ธรรมพระบูรพาจารย์(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย คุรุวาโร, 14 ตุลาคม 2011.

  1. wangwang

    wangwang เมตตาคุณณัง อะระหังเมตตา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +622
    เห็นด้วยและขอเป็นกำลังใจให้คุณคุรุวาโรอีกหนึ่งเสียงครับ
     
  2. suthipongnuy

    suthipongnuy ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    658
    ค่าพลัง:
    +1,414
    กลับมาเร็วๆนะครับ :cool:
     
  3. บรม

    บรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,173
    ค่าพลัง:
    +3,928
    ขอคำแนะนำการปฏิบัติด้วยครับ ที่เหมาะสมกับจริตตัวเอง
    ขอบคุณครับ
     
  4. พะพาย

    พะพาย Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +26
    [​IMG]


    จริต หรือ นิสัย

    ผู้ปฏิบัติธรรม ก่อนจะลงมือประพฤติปฏิบัติสมถะ และวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้สิ้นทุกข์ หมดกิเลส ตัณหา เพื่อนิพพานเป็นที่สุด จะต้องรู้จริตนิสัยของตนเองว่า มีจริตนิสัยหนักไปทางด้านใด ดังต่อไปนี้ คือ

    1. ราคะจริต
    2. โทสะจริต
    3. โมหะจริต
    4. สัทธาจริต
    5. พุทธิจริต
    6. วิตกจริต

    1. ราคะจริต มีลักษณะนิสัยอาการให้สังเกตรู้ได้ดังนี้

    - เป็นผู้มีอิริยาบทเรียบร้อยนุ่มนวล ไม่รีบร้อนในกิจการงาน รักสวยรักงาม รักความสะอาดเป็นระเบียบ มีนิสัยชอบรูปสวย รูปงาม เสียงไพเราะอ่อนหวานนุ่มนวล ชอบกลิ่นหอม มักติดใจพอใจในรสอร่อยแห่งอาหารการกิน ชอบสัมผัสอันนุ่มนวลสบายกาย และชอบแต่อารมณ์ที่จะทำให้สบายใจ

    - บุคคลที่มีราคะจริตมักจะมีอกุศลกรรมต่อไปนี้เป็นเจ้าเรือน เช่น มักจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ มีความถือตัวว่าสวยงามดีเลิศ มีความปรารถนาลามกในกามารมณ์ มีความปรารถนาอยากเป็นใหญ่มีอำนาจ ต้องการได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ยกย่อง ให้เกียรติ ไม่มีความมักน้อยสันโดษ ไม่รู้จักพอ ในเครื่องอุปโภคบริโภค มักเป็นคนมีแง่มีงอนเก่ง เป็นคนโลเล ไม่ค่อยจะเชื่อมั่นตัวเอง ชอบประดิษฐ์ประดอยตกแต่งพิถีพิถันในร่างกาย เครื่องนุ่มห่มให้สวยงามอยู่เสมอ

    บุคคลนักปฏิบัติธรรมเมื่อรู้ว่าตนเองมีราคะจริต เป็นสันดานแล้ว หากจะบำเพ็ญสมถธรรมให้ถึงทางสิ้นทุกข์ หมดกิเลสตัณหา ก็ควรเริ่มด้วย อสุภะกรรมฐาน 10 ชนิด และกายคตาสติกรรมฐานให้มากเสียก่อน แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อไป หากไม่ได้สมาธิ ไม่ได้ฌาน ไม่สงบด้วยอสุภะและกายคตาสติ ก็ให้เจริญกสิณภาวนา คือ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ อากาสะกสิณ อาโลกสิณ

    2. โทสะจริต มีลักษณะอาการนิสัย สันดาน ให้สังเกตได้ดังต่อไปนี้คือ

    - ทำอะไรพรวดพลาด รวดเร็ว กระด้าง ทำการงานหยาบ ไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย ไม่สำรวม มักผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ มีนิสัยชอบตีรันฟันแทง ชกต่อยต่อสู้ เกเรรุกราน ก้าวร้าว เบียดเบียน ไม่กลัวความเจ็บปวด การทะเลาะวิวาท มักมีความโกรธง่าย ผูกโกรธนานๆ ผูกอาฆาตพยาบาท มักลบหลู่บุญคุณท่าน มักเนรคุณไม่รู้คุณคน มักตีเสมอหรือยกตนเทียบท่าน ไม่ให้ความเคารพหรือให้เกียรติใคร มักมีจิตอิจฉาริษยา เห็นผู้อื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้ มีความตระหนี่ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือใครๆ

    หากนักปฏิบัติธรรมรู้ตัวเองว่ามีนิสัยหนักไปทางโทสะจริตแล้ว ก็ควรรีบบำเพ็ญสมณะธรรม ด้วยการเจริญ “ พรหมวิหาร 4 ” คือเมตตาภาวนา กรุณาภาวนา มุทิตาภาวนา และอุเบกขาภาวนา จนกว่าจิตใจจะสงบ ได้สมาธิ ได้ฌาน 1-4 หากไม่สงบไม่ได้สมาธิ จากการเจริญพรหมวิหาร 4 ก็ให้เจริญกสิณภาวนา คือโลหิตกสิณ ปิตะกสิณ นิละกสิณ โอทาตะกสิณ ก็จะประสบความสำเร็จคือได้ฌาน 1-4 แล้วก็เจริญวิปัสสนาภาวนาต่อไปจนกว่าจะได้บรรลุ มรรคผล นิพพาน

    3. โมหะจริต มีลักษณะอาการ นิสัย สันดานให้รู้ได้ดังต่อไปนี้ คือ

    - เป็นคนเขื่องๆ ซึมๆ ตาเหมอลอย จิตใจมักเหม่อลอย ไม่มีจุดที่สิ้นสุด มีกิจการงานหยาบ ทำงานไม่ละเอียด ไม่รอยคอบ มักเอาดีเอาสวยเอางามไม่ค่อยได้ มักมีนิสัยใครว่าไม่ดีก็ไม่ดีด้วย โดยไม่คิดพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ใครว่าดีก็ดีด้วยชนิด ไม่รู้มารยา เจ้าเล่ห์ จึงเป็นคนไม่มีเหตุ ไม่มีผล เชื่อใครๆได้ง่าย มักง่วงนอนหรือเห็นแก่นอน ไม่มีความอดทนเอาจริงกับการงานต่างๆ มักมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจอยู่เสมอโดยไม่มีสาเหตุมักเป็นคนชอบระแวงสงสัยเข้าใจอะไรผิดๆ อยู่เสมอ เป็นคนติดใจอะไรแล้วก็จะยืดมั่นถือมั่นชนิดไม่ปล่อยวางเอาเลย เมื่อถือความคิดเห็นอะไรผิดๆแล้ว ก็จะถอดถอนความคิดเห็นผิดๆได้ยากยิ่ง และเป็นคนมีมิจฉาทิฐิมาก ยากต่อการสละ ละ วาง ได้โดยง่ายๆ

    นักปฏิบัติธรรมคนใด หากรู้ตนเองว่ามีโมหะจริตนี้แล้ว ก็ต้องลงมือประพฤติปฏิบัติธรรมโดยใช้อานาปานสติภาวนาให้มากๆ จนกว่าจิตใจจะสงบได้ฌาน แล้วจึงเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อไป

    4. สัทธาจริต มีลักษณะอาการ นิสัย สันดาน ให้สังเกตรู้ได้ดังต่อไปนี้

    - มีอิริยาบทแช่มช้อยละมุนละม่อม สำรวมระวังไม่ประมาท ไม่มักเผลอในกิจการงานมากนัก มีกิจการงานเรียบร้อย สวยงามเป็นระเบียบ มักมีนิสัยชอบความเรียบๆ ง่ายๆ ชอบความสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่ชอบโลดโผน เสี่ยงภัย มีนิสัยในทางกุศลธรรมคือ เป็นคนเสียสละอะไรได้ง่ายๆ ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ ห่วงใยเมื่อเสียสละไปแล้ว เป็นคนมีศรัทธาอันแรงกล้าที่จะพบพระอริยะเจ้าเพื่อความพ้นทุกข์ มีจิตใจปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำตนให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร เป็นคนที่มีความปรีดาปราโมทย์อย่างแรงกล้า เมื่อได้ยินพระอริยะเจ้าแสดงธรรม
    หรือพบเห็นพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ไม่เป็นคนโออวดมารยาเจ้าเล่ห์ มักจะเปิดเผยความชั่ว ความเลวของตน ไม่เปิดเผยความดีของตน เป็นคนมีความสัมมาคาระวะ มีความเคารพนอบน้อมต่อครูบาอาจารย์ บิดา มารดา รู้คุณ ตอบแทนคุณ ไม่เนรคุณ

    นักปฏิบัติธรรมคนใดคิดว่าเป็นคนมีสัทธาจริตแล้ว กรรมฐานที่เหมาะจะบำเพ็ญภาวนาให้สำเร็จมรรคผล นิพพาน คือ พุทธานุสติกรรมฐาน ธัมมานุสติกรรมฐาน สังฆานุสติกรรรมฐาน จาคานุสติกรรมฐาน สีลานุสติกรรมฐาน และเทวตานุสติกรรมฐาน

    5. พุทธิจริต มีลักษณะอาการ นิสัย สันดาน ให้สังเกตรู้ได้ดังต่อไปนี้

    - มีอิริยาบทว่องไว เรียบร้อย ทำกิจการงานใดๆ เป็นระเบียบแบบแผน ยืดหลักศีลธรรม คุณธรรม จารีตประเพณีอันดีงาม และเป็นสาระมีประโยชน์ มักมีทัศนะดูอะไรโดยมีเหตุผล เป็นคนว่าง่ายโดยไม่ดื้อรั้น หากผู้รู้แนะนำสั่งสอน มีสติสัมปชัญญะดี ไม่ประมาท มีความพยายามสูง ชอบที่จะคบหาสมาคมแต่ผู้รู้ นักปราชญ์ บัณฑิต ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตน หรือเสมอกับตน ไม่คบหาสมาคมแต่คนพาล เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคอุปโภค ไม่มักมากเห็นแก่ตัว เห็นแก่ความโลภมาก มักมีความสังเวชสลดใจ เมื่อได้ยินได้ฟังชีวิตทุกข์ทรมานของสัตว์โลก แล้วจิตเกิดมีความเบื่อหน่าย ใคร่ที่จะหลุดพ้นจากทุกข์คือชีวิต

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยให้บุคคลที่มีพุทธิจริต มักจะแสวงหาหนทาง วิถีทางดับทุกข์โดยการศึกษาธรรมอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ เมื่อมีอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น กรรมฐานภาวนาที่เหมาะสมกับพุทธิจริต คือ มรณัสติกรรมฐาน , อาหาเรปฏิกูลสัญญา , จตุธาตุววัตถานกรรมฐาน และอุปสมานุสติกรรมฐาน ก็จะประสบความสำเร็จมรรค ผล นิพพานได้โดยไม่ยาก

    6. วิตกจริต มีลักษณะอาการนิสัย ให้สังเกตได้ดังต่อไปนี้คือ

    - มักมีอิริยาบทเชื่องช้าคล้ายโมหะจริต มีกิจการงานไม่สม่ำเสมอ เอาแน่นอนอะไรไม่ค่อยได้ดีแต่คุยอวด เวลาปฏิบัติมักทำอะไรไม่สำเร็จ จิตใจมักจะคล้ายคนหมู่มาก นิสัยโลเล เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวทำ เดี๋ยวไม่ทำ ชอบคลุกคลีกินเหล้าเมายากับมิตรสหาย ชอบที่จะสังสรรค์เฮฮา ไม่ทำอะไรแน่นอน มีความคิดเรื่องบุญกุศลน้อย ไม่สนใจที่จะรักษาศีล ให้ทาน บำเพ็ญภาวนาใดๆ เป็นคนไม่เป็นตัวของตัวเอง ใครชวนไปในทางชั่วทางบาปแล้วไม่ปฏิเสธ ชอบความพลุกพล่านในสังคมแสงสีเสียง ร้องรำทำเพลง มีความคิดฟุ้งเฟ้อ ใหญ่โต สร้างวิมานชนิดเป็นไปไม่ค่อยได้ จิตใจฟุ้งซ่านชนิดเป็นชิ้นเป็นอันไม่ค่อยได้ นี้คือวิตกจริต

    ซึ่งใครมีจริตนิสัยนี้แล้ว หากเกิดศรัทธาจะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ได้ฌาน ก็จะต้องเริ่มด้วยอานาปานสติกรรมฐาน ก่อนกรรมฐานอื่นๆ ก็อาจจะสำเร็จได้หากมีความเพียรอย่างจริงจัง

    เมื่อนักปฏิบัติธรรมได้อ่านจริต ทั้ง 6 ชนิดแล้ว ก็ให้สำรวจตัวเองว่ามีจริตใดดังกล่าวมาแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติสมถกรรมฐานตามจริตนิสัยแห่งตนต่อไป ด้วยความศรัทธาจริงจัง ถ้าหากว่าพยายามตรวจจริตนิสัยแห่งตนเองแล้ว เห็นว่าไม่ตรงกับจริตใดจริตหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เข้ากันได้กับหลายจริตนิสัยดังกล่าว จะปฏิบัติสมถกรรมฐานประเภทใดก่อน

    ให้พิจารณาเอาอารมณ์ขณะปัจจุบันว่า ตนมีจิตใจหนักไปทางใดมากที่สุด เช่น

    หากอารมณ์ปัจจุบันจิตใจมากไปด้วย “ราคะ” ความกำหนดในความรัก ความใคร่ ในกามคุณ 5 ก็ให้เจริญ อสุภะกรรมฐานและกายคตาสติกรรมฐานเป็นหลัก

    หากอารมณ์ในปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วย “โทสะ” ความโกรธความแค้นความอาฆาต ความพยาบาท ความขัดเคืองไม่พอใจ ก็ให้เจริญ เมตตาภาวนา กรุณาภาวนา มุทิตตาภาวนา และอุเบกขาภาวนา หรือเจริญวรรณกสิณ 4 คือ สีแดง สีเหลือง และสีขาว

    หากเวลาอารมณ์ในปัจจุบันหนักไปใน “วิตกจริต” คือ มีความคิดฟุ้งซ่านมากเรื่องโดยจับสายปลายเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร ทำไมจึงฟุ้งซ่านมากมายก็ให้เจริญ กสิณดิน กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ กสิณแสงสว่าง กสิณอากาศ กสิณสีแดง สีเหลือง สีขาว สีเขียว

    หากอารมณ์ปัจจุบันเกิดความหดหู่ท้อแท้ไม่มีกำลังใจจะปฏิบัติธรรม ก็ให้เจริญมรณานุสติกรรมฐาน หรือ พุทธานุสติกรรมฐาน หรือ ธัมมานุสติกรรมฐาน หรือสังฆานุสติกรรมฐาน หรือ เทวตานุสติกรรมฐาน หรือ อุปสมานุสติกรรมฐาน

    การปฏิบัติกรรมฐานให้อารมณ์ปัจจุบันเป็นหลักแล้ว โดยเลือกเอากรรมฐานให้ตรงกับจริตและเหมาะสมกับอารมณ์ปัจจุบัน ก็จะทำให้สำเร็จได้เร็ว

    เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป และขออนุโมทนาค่ะ

    Wat Songmettawanaram
     
  5. แม่หมูอ้วน

    แม่หมูอ้วน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    534
    ค่าพลัง:
    +6,052
    ขอเป็นกำลังใจให้คุณ คุรุวาโรอีกคนค่ะ ขอให้เจริญในธรรมและชนะมารนี้ได้โดยเร็วค่ะ
     
  6. sorakran2007

    sorakran2007 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2009
    โพสต์:
    281
    ค่าพลัง:
    +945
    ขออนุญาติสอบถามคุณคุรุวาโร(ถ้ากลับมาแล้ว) ชาติก่อนผมเป็นใครมาก่อนครับ และควรปฎิบัติอย่างไรจึงจะก้าวหน้าในด้านการฝึกปฎิบัติ หากเป็นไปได้อยากได้อภิญญาไปเลยครับ
     
  7. Dear-Dear

    Dear-Dear Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    43
    ค่าพลัง:
    +45
    คุณคุรุวาโรคะ หากคุณได้เข้ามาอ่าน ดิฉันอยากจะบอกว่า การที่คุณดูอดีตชาติให้ดิฉัน ทำให้ดิฉันมีความเชื่อมั่นในตนมากขึ้น เนื่องจากตอนแรกรู้สึกสลดหดหู่ คิดว่าตนเองมาจากที่ที่ไม่ดีแน่ๆ เพราะคิดเสมอว่า คงจะเคยเกิด เคยเป็นมาแล้วทุกอย่าง คงจะเคยตกนรก และก็กลัวมากเลยค่ะ กลัวตกนรกอีก และเพราะชาตินี้ชีวิตลุ่มๆดอนๆ มีโรคภัย และไม่ค่อยจะสมหวังเลย .....แต่จากที่คุณมาช่วยบอกอดีตชาติ เหมือนมีพระมาโปรด ผู้ที่อยู่ในที่มืดให้พบแสงสว่าง ทำให้จิตใจผ่องแผ้ว สงบ และเป็นสุข มีกำลังใจ มีความแน่วแน่ในการปฏิบัติธรรมมากกว่าแต่ก่อน เนื่องจากเชื่อว่า ชาติที่แล้วทำดี ชาตินี้ต้องดียิ่งๆขึ้นไป ....
    ขอเป็นกำลังใจให้คุณคุรุวาโรนะคะ ถึงแม้จะมีหลายคนที่ดูถูก ดูหมิ่น คุณ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รอความช่วยเหลือจากคุณอยู่นะคะ และดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่คุณได้ช่วยไว้ค่ะ ^^
    ดิฉันเองเป็นผู้ปฏิบัติใหม่คนหนึ่ง ยังไม่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติมากนัก ก็มีคุณคนหนึ่งแหละค่ะที่ช่วยชี้แนะ กลับมาไวๆนะคะ สู้ๆนะคะ
     
  8. wangwang

    wangwang เมตตาคุณณัง อะระหังเมตตา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    401
    ค่าพลัง:
    +622
    กราบบูชาพระคุณหลวงปู่มั่น
    ขออนุโมทนาครับ
     
  9. อย่าลืมฉัน

    อย่าลืมฉัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +2,798
    เค้าว่า.....อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
    ไม่ชอกช้ำดั่งเอามีดไปกรีดหิน
    แม้องค์พระปฏิมายังราคิน
    คนเดินดินหรือจะสิ้นคำนินทา.....
    แม้ผู้มีกายทิพย์ยังโดน คนมีกายสังขารโดนแน่ ๆ

    ผมว่าพี่คุรุวาโรคงจะรำคาญ ก็ขอให้กลับมาเขียนธรรมะ มาเล่าเรื่องโลกทิพย์บ้าง เร็ว ๆ ครับ
     
  10. dutchanee

    dutchanee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,127
    ค่าพลัง:
    +12,745

    ขอเป็นกำลังใจให้ท่านอีกคนค่ะ อนุโมทนาสาธุนะคะ
     
  11. one-zee

    one-zee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    1,875
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,692
    ขอเป็นกำลังใจให้คุณคุรุวาโรครับ....:cool:
     
  12. gogogourmet

    gogogourmet Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    41
    ค่าพลัง:
    +40
    เชื่อว่ายังมีคนต้องการความช่วยเหลืออีกมากค่ะ

    ขออนุโมทนา กับสิ่งที่คุณคุรุวาโรได้ทำ แล้วก็เป็นกำลังใจให้นะคะ
     
  13. AVATAAR

    AVATAAR เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    275
    ค่าพลัง:
    +601
    บางครั้งเราก็อยากรู้ในสิ่งที่ผ่านๆมา ด้วยปัจจัยต่างๆนานา

    บางคนเพื่อสร้างความมั่นใจ บางคนเพื่อจะดูแนวโน้มที่อาจจะเป็นอย่างไรต่อไป บางคนอยากรู้เพื่อแสดงความชื่นชมกับตัวเองในอดีต และอีกฯลฯ

    บางคนเมื่อรู้อดีตชาติแล้วอาจประมาท คิดว่าตนเองเคยมีภูมิจิตภูมิธรรมสูงอยู่แล้วในอดีต ไม่จำเป็นต้องเจริญปัญญาต่ออีกเพื่อให้ได้มรรคผลให้พ้นจากกองทุกข์

    และสำหรับบางคนเมื่อรู้อดีตชาติแล้ว อาจจะห่อเหี่ยวและรันทดกับชีวิตในอดีต แถมอาจตำหนิตนเองว่าไร้วาสนา

    อดีตภพชาติก็สำคัญเอาไว้เป็นบทเรียนสอนตนเองได้ ถ้ามองให้เห็นมองให้เป็น

    ผมอยากจะบอกว่าอดีตนั้นเป็นแค่ชาติ ชาติหนึ่งที่เราลงมาใช้กรรมและสร้างบารมีเท่านั้นเอง และพวกเรานั้นก็คงเคยเกิดมากันมาหมดแล้วทุกภพทุกชาติ ไม่ว่าจะเป็น พรหม เทพ เทวดา เมื่อหมดบุญก็ต้องวนเวียนไปใน31ภพภูมิอีก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก หรือแม้แต่มนุษย์นี่นั่นแหละ แค่เกิดมาภพมนุษย์เมื่อตายแล้วเอากระดูกมากองรวมกันยังท่วมเขาพระะสุเมรุ นับประสาอะไรกับการต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพอีกไม่รู้จบสิ้น

    ผมไม่เคยอาย น้อยเนื้อต่ำใจ หรือเที่ยวโกรธใครต่อใครที่อาจจะไม่พอใจผมด่าว่าผม ว่าผมเป็น สัตว์เดรัจฉานประเภทนั้นประเภทนี้ หรือเป็นสัตว์นรก ผมก็ได้แค่ยิ้ม แล้วก็แค่คิดตามไปอีกเล็กน้อยในใจว่า เออจริงของคุณเพราะชาติก่อนๆก็เป็นมาหมดแล้วที่พูดนั่นแหละ

    อยู่กับปัจจุบันครับ การกระทำหรือกรรมในปัจจุบันนี้นั้นแหละครับจะพัฒนาเราต่อไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

    และนี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาพบเจอพระพุทธศาสนา หมั่นบำเพ็ญสมถะวิปัสสนากันให้เต็มที่ อย่าให้เสียทีชาติที่เกิดในปัจจุบันนี้ อย่าให้เสียทีที่เกิดเป็นศิษย์พระพุทธเจ้าครับ
     
  14. shevvy

    shevvy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 เมษายน 2007
    โพสต์:
    195
    ค่าพลัง:
    +300
    ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดดดด:cool:
     
  15. AVATAAR

    AVATAAR เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    275
    ค่าพลัง:
    +601


    ท่านอาจารย์มั่นท่านว่า ใจ มีภาษาเดียวเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใด มีเพียงความรู้คือใจนี้ฉะนั้นท่านจึงว่าเป็นภาษาเดียว

    พอนึกออกมาก็เข้าใจแต่เวลาแยกออกมาพูดต้องเป็นภาษานั้นภาษานี้ ไม่ค่อยเข้าใจกันความรู้สึกภายในจิตใจนั้นเหมือนๆกัน
    ธรรมกับใจจึงเข้ากันสนิทเพราะธรรมก็ไม่ได้เป็นภาษาของอะไร ธรรมก็คือภาษาของใจ ธรรมอยู่กับใจ


    ความสุขความทุกข์อยู่กับใจ การทำให้สุขหรือให้ทุกข์เกิดขึ้นก็ใจเป็นผู้คิดขึ้นมาผลที่ปรากฏขึ้นเป็นสุขเป็นทุกข์
    ใจเป็นผู้รับรู้เป็นผู้รับภาระในผลของตนที่คิดขึ้นมา ใจกับธรรมจึงเข้ากันได้สนิทไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใด
    เรื่องธรรมนั้นเข้ากันได้ทั้งนั้นเพราะใจกับธรรมเป็นของคู่ควรกันอยู่แล้ว


    ใจ นี้คือแก่นในสกลกายของเราเป็นแก่นอันหนึ่งหรือเป็นของแข็ง หรือเป็นสาระสำคัญที่มีอยู่ในร่างกายนี้ได้แก่ใจเป็นหลักใหญ่
    อาการที่เกิดขึ้นจากใจ เช่น ความคิดความปรุง เกิดแล้วดับๆก็หมายถึงความกระเพื่อมของใจกระเพื่อมขึ้นมา
    คือความคิดปรุงความหมายเกี่ยวกับการคาดการจดจำนั้นหมายถึงสัญญายาวออกไปก็เป็นสัญญาสั้นก็เป็นสังขารคือ ปรุงแพล็บก็เป็นสังขาร

    สัญญา คือความหมายความจำวิญญาณหมายถึงการรับรู้ในขณะที่สิ่งภายนอกเข้ามาสัมผัสอายตนะภายใน
    เช่นตากับรูปสัมผัสกันเกิดความรู้ขึ้นมา เป็นต้นเหล่านี้มีการเกิดการดับอยู่ประจำตัวของเขาเอง
    ท่านจึงเรียกว่า ขันธ์แต่ละหมวดแต่ละกองรวมแล้วเรียก ว่า ขันธ์


    ขันธ์ ห้ากองนี้มีการเกิดการดับกันอยู่เป็นประจำแม้แต่พระขีณาสพท่านก็มีอาการเหล่านี้เช่นเดียวกับสามัญชนทั่วๆไป
    เป็นแต่ว่าขันธ์ของท่านเป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องบังคับบัญชาใช้ให้ทำนี้ปรุงนี้คิดนั้น
    เป็นขันธ์ที่คิดโดยธรรมชาติของมันเอง เป็นอิสระของขันธ์ไม่มีอะไรมาบังคับให้คิดนั่นปรุงนี่เหมือนจิตสามัญชนทั่วๆไป

    ถ้าจะเทียบขันธ์ของสามัญชนทั่วไป ก็เหมือนนักโทษที่ถูกบังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลาความคิดความปรุง
    ความสำคัญมั่นหมายต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่มีผู้บังคับบัญชาออกมาให้คิดอย่างนั้นให้ปรุงอย่างนี้
    ให้สำคัญมั่นหมายอย่างนั้นอย่างนี้คือมีกิเลสเป็นนาย หัวหน้าบังคับบัญชาขันธ์เหล่านี้ให้แสดงตัวขึ้นมา


    ส่วน พระขีณาสพคือพระอรหันต์ท่านไม่มีปรุงก็ปรุงธรรมดา พอปรุงแล้วก็ดับไปธรรมดาไม่มีเชื้อต่อ ไม่มีเชื้อกดถ่วงจิตใจเพราะไม่มีอะไรบังคับเหมือนดังขันธ์ที่มีกิเลสปกครองหรือมีกิเลสเป็นหัวหน้าผิดกันตรงนี้ แต่ความจริงนั้นเหมือนกัน

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นอนิจจังคือความไม่เที่ยง ความแปรสภาพของแต่ละขันธ์ๆ มีประจำตัวด้วยกันนับแต่รูปขันธ์คือกายของเรา เวทนาขันธ์ ได้แก่ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆนี่ก็เกิดดับๆ สัญญา สังขาร วิญญาณมีเกิดมีดับประจำตนอยู่ตลอดไป
     
  16. MayBuddhaBlessYou

    MayBuddhaBlessYou เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2009
    โพสต์:
    2,378
    ค่าพลัง:
    +9,491
    ขอบพระคุณมากค่ะท่านAVATAAR อ่านแล้วซึ้งกินใจมาก น้ำตาแทบจะไหล จริงที่ท่านพูดทั้งหมด เคยน้อยเหนือต่ำใจมากเมื่อเกือบปี ว่าเราวาสนาบารมีน้อย ปฏิบัติเท่าไหร่ แทบตาย ก็ยังได้ไม่เท่าคนที่เขามีของเก่าติดตัวมา ครั้งนั้นขับรถกลับมาจากขอนแก่น ไปปฏิบัติธรรมมาแบบโหด ตอนขากลับฟังเทปขององค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเทศน์เรื่องที่ท่านกล่าวพอดี ว่าไม่ต้องไปสนใจใครมีของเก่า มีบารมีมากกว่าเรา เราไม่มี เราก็ทำมันให้ได้ชาตินี้นี่แหล่ะ พวกมีของเก่าติดมา แต่ไม่กระตือรือร้นฝึกฝน ขัดเกลาจิตใจ มันก็ได้แค่นั้น ให้เราเพียรพยายามต่อไป อย่าไปท้อ อย่าไปแพ้กิเลส (ท่านเทศน์ทำนองนี้ แต่อาจจะไม่ตรงเสียทีเดียวทั้งหมดค่ะ) ตอนนั้นไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านจะเทศน์ได้ตรงใจมาก หรือท่านอาจจะรู้ว่า ลูกคนนี้ติดอยู่ตรงนี้ เลยเทศน์ให้ฟังเลย ฟังแล้วน้ำตาไหล ขับรถไปร้องไห้ไป เพราะช่างโดนใจเหลือเกินในตอนนั้น อนุโมทนาสาธุด้วยค่ะท่าน
     
  17. MayBuddhaBlessYou

    MayBuddhaBlessYou เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2009
    โพสต์:
    2,378
    ค่าพลัง:
    +9,491
    ขอรบกวนท่าน AVATAAR อธิบายเรื่องการพิจารณาขันธ์ 5 แบบละเอียดได้ไหมค่ะ กราบอนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
     
  18. บรม

    บรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    1,173
    ค่าพลัง:
    +3,928
    ผมไม่เคยอาย น้อยเนื้อต่ำใจ หรือเที่ยวโกรธใครต่อใครที่อาจจะไม่พอใจผมด่าว่าผม ว่าผมเป็น สัตว์เดรัจฉานประเภทนั้นประเภทนี้ หรือเป็นสัตว์นรก ผมก็ได้แค่ยิ้ม แล้วก็แค่คิดตามไปอีกเล็กน้อยในใจว่า เออจริงของคุณเพราะชาติก่อนๆก็เป็นมาหมดแล้วที่พูดนั่นแหละ

    อยู่กับปัจจุบันครับ การกระทำหรือกรรมในปัจจุบันนี้นั้นแหละครับจะพัฒนาเราต่อไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

    และนี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาพบเจอพระพุทธศาสนา หมั่นบำเพ็ญสมถะวิปัสสนากันให้เต็มที่ อย่าให้เสียทีชาติที่เกิดในปัจจุบันนี้ อย่าให้เสียทีที่เกิดเป็นศิษย์พระพุทธเจ้าครับ

    ------------------------------------------------------------------------------------------
    อนุโมทนาครับท่าน เคารพในอารมย์การละวางของท่านครับ
    __________________
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 24 พฤศจิกายน 2011
  19. diya

    diya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มกราคม 2010
    โพสต์:
    2,415
    ค่าพลัง:
    +14,747
    ขออนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ :cool:
     
  20. AVATAAR

    AVATAAR เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    275
    ค่าพลัง:
    +601
    การพิจารณาขันธ์ 5 โดยละเอียดนั้น การจะแยกขันธ์ให้กระจายออกมาเป็นส่วนๆ

    ต้องอาศัยมหาสติปัฏฐาน 4 ในการดูในการแยกในการพิจารณา
    กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ ธรรมมานุปัสสนา
    พิจารณาเดินทางใดก็ได้แล้วแต่จริตนิสัยที่เราชอบหรือฝึกแล้วเห็นว่าดีว่าเกิดประโยชน์แห่งตน
    สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงสุดได้เหมือนกัน
    หรือชอบหลายอย่างนำมาฝึกทั้งหมดก็ได้
    จึงสามารถพิจารณาขันธ์ทั้ง5ได้ ให้รู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์5นี้

    ดังคำกล่าวของหลวงตามหาบัวที่ว่า

    แยกธาตุแยกขันธ์ยังไม่ได้ อย่าเพิ่งมาคุยกันถึงเรื่องมรรคผลนิพพานเลย
     

แชร์หน้านี้

Loading...