู้ได้เห็นธรรมแล้ว และชนผู้ต้องศึกษาอยู่ต้องเป็นคนไม่กำหนัดในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง มีสติอยู่ทุกอิริยาบถฯ

    บรรลุพระอรหันต์

    ครั้นสมเด็จพระบรมศาสดา ทรงพยากรณ์ปัญหาที่อชิตมาณพกราบทูลถามอย่างนี้แล้ว ในที่สุดการแก้ปัญหา อชิตมาณพก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว อชิตมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคน กราบทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหุภิกขุอุปสัมปทา ท่านพระอชิตะดำรงชนมายุอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานฯ...

    ปล.ข้อสังเกตุ เรื่อง พระอชิตะอธิษฐานรับบาตรพระพุทธเจ้า ไม่มีในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาท แต่พบใน พระปฐมสมโพธิกถา 29 ปริจเฉท ซึ่งเป็นวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทำนองแต่ง- ใช้ร้อยแก้ว มีคาถาบาลีแทรกบ้าง
    เรื่องย่อ - เรื่องแบ่งออกเป็น ๒๙ ปริจเฉท เริ่มต้นลำดับศากยวงศ์ จนถึง พระสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพา เสด็จออกผนวช บรรลุพระโพธิญาณ เสด็จกลับมาโปรดพุทธบิดาและนางพิมพา เสด็จปรินิพพาน พราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงแบ่งพระบรมสาริกธาตุออก ๘๔,๐๐๐ ส่วน ตอนท้ายกล่าวถึงอันตรธาน ๕ ในอนาคต ได้แก่ อันตรธานแห่งพระปริยัติ การปฏิวัติ การตรัสรู้มรรคผล สมณเพศและธาตุ
    ข้อคิดเห็น - เนื้อเรื่องปฐมสมโพธิกถานี้ มีคติทางมหายานและหินยานปนกันอยู่ เช่น กล่าวถึงพระศรีอารยเมตไตรย เป็นต้น หนังสือเรื่องนี้ อำนวยประโยชน์ทั้งทางศาสนาและวรรณคดี ทางศาสนาได้ความรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติอย่างพิสดาร ทางวรรณคดีเป็นแบบอย่างแห่งความเรียงพรรณนา ใช้สำนวนโวหารสูง คำศัพท์ส่วนมากเป็นศัพท์บาลี ทำให้ได้ความรู้ทางภาษาเป็นอันมาก

    ขอขอบคุณที่มาคะ
    http://onknow.blogspot.com/2010/07/blog-post_07.html
     
  14. konngaam

    konngaam เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2008
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +371
    ขอบคุณครับ ได้อะไรเพิ่มอีกหน่อยแล้ว
     
  15. wangwang

    wangwang เมตตาคุณณัง อะระหังเมตตา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +622
    เท่าที่จำได้เคยอ่านพบจากที่ใดจำไม่ได้แล้ว เมื่อคราวพระนางปชาบดีโคตมีตั้งใจจะทอ
    จีวรถวายพระพุทธองค์ โดยเตรียมการณ์ที่จะให้ได้มาซึ่งด้ายที่จะนำมาทอเป็นจีวรอย่าง
    พิศดารพันลึก เมื่อได้จีวรมาแล้วก็นำขึ้นถวายพระพุทธเจ้าท่ามกลางหมู่สงฆ์ เมื่อพระ
    พุทธองค์ทรงรับไว้แล้วจึงทรงส่งต่อให้พระสาวกองค์ต่อไป ซึ่งเมื่อพระสาวกทรงรับแล้ว
    ต่างก็ส่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีใครรับไว้จนถึงพระสาวกองค์สุดท้ายที่เพิ่งบวชใหม่ จึงจำเป็น
    ที่ต้องรับไว้ เมื่อพระนางปชาบดีโคตมีทรงเห็นดังนั้น ก็รู้สึกโศกเศร้าเสียใจมาก พระ
    พุทธองค์ก็ทรงปลอบว่า การที่พระนางได้ถวายผ้าจีวรแด่พระบวชใหม่ที่มีนามว่าพระอชิตะ
    ก็เท่ากับการถวายให้แก่พระพุทธองค์เหมือนกัน เพราะพระอชิตะจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์
    ต่อไป จึงทำให้พระนางคลายความเสียใจลงได้
     
  16. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,915
    ค่าพลัง:
    +7,319
    มีคนถกกันในเว็บพันทิพย์ คัดมาให้อ่าน คาดว่ามาจากคัมภีร์ฝั่งมหายาน หรือคัมภีร์อนาคตวงศ์

    ในพระไตรปิฎกฉบับแปลไทย.สยามรัฐ..มหาจุฬา..ไม่มีครับ..
    จะมีใน.. พระปฐมสมโพธิกถา 29 ปริจเฉท..ครับ
    อยู่ใน.."ปริเฉทที่ 20 เมตตไตยพยากรณ์ปริวรรต พระเมตไตยโพธิสัตว์ซึ่งถือกำเนิดเป็นโอรส ของพระเจ้าอชาตศัตูมีนามว่าอชิตกุมาร ต่อมาได้อุปสมบทและได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป"..ครับ

    ข้อความมีดังนี้ครับ.....

    "ในสมัยพระพุทธศาสนาของพวกเรานี้ พระโพธิสัตว์เมตไตรยเกิดเป็นพระโอรสของพระนางกาญจนาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงติดตามพระราชบิดาไปฟังธรรมที่เวฬุวนาราม ทรงเลื่อมใสแล้วออกบวช และทรงศึกษาพระพุทธวจนะจนเชี่ยวชาญ

    เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งที่ ๒ และประทับอยู่ที่นิโครธาราม ครั้งนั้นพระนางมหาปชาบดีโคตรมีต้องการถวายผ้าผืน ๒ ผืนที่ทรงกระทำขึ้นอย่างประณีตแด่พระพุทธเจ้า แต่ทรงปฏิเสธ ตรัสให้ถวายแก่สงฆ์ พระนางทรงเสียพระทัย ตรัสเล่าให้พระอานนท์ทราบ เพื่อขอให้กราบทูลถามสาเหตุที่ไม่ทรงรับ

    พระพุทธเจ้าจึงตรัสปาฏิบุคลิกทาน (ทานถวายเจาะจง) ๑๔ ประเภท และสังฆทาน (ทานถวายสงฆ์) ๗ ประเภท จบแล้วพระนางทรงโสมนัสยินดียิ่งนัก จึงทรงถือผ้าคู่นั้นเข้าไปน้อมถวายพระอสีติมหาสาวกทั้ง ๘๐ รูป แต่ไม่มีใครรับไว้

    เมื่อถึงลำดับ พระอชิตะผู้บวชใหม่นั่งลำดับสุดท้าย ทรงน้อมเข้าไปถวายพระอชิตะก็รับผ้าคู่นั้นไว้ ทำให้พระนางทรงโสมนัสน้อยพระทัยจนน้ำพระเนตรไหล คิดว่าตนเองมีบุญน้อย

    พระพุทธเจ้าทรงเห็นพระนางเสียพระทัย ดำริที่จะให้พระนางเกิดความโสมนัสในทาน จึงตรัสให้ท่านพระอานนท์ไปนำบาตรของพระองค์มา ทรงรับแล้วอธิษฐานว่า “ขออย่าให้สาวกทั้งหลายได้บาตรนี้เลย แต่ให้อชิตภิกษุเท่านั้นได้บาตร” แล้วทรงโยนบาตรขึ้นไปในอากาศหายไป

    พระเถระทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น กราบทูลขอไปนำบาตรกลับมา แล้วเหาะไปหาบาตร แต่ไม่มีใครพบบาตรเลย ตรัสให้พระอชิตะไปนำบาตรมา ท่านไปยืนนอกที่ประชุมแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า “เราออกบวชเพราะใคร่จะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง และศีลของเราบริสุทธิ์ดี ขอให้บาตรของพระองค์จงลงมาประดิษฐานในมือของเราเถิด” เมื่อเหยียดมือออกบาตรก็ตกลงมาจากอากาศอยู่บนมือท่านแล้ว

    พระนางทอดพระเนตรเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว ทรงปีติโสมนัสว่า พระสงฆ์สาวกนี้มีพระคุณยิ่งเป็นอัศจรรย์ แม้แต่ผู้ใหม่ยังมีคุณวิเศษถึงเพียงนี้ เพราะฉะนั้น ผ้าคู่นี้ของเราก็ได้ชื่อว่าบูชาพระบรมศาสดาเหมือนกัน ทรงประนมหัตถ์ นมัสการลากลับไป

    พระอชิตะรับผ้านั้นแล้ว ผืนหนึ่งได้นำมาทำเป็นเพดานบนพระคันธกุฎี อีกผืนหนึ่ง ฉีกออกเป็น ๔ ท่อน ผูกเป็นม่านห้อยลงใน ๔ มุมของเพดานผ้านั้น ท่านเห็นผ้าที่ห้อยลงมานั้นงามยิ่งนัก จึงเปล่งวาจาว่า

    “การบูชาด้วยผ้านี้เป็นที่เจริญจิตยิ่งนัก ด้วยอานิสงส์แห่งวัตถุบูชานี้ เรามิได้ปรารถนาสิ่งอื่นใด นอกจากพระโพธิญาณ เพื่อนำสัตว์ที่ยังยินดีอยู่ในราคะ โทสะ และโมหะ ให้พ้นสังสารวัฏ ตัดจากกิเลสทั้งปวงเข้าสู่พระอมตนิพพานในอนาคตกาลเท่านั้น”

    พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เห็นแล้วจึงทูลถามเหตุ ที่ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า “ดูก่อนอานนท์ อันว่าอชิตภิกษุนี้ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า เมตไตรย ในอนาคตแห่งภัทรกัปนี้”.... (พระพุทธประวัติตามแนวปฐมสมโพธิ)..."

    จากคุณ : โกวิทย์

    PANTIP.COM : Y10609201
     
  17. ศรศิลป์

    ศรศิลป์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,236
    ค่าพลัง:
    +3,173
    ขอบคุณ k.kwan ที่นำประวัติเหตุการณ์พระอชิตะ รับจีวรและบาตร มาให้คนอื่นได้เรียนรู้กัน ผมรอเวลาที่เด็กชายปลาบู่ ท่านกลับมาเกิดใหม่เพื่อสร้างบุญบารมี
     
  18. wangwang

    wangwang เมตตาคุณณัง อะระหังเมตตา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +622
    ขอบคุณ k.kwan ครับที่ทำให้กระจ่างขึ้น รู้สึกผมจะจำคลาดเคลื่อนไปมาก
    ต้องขออภัย อ่านมานานมากแล้ว แต่ที่ทึ่งคือเรื่องการทำผ้าหรือจีวรของพระนาง
    อ่านแล้วค่อนข้างจะเหลือเชื่อ มีอธิบายระเอียดทุกขั้นตอน เลยอ่านแบบผ่านๆ
    อีกเรื่องไม่ทราบใครเคยไปวัดอ้อน้อยนครปฐมหรือไม่ ผมเคยไปและไปไหว้พระ
    ประธานในโบสถ์ ผมสังเกตเห็นพระอัครสาวกซ้ายขวา ไม่ใช่พระโมคคัลลาและพระ
    สารีบุตรเหมือนวัดทั่วไป แต่กลับเป็นพระอชิตะยืนถือผ้าด้านหนึ่ง และพระมหากัสปะ
    ยืนถือบาตรอีกด้านหนึ่ง ใครพอจะทราบความหมายหรือไม่ แต่เท่าที่ทราบหลวงปู่ท่าน
    เป็นสายพระโพธิ์สัตว์ นิยมศิลปของทางจีนและธิเบต ทำให้นึกถึงเรื่องพระเมตไตย
    โพธิสัตว์ที่เคยทราบมา
     
  19. Atiphuphakorn

    Atiphuphakorn สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    84
    ค่าพลัง:
    +22
    นี่เป็นคำพูดของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน

    เรื่องที่ ๔๑
    พระศรีอาริยเมตไตรยปรารถนาพระโพธิญาณจึงไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต

    "..พระศรีอาริยเมตไตรย ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านบวชเป็นพระมีนามว่า อชิตะภิกขุ เดิมทีท่านเป็นลูกศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ท่านไปบวชเพื่อสร้างเสริมบารมี ต่อมาเมื่อ พระนางกีสา โคตมี ได้ทอจีวรด้วยมือของตนเองปรารถนาจะถวายพระพุทธเจ้า เมื่อเวลาพระนางไปถวาย พระพุทธเจ้าเรียกพระมาหมด นั่งเรียงแถวกันตามลำดับอาวุโสและคุณสมบัติ เมื่อพระนางกีสาโคตมีถวายผ้าแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ส่งให้พระสารีบุตร ท่านพระสารีบุตรก็ส่งให้พระโมคคัลลาน์ ท่านพระโมคคัลลาน์ก็ส่งต่อๆ กันไปหมดจนถึงองค์สุดท้ายคือท่านอชิตะภิกขุ ท่านไม่รู้จะส่งให้ใครเพราะนั่งอยู่ท้ายสุด เป็นอันว่าท่านก็รับไว้ พระนางกีสา โคตมีก็เสียใจว่าอุตสาห์ทำเองเลือกด้ายชั้นดีมาทอกับมือเองเพื่อถวายพระ พุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่รับกลับไปให้กับพระที่ไม่ได้แม้แต่ฌานสมาบัติมากมายอะไรนัก คือว่ายังเป็นพระปุถุชนคนธรรมดา องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบอัธยาศัยจึงเทศนาโปรดว่า พระองค์สุดท้ายไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอชิตะภิกขุผู้นี้ต่อไปข้างหน้าจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มีพระนามว่า "สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย"
    ปัจจุบัน นี้ท่านมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วิมานท่านสวยสดงดงามมาก ท่านมีรัศมีกายสว่างมาก หน้าตาผ่องใสยิ้มระรื่นน่าชื่นใจ ท่านได้บอกกับอาตมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อีก ๑ ล้านกับ ๒ ปี ท่านจะลงมาเกิดในเมืองมนุษย์แล้วเป็นปุโรหิต หลังจากนั้นเกิดความเบื่อหน่ายก็ออกแสวงหาพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะเทียบพื้นที่ในสมัยนี้ พระองค์จะตรัสทางทิศเหนือของพม่า แต่ตามตำราเขาไม่ได้เขียนไว้

    ซึ่งตอนนั้นเด็กชายปลาบู่ได้เสียชีวิตไป 37 ปี ก็ประมาน 2517 ลองคำนวณดูละกันนะครับ ว่าตอนนี้เด็กชายปลาบู่จะเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยใช่หรือไม่ อย่างไร พิจรณาเอาเองนะครับ
     
  20. mamboo

    mamboo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,130
    ค่าพลัง:
    +1,972
    เห็นเป็นเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ.. เห็นที่เวบพลังจิตนานแล้ว...

    แต่ตอนนี้.. ใน pantip กำลังเป็นกระแส (มีตั้งกระทู้เกือบทุกห้องอ่ะ)

    แล้วอ่านไปอ่านมา ได้ความว่า.. เรื่องนี้ออกข่าวของคุณสรยุทธ์ด้วย (ถึงว่าสิ่ ดังมากๆเลย เหอๆๆ --')

    mamboo กลัวอย่างนะ..

    กลัวคำทำนายของคุณปูอ่ะ --' ทีบอกว่า ปีใหม่จะมีแผ่นดินไหว และคุณปูเคยฝันเห็นน้ำท่วม 10 เมตร (กลัวอันนี้ล่ะ) เอิ้กๆๆ:'(
     

แชร์หน้านี้

Loading...