ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ใครคือผู้แพ้ที่แท้จริง? เมื่อ "ทรัมป์" ยื่นคำขาดให้ราชาแห่งอ่าวอาหรับจ่ายค่าสงคราม 5 ล้านล้านดอลลาร์!

    ท่ามกลางควันไฟของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่าเดือน ความจริงที่น่าตกใจกำลังถูกเปิดเผยในห้องแถลงข่าวทำเนียบขาว เมื่อโฆษกสาว คาโรลีน ลีวิตต์ (Karoline Leavitt) ยอมรับด้วยรอยยิ้มว่า ทรัมป์มีแผนจะให้ประเทศอาหรับเป็นผู้ "เช็คบิล" ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในสงครามครั้งนี้

    1. ตัวเลขมหาโหด: 5 ล้านล้าน vs 2.5 ล้านล้าน

    ตามรายงานจากนักข่าวชาวโอมาน ซาลิม อัล-จาฮูรี (Salim Al-Jahouri) ทรัมป์ได้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีทางเลือกให้กับพันธมิตรอาหรับ (GCC):

    Option A (สู้ต่อ): จ่ายมา 5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นค่าดำเนินการทางทหาร

    Option B (ยุติศึก): จ่ายมา 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นค่าถอนตัวและค่าเสียหาย

    นี่ไม่ใช่การเจรจาทางการทูต แต่มันคือการ "#รีดไถระดับโลก" #ทรัมป์ กำลังใช้กองทัพ #สหรัฐฯ เป็นเหมือนบริษัทรักษาความปลอดภัย (PMC) ที่เรียกเก็บค่าคุ้มครองในราคาที่สูงเกินจริงเพื่อชดเชยการขาดดุลของสหรัฐฯ

    2. โมเดล "ชัยชนะที่เพื่อนจ่ายให้" (The 1991 Flashback)

    ทรัมป์ไม่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ แต่เขาเอาโมเดลจาก #สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 1991 มาปัดฝุ่น:

    ในตอนนั้น สงครามใช้งบ 6.1 หมื่นล้านเหรียญ แต่อเมริกาควักกระเป๋าเองแค่ 7 พันล้าน ส่วนที่เหลือคือ ซาอุฯ, คูเวต, ญี่ปุ่น และเยอรมนี ช่วยกันลงขัน

    ความต่างของปี 2026: ครั้งนี้ทรัมป์เรียกเก็บแพงกว่าเดิมหลายร้อยเท่า! เพราะเขาต้องหาเงินไปซ่อมฐานทัพที่ถูกอิหร่านถล่ม, ซื้อเครื่องบิน F-15E และโดรน MQ-9 ลำใหม่มาทดแทนที่ถูกสอยร่วง และจ่ายค่าชดเชยให้ทหารที่บาดเจ็บจำนวนมาก

    3. ทางตันของเหล่า "เจ้าชายอาหรับ" (The King's Dilemma)

    กลุ่มประเทศอาหรับกำลังตกที่นั่งลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์:

    ถ้าจ่าย: เสียทั้งเงินมหาศาล เสียทั้งเกียรติภูมิ แถมยังเสี่ยงถูกอิหร่านตราหน้าว่าเป็น "ผู้ร่วมสงคราม" และโดนขีปนาวุธถล่มซ้ำ

    ถ้าไม่จ่าย: ทรัมป์ขู่จะอายัดทรัพย์สินมหาศาลในอเมริกา หรืออาจถึงขั้นหนุนหลังการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ให้กลายเป็น "อดีต" (From Royalty to History)

    พันธมิตรอื่นหนีหมด: ยุโรป (NATO) ไหวตัวทันและปฏิเสธการลงสนามครั้งนี้ไปแล้ว เหลือเพียง "#เจ้าชายอาหรับ" ที่เป็นเนื้อชิ้นมันชิ้นสุดท้าย

    ในเกมสงครามปี 2026 นี้ อเมริกาอาจจะ 'รบแพ้' ในสนามรบกับอิหร่าน (เพราะเจอกระดูกชิ้นโต) แต่ทรัมป์กำลังจะ 'ชนะถล่มทลาย' ในสมุดบัญชี... นี่คือความอัจฉริยะที่อำมหิตที่สุด ทรัมป์จะเอาเงินคนอาหรับ ไปจ่ายให้คนอเมริกัน และอาจจะแบ่งบางส่วนไป 'ฟาดหัว' อิหร่านเพื่อให้ยอมจบศึก... สุดท้ายสหรัฐฯ ลอยตัวเหนือปัญหา อิหร่านได้เงินชดเชย แต่อาหรับคือคนที่ 'หมดตัว' ของจริง...

    #ChinaFocus #อาหรับ #อิหร่าน

    Ref.: Alquds/CGTN/CBS/Defense News

    https://www.facebook.com/share/p/188GidnHAB/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านแล้ว ขอบเขตที่ทรัมป์บอกไม่ขอแตะ‼️‼️ แล้วนี่หมายความว่า❓❓❓
    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บูเชห์ร“ ถูกจู่โจม!!! เคราะห์ดี ที่เฉี่ยว! ตึกอาคารในนั้นเสียหาย และดับ 1 ศพ แต่โรงไฟฟ้าไม่สะเทือน ยังดำเนินการปกติ ...
    ยังไงก็ตาม มันคือ “แตะ”!
    ไหนทรัมป์บอกให้เวลาถึงวันจักรีไง ไม่แตะ เพื่อเจรจา
    แล้วนี่คือ___

    อิหร่านจะนับมั้ยว่าโจมตี?
    ถือว่าผิดคำพูดมั้ย?
    เพราะตัวโรงไฟฟ้าไม่ระคาย แต่เจตนานั้นล่ะ?

    นอกจากนี้ โรงปิโตรเคมีอิหร่านโดนยับรัวๆ
    (แต่นี่ถือว่าไม่ใช่พลังงานตรงๆ)
    ไล่เป็นหางว่าว
    มาห์ชาห์ร / บันดาร์ อิหม่าม / ฟัจร์ 1 / ฟัจร์ 2 / ราญา / อามีร์ คาบีร์ / อาบู อาลี

    เกรี้ยวกราดมาก เป็นอาการกระฟัดกระเฟียดหลังถูกสอยเครื่องบินรบตก!?!?

    อเมริกาและอิสราเอลพลุ่งพล่านเป็นหนักหนา

    อิหร่านว่าไง!
    ที่ “แตะ” ไฟฟ้า ถือว่าพอมองข้ามได้ไหม เพราะไม่โดนจังๆ
    และไฟฟ้าก็เดินเครื่องผลิตต่อ ไม่มีสะดุด

    อิหร่านเคยลั่นไว้ ถ้าใครแตะไฟฟ้า และพลังงานเมื่อใด พ่อจะแผลงฤทธิ์ให้สะท้านขวัญ
    ซึ่งก็เคยแสดงให้เห็นจริงๆ แล้ว
    พลังงานเพื่อนบ้านเละ
    หวีดสยองกันทั้งโลก
    (ทรัมป์ถึงจึงต้องมาขอหยุดไง)

    “แตะ” คราวนี้ โลกจับตา
    เอาไม่เอา
    อิหร่านว่าไง!!!!!!!!!

    จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

    https://www.facebook.com/share/1WHTK5rBcN/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "กำแพงวีโต้": Russia, China และ France ผนึกกำลังขวางมติ UN – ค้านการใช้กำลังทหารในฮอร์มุซ... NYT เผยร่างที่ 4 ส่อแววแท้ง หลัง Macron ลั่น "การใช้ความรุนแรงเปิดทางเรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้"!

    ความพยายามของกลุ่มประเทศอาหรับและชาติพันธมิตรตะวันตกในการดึงสหประชาชาติ (UN) เข้ามาแทรกแซงวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซต้องเผชิญกับทางตัน เมื่อ 3 ใน 5 สมาชิกถาวรที่มีอำนาจวีโต้แสดงจุดยืนคัดค้านร่างมติที่อนุญาตให้ใช้กำลังทหารอย่างเต็มรูปแบบ

    1. ร่างมติฉบับที่ 4: "ทุกวิถีทางที่จำเป็น"
    หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเจรจาลับเพื่อร่างมติที่จะนำไปสู่การยุติการปิดล้อมทางทะเลโดยอิหร่าน:

    ▪️ The Clause of Contention: ข้อความที่เป็นปัญหาที่สุดคือการอนุญาตให้รัฐสมาชิกใช้ "ทุกวิถีทางที่จำเป็น" (All necessary means) ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศหมายถึงการใช้กำลังทางทหาร (Military Force) เพื่อเปิดทางเดินเรือ

    ▪️ Objective: เพื่อป้องกันความพยายามใดๆของอิหร่านในการปิดกั้น, ขัดขวาง, หรือแทรกแซงการเดินเรือระหว่างประเทศ

    ️ 2. แนวร่วมคัดค้าน: Russia, China และ "ตัวแปร" อย่าง France
    แม้จะเป็นที่คาดการณ์ว่า Russia และ China จะต้องคัดค้านเนื่องจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเตหะราน แต่การเข้าร่วมของ France สร้างความประหลาดใจให้กับฝ่ายสนับสนุน:

    ▪️ France’s Stance: ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ระบุชัดเจนว่า การพยายามเปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังทหารเป็นเรื่อง "ไม่สมจริง" (Unrealistic) และจะทำให้ผู้เดินเรือตกอยู่ในอันตรายจากขีปนาวุธชายฝั่งของ IRGC มากยิ่งขึ้น

    ▪️ China’s Vision: ปักกิ่งมองว่าการอนุญาตให้ใช้กำลังจะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้สหรัฐฯและอิสราเอลใช้ความรุนแรงฝ่ายเดียว (Unilateralism) ภายใต้ร่มเงาของ UN

    ▪️ Russia’s Block: มอสโกยังคงยืนยันให้ใช้กระบวนการทางการทูต และมองว่าร่างมตินี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับปฏิบัติการ Epic Fury ของ Donald Trump

    3. การปรับแก้สู่ "มาตรการป้องกัน" (Defensive Measures)
    จากรายงานล่าสุดมีการส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับลดระดับความรุนแรงของภาษาในร่างมติเพื่อให้ผ่านการอนุมัติ:

    ▪️ From Offensive to Defensive: มีความพยายามเปลี่ยนจาก "ทุกวิถีทางที่จำเป็น" เป็นการอนุญาตเฉพาะ "มาตรการป้องกัน" (Defensive measures) เพื่อคุ้มครองเรือสินค้าเท่านั้น

    ▪️ The Vote: การลงคะแนนอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 4 เมษายนนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ท่ามกลางการล็อบบี้อย่างหนักจาก Bahrain ในฐานะประธานหมุนเวียนของ UNSC

    Insight:
    เกมใน UN ตอนนี้คือการวัดใจระหว่าง "อำนาจทางกฎหมาย" กับ "ความเป็นจริงในสนามรบ" การที่ฝรั่งเศสแยกตัวออกมาจากแนวร่วมตะวันตกสะท้อนให้เห็นว่ายุโรปเริ่ม "กลัว" ผลกระทบของสงครามที่อาจลากยาวเกินควบคุม โดยเฉพาะเมื่อน้ำมันในยุโรปกำลังจะเริ่มขาดแคลน ฝรั่งเศสจึงเลือกทางสายกลางเพื่อไม่ให้ยั่วยุอิหร่านไปมากกว่านี้ ในขณะที่ Donald Trump กำลังต้องการมตินี้เพื่อสร้าง "ความชอบธรรม" ในการบุกภาคพื้นดินตามแผนลับที่ Mar-a-Lago หากมตินี้ถูกวีโต้ สหรัฐฯอาจต้องตัดสินใจทำสงครามนอกกรอบ UN ซึ่งจะยิ่งทำให้อเมริกาโดดเดี่ยวในเวทีโลก

    ❗️ สรุป: เมื่อ UNSC ตกลงกันไม่ได้... ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงเป็น "พื้นที่สีเทา" ที่อิหร่านถือไพ่เหนือกว่าในเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป!

    03/04/2026

    #ZFrontier #UNSC2026 #HormuzResolution #VetoPower #RussiaChinaFrance #EmmanuelMacron #IranCrisis #GeopoliticsHybrid #วิเคราะห์สงคราม #ข่าวต่างประเทศ #ภูมิรัฐศาสตร์ #สหประชาชาติ #ช่องแคบฮอร์มุซ #สงครามโลก #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1KjMZGyMQs/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีทางอากาศอย่างน้อย 50 ครั้งใส่โรงงานปิโตรเคมีมารุนในเมืองบันดาร์-เอ-มาห์ชาห์ร (Bandar-e Mahshahr)ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    การโจมตีมุ่งเป้าไปที่โรงงาน Fajr 1 และ 2, Rijal และ Amir Kabir ส่งผลให้โรงงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย

    สื่อของรัฐรายงานว่า อย่างน้อย 5 โรงงานในพื้นที่ Mahshahr ถูกโจมตี ทางด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าได้ทิ้งระเบิดเป้าหมายทางอุตสาหกรรมของอิหร่านจริง

    ขณะนี้กำลังมีการอพยพผู้คนจำนวนมากออกจากโรงงาน และมีรายงานว่ามีการโจมตีเพิ่มเติมในเขตปิโตรเคมีมาห์ชาห์รด้วย
    FB_IMG_1775295770360.jpg
    เมืองบันดาร์-เอ-มาห์ชาห์ร อยู่ทางใต้ของตำแหน่งที่ทีมสหรัฐค้นหานักบิน F-15 ประมาณ 120 กิโลเมตร
    https://www.facebook.com/share/p/1B1fqArGTs/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "กางปีกห้ามบิน": เยอรมนีประกาศกฎเหล็ก! ชายอายุ 17-45 ปี ห้ามออกนอกประเทศเกิน 3 เดือนโดยไม่ได้รับอนุญาต – บังคับใช้ถาวรแม้ในยามสงบ เพื่อสำรองกำลังพลสู้ศึกปี 2026!
    FB_IMG_1775295897080.jpg
    ทางการเยอรมนีสร้างความตกตะลึงให้แก่พลเมืองและสังคมยุโรปด้วยการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูประบบการเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ (Military Service Modernization Act) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป โดยข้อกำหนดที่เข้มงวดที่สุดคือการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางไปต่างประเทศของชายวัยฉกรรจ์หลายล้านคน

    1. รายละเอียดกฎหมาย: ใครบ้างที่ต้องขออนุญาต?
    ตามรายงานจาก Berliner Zeitung ระบุว่าการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเกณฑ์ทหาร (WPflG) มาตรา 2 มีสาระสำคัญดังนี้:

    ▪️ Target Group: ชายสัญชาติเยอรมันทุกคนที่มีอายุระหว่าง 17 ถึง 45 ปี

    ▪️ The Rule: หากต้องการเดินทางออกนอกประเทศเยอรมนีเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน จะต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้า

    ▪️ Purpose of Travel: ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการไปศึกษาต่อ (Semester abroad), การทำงานหรือการเดินทางท่องเที่ยวระยะยาว

    ▪️ Authorization: ต้องได้รับความเห็นชอบจากศูนย์อาชีพของกองทัพเยอรมนี (Bundeswehr Career Center) ก่อนเดินทาง

    ️ 2. ความเปลี่ยนแปลง: จาก "ยามศึก" สู่ "ถาวร"
    สิ่งที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือขอบเขตการบังคับใช้:

    ▪️ Permanent Requirement: เดิมทีระเบียบนี้จะใช้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดหรือการป้องกันประเทศ (State of Defense) เท่านั้น แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้เป็น "ข้อกำหนดถาวร" แม้ในภาวะปกติ

    ▪️ Military Accounting: โฆษกกระทรวงกลาโหมเยอรมนียืนยันว่า เป้าหมายหลักคือการจัดทำบันทึกข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าใครอยู่ที่ไหน เพื่อให้สามารถเรียกตัวผู้มีหน้าที่รับราชการทหารกลับมาได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

    3. บริบทใหม่ของการเกณฑ์ทหารในปี 2026
    กฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กองทัพ Bundeswehr:

    ▪️ New Conscription Model: เยอรมนีได้กลับมาใช้ระบบลงทะเบียนเกณฑ์ทหาร โดยชายหนุ่มที่เกิดในปี 2008 เป็นต้นไป (อายุครบ 18 ปีในปี 2026) ต้องกรอกแบบสอบถามความสมัครใจและเข้ารับการตรวจร่างกาย

    ▪️ Target Strength: รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มกำลังพลประจำการและกำลังพลสำรองให้ถึง 470,000 นาย ภายในปี 2035 เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้น

    Insight:
    การที่เยอรมนีซึ่งเป็นหัวใจของเสรีภาพในยุโรป ออกกฎหมาย "กักตัว" พลเมืองชายแบบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเบอร์ลินมองเห็นสัญญาณ "สงครามใหญ่" ที่ชัดเจนกว่าที่สาธารณชนรับรู้ แม้กองทัพจะบอกว่าโดยปกติจะอนุมัติคำขอเดินทาง (Granting as general rule) แต่ตัวบทกฎหมายได้เปลี่ยนสถานะของพลเมืองชายให้กลายเป็น "ทรัพย์สินทางทหาร" ที่ต้องรายงานตัวตลอดเวลาไปเรียบร้อยแล้ว การขยับตัวครั้งนี้สอดคล้องกับความพยายามของยุโรปที่ต้องการพิสูจน์ให้ Donald Trump เห็นว่า "ยุโรปจริงจังกับการป้องกันตัวเอง" และพร้อมแบกรับภาระใน NATO มากขึ้น

    ❗️ สรุป: เสรีภาพในการเดินทางของชายชาวเยอรมันสิ้นสุดลงที่เดือนที่ 3... หลังจากนั้น กองทัพคือผู้ตัดสินใจว่าคุณจะไปได้หรือไม่! แต่นักการเมืองที่กล่าวหาว่า "ทหารประเทศตัวเองรบกับใครก็ไม่ชนะ กับแนวคิดสมัยนี้เค้าไม่รบกันแล้ว" กำลังพยายามจะให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ถ้าเชื่อนักการเมืองพวกนี้คงสิ้นชาติอีกไม่นาน

    04/04/2026

    #ZFrontier #GermanyConscription2026 #Bundeswehr #TravelRestriction #MilitaryModernization #BerlinZeitung #GeopoliticsHybrid #วิเคราะห์สงคราม #ข่าวต่างประเทศ #ภูมิรัฐศาสตร์ #เยอรมนี #เกณฑ์ทหาร2026 #เสรีภาพ #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1E6tX6ZB3c/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังมีการเผยแพร่ทางโซเชียล มีผู้ประกอบการขนส่งที่เป็นชาวมาเลเซียรายหนึ่ง มีลานจอดรถเทรลเลอร์ วิ่งระหว่างไทย-มาเลเซีย ที่ถนนกาญจนวณิชย์ ได้กักตุนน้ำมันไว้เป็นจำนวนมาก ทหารในพื้นที่จึงเข้าตรวจสอบ และแจ้งฝ่ายปกครองกับตำรวจ ขณะที่ตัวแทนของฝ่ายปกครอง และตำรวจ ยืนยันว่า เจ้าของบริษัทมีใบอนุญาตกักเก็บน้ำมันถูกต้อง
    .
    ต่อมา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ได้รับรายงานและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบที่บริษัทดังกล่าว ตั้งอยู่ใน อ.สะเดา จ.สงขลา พบว่ามีการกักเก็บน้ำมันดีเซล 100,000 ลิตร ในถังใต้ดิน 50,000 ลิตร และถังบนดิน 35,000 ลิตร
    .
    โดยผู้รับผิดชอบสถานที่ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันว่ามีการขออนุญาตเก็บกักน้ำมันอย่างถูกต้อง และไม่มีที่มาที่ไปของน้ำมันว่าสั่งซื้อจากบริษัทไหน ปนม.ตร.ภาค 9 จึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ดูแลบริษัทและเจ้าของบริษัท
    .
    สำหรับน้ำมันที่ตรวจพบทั้งหมด ทราบว่า บริษัทได้ให้รถหัวลากเติมน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศขึ้นราคาน้ำมัน แล้วนำน้ำมันที่เติมมาถ่ายลงถังเพื่อกักตุนเอาไว้ใช้ในกิจการขนส่งของบริษัท เป็นการลักลอบนำเข้ามา น้ำมันจากมาเลเซียมากักตุนในถังใต้ดิน และบนดิน ดังนั้นจังหวัดสงขลา ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจบริษัทโลจิสติกส์ทุกแห่ง เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำผิดแค่ไม่มีบอนุญาตในการกักเก็บน้ำมัน แต่มีความผิดในข้อหา ครอบครองน้ำมันเถื่อน ที่ไม่มีการเสียภาษีนำเข้าประเทศด้วย

    งามไส้! นายทุนจีน ซุกน้ำมัน 1 แสนลิตร ในถังใต้ดิน : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10198613


    https://www.facebook.com/share/1CRf2AiErM/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวโรมาเนียเตรียมยกเลิกออเดอร์โดรนอิสราเอลมูลค่านับร้อยล้านดอลลาร์!

    https://www.facebook.com/share/1Dp1ARA68X/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐสภาอาหรับประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต–ยูเออี กระทบโรงไฟฟ้า–โรงก๊าซ มีผู้เสียชีวิต

    เดอะพับลิกโพสต์ - รายงานจาก โดฮา นิวส์ ระบุว่า รัฐสภาอาหรับออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของ อิหร่าน ต่อ คูเวต และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    แถลงการณ์โดย โมฮัมเหม็ด บิน อาเหม็ด อัล-ยามาฮี ประธานรัฐสภาอาหรับ ระบุว่า ในคูเวต การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำทะเล ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุ

    ส่วนในยูเออี มีรายงานว่าเศษสะเก็ดจากการโจมตีตกลงในพื้นที่อัจบาน ทำให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะที่การโจมตีโรงก๊าซที่ฮับชาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม

    อัล-ยามาฮีเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดำเนินการเพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

    แถลงการณ์ยังย้ำว่า รัฐสภาอาหรับยืนหยัดเคียงข้างประเทศอาหรับที่ได้รับผลกระทบ ในการปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค

    https://www.facebook.com/share/p/1BHeT1ZbHF/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    BREAKING!! สำนักข่าว Fars รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ล่าสุดว่า

    "สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอหยุดยิง 48 ชั่วโมงผ่านประเทศที่สาม แต่อิหร่านเลือกปฏิเสธทางอ้อมด้วยการเดินหน้าถล่มหนักต่อเนื่อง แทนการส่งคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร"

    https://www.facebook.com/share/1adcx1o4DN/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี โปรดี กล่าวถึงก๊าซรัสเซียที่จะไหลเข้าสู่ยุโรปเมื่อสหรัฐฯเข้ามาถือหุ้นในท่อส่งก๊าซว่า:

    ขออนุญาตมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย แต่ลองคิดถึงอนาคตดู คุณจะเห็นว่าก๊าซรัสเซียจะมาถึงยุโรปก็ต่อเมื่อกองทุนการเงินของอเมริกาเข้ามาถือหุ้นในท่อส่งก๊าซ นั่นแหละคือจุดจบ คุณจะได้เห็นด้วยตัวเองว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยในวันนี้ ดูเหมือนว่านี่คือเจตนาของทรัมป์

    เพราะทรัมป์มองยุโรปเป็นอุปสรรค จากนั้นเขาก็เจรจากับรัสเซีย และสุดท้ายยุโรปก็ถูกบังคับให้ซื้อก๊าซนี้เพราะพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการแล้ว ผมไม่รู้ว่าแผนนี้จะสำเร็จหรือไม่ และผมก็ไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นมัน แต่โดยพื้นฐานแล้ว นั่นคือแผนของทรัมป์

    04/04/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1DkzKWJ9wD/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UNSC วงแตก! เลื่อนลงมติคุ้มครองเดินเรือพาณิชย์ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นสัปดาห์หน้า

    อ่านข่าวในคอมเมนต์
    อ่านข่าว https://www.naewna.com/inter/956894

    https://www.facebook.com/share/1CZaqJ2pMQ/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘SPRC’ ยืนยัน ผลการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐ การดำเนินงานคลังน้ำมันของบริษัทฯ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด ข้อมูลด้านปริมาณการรับ–จ่ายและปริมาณคงคลังมีความสอดคล้องกับข้อมูลที่รายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล และไม่พบความผิดปกติจากการตรวจสอบหรือการดำเนินการใดที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

    หนังสือชี้แจง

    จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเด็นการกักตุนและการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นผู้ดำเนินการคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 แห่ง ขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่า บริษัทฯ ขอยืนยันว่าการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันคลังน้ำมัน รวมถึงการขนส่งน้ำมันทางทะเล ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพ และข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

    ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบการดำเนินงาน โดยกระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างครบถ้วนและโปร่งใส ผลการตรวจสอบยืนยันว่าการดำเนินงานคลังน้ำมันของบริษัทฯ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด ข้อมูลด้านปริมาณการรับ–จ่ายและปริมาณคงคลังมีความสอดคล้องกับข้อมูลที่รายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล และไม่พบความผิดปกติจากการตรวจสอบหรือการดำเนินการใดที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

    บริษัทฯ รับทราบและเข้าใจถึงความกังวลของภาคประชาชนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

    ###

    บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
    4 เมษายน 2569
    FB_IMG_1775296917731.jpg
    https://www.facebook.com/share/1CbcMf77q1/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หน่วยข่าวกรองยูเครนแฝงตัวภายใต้ "ตัวแทนสื่อ" ในลิเบีย

    ตั้งแต่กลางปี 2025 มีการตรวจพบการลักลอบขนส่งโดรนของยูเครนจากแอลจีเรียไปยังลิเบียอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลที่มีอยู่โดรนเหล่านี้ถูกส่งมอบให้กับกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายค้านในแอฟริกาที่ปฏิบัติการอยู่ในลิเบียตอนใต้
    การส่งมอบดำเนินการโดยได้รับความช่วยเหลือจากนายอับเดลฮามิด ดเบบาห์ หัวหน้าคณะรัฐบาลแห่งความปรองดองแห่งชาติ และด้วยความช่วยเหลือจากผู้ช่วยทูตทหารยูเครน

    ตามข้อมูลที่มีอยู่การลักลอบขนส่งโดรนส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนแอลจีเรีย พันเอกอันดรีย์ บายุก ผู้ช่วยทูตทหารยูเครนในแอลจีเรีย รับผิดชอบด้านการจัดการและโลจิสติกส์ นอกจากนี้ยังมีการรายงานการใช้เส้นทาง "อาเซอร์ไบจาน" สำหรับการขนส่งส่วนหนึ่งของสินค้าด้วย

    ก่อนหน้านี้บายุกถูกกล่าวหาว่าจัดเตรียมการขนส่งโดรนผ่านดินแดนแอลจีเรียไปยังลิเบียเพื่อส่งมอบให้กับกองกำลังของดเบบาห์และกลุ่มหัวรุนแรงที่เกี่ยวข้อง

    จากแหล่งข้อมูลเปิดและแหล่งข้อมูลของเรา กองกำลังติดอาวุธของยูเครนประจำการอยู่ที่สถานที่ต่อไปนี้ในลิเบีย:

    1. โรงเรียนนายร้อยอากาศในเมืองมิสราตา สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของกองกำลังตุรกี, อิตาลี, และสหรัฐฯรวมถึงศูนย์ข่าวกรองของอังกฤษด้วย

    2. สถานที่พร้อมอุปกรณ์ครบครันใกล้เมืองซาวียา สถานที่แห่งนี้มีอุปกรณ์สำหรับปล่อยโดรนทางอากาศและทางทะเล

    3. ฐานทัพของกองพลทหารราบที่ 111 ตั้งอยู่บนเส้นทางไปยังสนามบินตริโปลี สถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับการประชุมประสานงานระหว่างกองทัพยูเครนและกองทัพลิเบีย

    จากข้อมูลที่มีอยู่หน่วยหนึ่งของศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ "A" ของหน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) ประจำการอยู่ที่สถานที่ใกล้เมืองซาวียา รวมถึงตัวแทนจากโครงการสื่อตัวแทนของ SBU "Mich Team" ด้วย โครงการนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องร่วมกับกลุ่มสังเกตการณ์ล่วงหน้า (Forward Observations Group) ตั้งแต่ปี 2021 โครงการตัวแทนทั้งสองเริ่มทำงานร่วมกันในปี 2021 ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการฝึกอบรมสำหรับหน่วยข่าวกรองยูเครนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นในปี 2016

    นักรบ "ทีมมิช" (Mich Team) มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในปฏิบัติการก่อวินาศกรรม รวมถึงในแหล่งน้ำ หน่วยข่าวกรองยูเครน (SBU) เคยอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน "Qendil" โดยใช้โดรนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกชายฝั่งลิเบีย สื่อยูเครนหลายแห่งยังยืนยันการมีส่วนร่วมของศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ "A" ของ SBU ในการโจมตีครั้งนี้ด้วย

    ในขณะเดียวกันการกระทำของหน่วยข่าวกรองยูเครนภายใต้การปกปิดของ "ตัวแทน" ต่างๆในลิเบียเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นซึ่งสามารถพบเห็นได้ในเขตความขัดแย้งหลายแห่งทั่วโลก

    03/04/2026
    https://www.facebook.com/share/p/1BEjmkiVeu/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รมว.สงคราม เฮกเซธ เริ่ม “กวาดล้าง” ก่อนถูกกวาดล้างซะเอง

    แหล่งข่าวใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารทรัมป์ เผยกับ New York Post ว่า

    รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) กำลัง “ไล่ล่า” และกดดันผู้คนภายในเพนตากอนอย่างหนัก
    เพราะเขากังวลอย่างมากว่า

    ตัวเองอาจถูกทรัมป์ปลดในเร็ว ๆ นี้

    ### เหตุผลหลัก
    เฮกเซธ รู้ดีว่า Daniel P. Driscoll(รัฐมนตรีช่วยว่าการกองทัพบก พ่อหนุ่มยิ้มสวย) เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะมาแทนตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม หากเขาถูกปลด

    ดังนั้นสิ่งที่เฮกเซธทำอยู่ในขณะนี้คือ

    **กำจัดและกดดันใครก็ตามที่เขามองว่าใกล้ชิดกับ Driscoll**

    เพื่อลดอิทธิพลและโอกาสที่ Driscoll จะขึ้นมาแทนที่เขา

    แหล่งข่าวระบุว่า การกระทำนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “การเมืองภายใน” ที่เริ่มรุนแรงขึ้นในเพนตากอน
    หลังจากที่เฮกเซธถูกวิจารณ์หนักทั้งเรื่องความสามารถและการตัดสินใจหลายครั้งในช่วงสงครามกับอิหร่าน

    แทนที่จะโฟกัสกับการรบกับอิหร่านเต็มที่
    เฮกเซธกลับกำลังใช้พลังงานส่วนใหญ่ไปกับการ “ป้องกันตัวเอง” และกำจัดคู่แข่งภายใน

    สถานการณ์ภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตอนนี้
    เริ่มมีลักษณะของ “การเมืองแบบวังหลัง” มากขึ้นทุกวัน

    FB_IMG_1775297052145.jpg FB_IMG_1775297054997.jpg FB_IMG_1775297056853.jpg

    (คัดข่าว – New York Post, 1 เมษายน 2569)

    https://www.facebook.com/share/1Sv3LGHVas/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้ประกอบรถทัวร์โดยสาร ยัน ช่วงสงกรานต์มีรถวิ่ง แต่หลังสงกรานต์ต้องลดเที่ยววิ่งเหลือขั้นต่ำ สู้ราคาน้ำมันไม่ไหว หากไปต่อไม่ได้คงต้องหยุด

    อ่านต่อที่นี่ : https://www.amarintv.com/news/social/542623

    #รถทัวร์โดยสาร #รถทัวร์ #สงกรานต์ #น้ำมัน #ราคาน้ำมัน #ผู้ประกอบการ #AmarinTV #amarintvonline #ข่าวอมรินทร์ออนไลน์

    https://www.facebook.com/share/19q2cPB2BJ/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้ว่าฯสงขลา ย้อนศร สั่งพลังงานจังหวัดบุกตรวจซ้ำบริษัทโลจิสติกส์ เจอเต็มๆ น้ำมันดีเซล ซุกถังทั้งใต้ดิน-บนดิน 1 แสนลิตร แฉพฤติการณ์ใช้รถหัวลากเติมจากมาเลเซีย ลอบนำเข้ามาดูดออก สุดงามไส้ ทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง ปกป้องว่ามีการอนุญาตถูกต้อง...
    .
    อ่านเพิ่มเติมในคอมเมนต์

    งามไส้! พ่อเมืองย้อนศร สั่งตรวจซ้ำ เจอน้ำมันเถื่อนทุนจีนลอบนำเข้าจากมาเลย์

    สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5750905/
    .
    #น้ำมันเถื่อน #ทุนจีน #มาเลเซีย
    #เดลินิวส์ออนไลน์ #เดลินิวส์

    https://www.facebook.com/share/1DqggcsQ7q/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไมน้ำมันดิบ WTI ถึงขายถูกกว่า Brent แม้คุณสมบัติจะดีกว่า /โดย ลงทุนแมน
    (The English version is below.)

    สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ได้ดันราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

    ทั้งราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) และน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ (WTI) ซึ่งกลายเป็นคำที่เรามักได้ยินเสมอ ๆ ในช่วงเวลานี้

    แล้วรู้หรือไม่ว่า น้ำมันดิบ WTI ที่มีคุณสมบัติดีกว่า การขนส่งก็ยากกว่า
    แต่กลับมีราคาขายที่ถูกกว่าน้ำมันดิบ Brent มาเป็น 10 ปีแล้ว

    โครงสร้างราคาของน้ำมันดิบทั้งสองนี้ แตกต่างกันอย่างไร ?
    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

    สำหรับชื่อของน้ำมันดิบทั้งสองประเภทนั้น ก็มาจากแหล่งขุดเจาะที่ต่างกัน

    โดยน้ำมันดิบ Brent เป็นน้ำมันดิบที่ขุดเจาะจากแหล่งทะเลเหนือในยุโรป ซึ่งถูกขุดเจาะขึ้นมาใช้ครั้งแรกในปี 1976

    ส่วนคำว่า “ราคาน้ำมันดิบ Brent” นั้น จะหมายถึง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับน้ำมันดิบ Brent ที่ซื้อขายกันในตลาดแลกเปลี่ยนระหว่างทวีป (ICE)

    ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบ Brent นั้นถือเป็นราคากลางที่ใช้กำหนดราคาน้ำมันดิบกว่า 70% ของการซื้อขายทั่วโลก

    ทางฝั่งของน้ำมันดิบ WTI นั้น เป็นน้ำมันดิบที่ขุดเจาะจากแหล่งหลักในภูมิภาค Permian Basin ทางตะวันตกของรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยมีสถานที่ส่งมอบหลักอยู่ที่เมืองคูชิง รัฐโอคลาโฮมา

    ส่วนคำว่า “ราคาน้ำมันดิบ WTI” นั้น หมายถึง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบ WTI ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYMEX)

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI นั้นถือเป็นราคากลางที่ใช้กำหนดราคาของตลาดน้ำมันในสหรัฐอเมริกา และในทวีปอเมริกาเหนือ

    ต้องบอกว่า ทั้ง Brent และ WTI ถือเป็นน้ำมันดิบคุณภาพสูงที่ตลาดต้องการทั้งคู่ เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นคือ

    - “Light” หมายถึง น้ำมันดิบที่มีความหนาแน่นต่ำ ไหลง่าย ทำให้กลั่นได้น้ำมันเบนซินและดีเซลปริมาณมาก
    - “Sweet” หมายถึง น้ำมันดิบที่มีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนการกำจัดสารพิษต่ำ

    พูดง่าย ๆ คือ ทั้ง Brent และ WTI เป็นน้ำมันดิบ ที่โรงกลั่นสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อเทียบกับน้ำมันดิบชนิดเปรี้ยว (Sour) หรือน้ำมันหนัก (Heavy) จากเวเนซุเอลาหรือแหล่งน้ำมันทรายของแคนาดา เป็นต้น

    แต่ถ้ามองลึกลงไป ต้องบอกว่า น้ำมันดิบ WTI จะมีคุณลักษณะที่ Light และ Sweet กว่าน้ำมันดิบ Brent

    ขณะที่ในแง่ของการผลิต น้ำมันดิบ WTI นั้น ผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ส่วนใหญ่ต้องขนส่งทางท่อ จึงทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงกว่า

    ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ผลิตในบริเวณใกล้ทะเล ดังนั้น ต้นทุนการขนส่งจึงต่ำกว่า

    ดังนั้น ด้วยคุณภาพของน้ำมันดิบ WTI ที่สูงกว่า ต้นทุนการขนส่งที่มากกว่า ก็น่าจะทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI สูงกว่าราคาน้ำมันดิบ Brent

    แต่ในความเป็นจริงกลับตรงข้าม เพราะราคาน้ำมันดิบ WTI กลับต่ำกว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent

    ปี 2023 ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 77.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 82.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
    ปี 2024 ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 76.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 80.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
    ปี 2025 ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 65.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 69.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    ที่น่าสนใจคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent นั้นโดยเฉลี่ยแล้วซื้อขายสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ WTI มาตั้งแต่ปี 2016 หรือกว่าทศวรรษแล้ว..

    สาเหตุสำคัญเนื่องจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีในการขุดเจาะแนวนอน (Horizontal Drilling) และ Hydraulic Fracturing หรือ “Fracking” เพื่อสกัดน้ำมันจากชั้นหินดินดานหรือ “Shale Oil” นั่นเอง

    ซึ่งประเทศที่มีแหล่ง Shale Oil มากที่สุดในโลกก็คือ สหรัฐอเมริกา เพราะมีสัดส่วนกว่า 70-80% ของปริมาณ Shale Oil ทั้งหมดของโลก

    พอเรื่องเป็นแบบนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกา สามารถเพิ่มผลผลิตน้ำมันได้มหาศาลจากการขุดเจาะ Shale Oil จนทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกและเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสุทธิมาตั้งแต่ปี 2020

    ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา
    ปี 2010 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    ปี 2018 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    ปี 2025 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 13.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ WTI ในช่วงที่ผ่านมาและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent นั่นเอง

    ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
    รู้ไหมว่า ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤติโควิด-19 ระบาด หลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ งดการเดินทางระหว่างประเทศ

    เรื่องนี้ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบมากกว่าความต้องการน้ำมันอย่างมาก แหล่งเก็บน้ำมันดิบสำคัญในโอคลาโฮมา ของสหรัฐอเมริกา จึงไม่สามารถรับน้ำมันที่ผลิตมาได้เพิ่ม

    ขณะที่นักลงทุนหรือคนที่บริหารความเสี่ยงที่ถือสัญญาน้ำมันดิบ WTI นั้น ต้องปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพราะไม่ต้องการรับน้ำมันจริง ๆ ที่ซื้อล่วงหน้าไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการหาที่เก็บน้ำมันสูงกว่ามูลค่าของตัวน้ำมันเองจึงต้องเทขายสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าจำนวนมาก

    จนทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ติดลบที่ 37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือก็คือผู้ขายยินดีจ่ายเงินให้ผู้ซื้อ เพียงเพื่อให้ช่วยขนน้ำมันออกไปจากมือ

    ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ติดลบเลยทีเดียว..

    —--------------------
    Why WTI Crude Sells Cheaper Than Brent Despite Having Better Properties /By Longtunman

    The conflict between the United States and Iran has pushed energy prices, particularly crude oil, higher across the globe.
    Both "Brent" and "WTI" crude oil have become terms we hear constantly during this period.

    But did you know? Even though WTI crude has superior properties and is more difficult to transport, it has actually been selling at a lower price than Brent crude for over a decade now.

    How do the price structures of these two types of oil differ?
    Longtunman will explain.

    The names of these two types of crude oil come from their different extraction sources.
    Brent Crude is extracted from the North Sea in Europe and was first pumped for use in 1976.

    The term "Brent Crude Price" refers to the futures contracts for Brent oil traded on the Intercontinental Exchange (ICE). Currently, the Brent price serves as the global benchmark used to price more than 70% of the world's internationally traded crude oil.

    On the other hand, WTI (West Texas Intermediate) is crude oil extracted primarily from the Permian Basin in Western Texas, USA, with its main delivery point located in Cushing, Oklahoma.

    The term "WTI Crude Price" refers to the futures contracts traded on the New York Mercantile Exchange (NYMEX). The WTI price is the benchmark used to set oil prices in the United States and North America.

    It must be noted that both Brent and WTI are high-quality crude oils highly sought after by the market due to two key characteristics:

    - "Light": This refers to crude oil with low density that flows easily, allowing refineries to produce large quantities of gasoline and diesel.
    - "Sweet": This refers to crude oil with low sulfur content, making it more environmentally friendly and cheaper to process since toxic substances are easier to remove.

    Simply put, compared to "Sour" or "Heavy" crude oils from places like Venezuela or Canada’s oil sands, refineries can convert Brent and WTI into high-value products much more easily and quickly.

    However, if we look deeper, WTI crude is actually "lighter" and "sweeter" than Brent crude.
    In terms of production logistics, WTI is produced in landlocked areas and must mostly be transported via pipelines, which results in higher transportation costs. Meanwhile, Brent is produced near the sea, making its shipping costs lower.

    Logically, since WTI has higher quality and higher transportation costs, its price should be higher than Brent's.

    But in reality, the opposite is true. WTI prices are consistently lower than Brent prices.
    - In 2023: WTI averaged $77.6/barrel, while Brent averaged $82.5/barrel.
    - In 2024: WTI averaged $76.6/barrel, while Brent averaged $80.5/barrel.
    - In 2025: WTI averaged $65.4/barrel, while Brent averaged $69.1/barrel.

    Interestingly, Brent has been trading at a premium over WTI on average since 2016—marking over a decade of this price gap.

    The primary reason for this is the advancement in technology, specifically Horizontal Drilling and Hydraulic Fracturing (or "Fracking"), used to extract oil from shale rock layers, known as "Shale Oil."

    The country with the largest shale oil reserves in the world is the United States, accounting for approximately 70-80% of the global total.

    Because of this, the U.S. has been able to massively increase its oil production. This surge has turned the United States into a major global oil producer and a net exporter of crude oil and petroleum products since 2020.

    U.S. Crude Oil Production Volume:
    - 2010: 5.5 million barrels per day
    - 2018: 10.9 million barrels per day
    - 2025: 13.6 million barrels per day

    This massive influx of supply into the market has created a "supply glut," putting downward pressure on WTI prices and serving as the key factor that keeps the average price of WTI lower than Brent.

    Closing with an interesting fact: Do you remember 2020? During the peak of the COVID-19 crisis when countries announced lockdowns and international travel ceased.

    This caused global oil demand to crash so rapidly that production far exceeded consumption. Major storage facilities in Oklahoma reached their limits and could not accept any more oil.

    Investors and hedgers holding WTI contracts had to close their positions because they didn't want to take physical delivery of the oil; the cost of finding a place to store it was higher than the value of the oil itself. This led to a massive sell-off of futures contracts.

    This resulted in WTI prices dropping to negative $37 per barrel. In other words, sellers were willing to pay buyers just to take the oil off their hands.
    It was the first time in history that WTI crude oil prices turned negative.

    https://www.facebook.com/share/1Aigbs3o28/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    แฮกเกอร์สายสนับสนุนอิหร่านเจาะระบบคอมพิวเตอร์ป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล ขโมยข้อมูลสำคัญไป

    กลุ่มแฮกเกอร์ Handala อ้างว่าได้แทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายของ PSK WIND Technologies ซึ่งเป็น “ผู้ออกแบบและดำเนินการหลักของระบบควบคุมและสั่งการแบบบูรณาการ” สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธขั้นสูงของอิสราเอล และ “ดึงข้อมูลสำคัญทั้งหมดออกจากเซิร์ฟเวอร์ของพวกเขาได้สำเร็จ”

    “ขณะนี้ ข้อมูลลับสุดยอดทั้งหมดเกี่ยวกับศูนย์บัญชาการและควบคุม ระบบสื่อสาร และเอกสารลับของบริษัทนี้ ได้ถูกดึงมาและส่งตรงไปยังหน่วยขีปนาวุธของฝ่ายต่อต้านแล้ว” กลุ่มแฮกเกอร์นิรนามที่สนับสนุนอิหร่านประกาศ

    เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ใช่การโกหก Handala ได้โพสต์ภาพถ่ายของไฟล์ที่ดึงออกมาบางส่วน รวมถึงใบสั่งซื้อ แผนผัง และภาพหน้าจอของอุปกรณ์และชุดซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานของเรดาร์ที่ผลิตโดย General Dynamics Land Systems

    นอกจากนี้ Handala ยังรายงานเกี่ยวกับการลบข้อมูลจำนวน 22 เทราไบต์จากเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท 14 แห่งที่เชื่อมโยงกับอิสราเอล
    การโจมตีทางไซเบอร์สองครั้งนี้เป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของศัตรูครั้งล่าสุดโดย Handala ซึ่งเพิ่งได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศหลังจากแฮ็กอุปกรณ์ส่วนตัวของผู้อำนวยการ FBI คาช พาเทล

    ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากพาเทลแล้ว Handala ยังได้โจมตีเป้าหมายอื่นๆ อีก ได้แก่

    ➡️ สื่อของศัตรู (IranWire สำนักข่าวโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านอิหร่านในสหราชอาณาจักร)

    ➡️ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล โยอาฟ กัลลันต์

    ➡️ บริษัทที่สนับสนุนอิสราเอลในสหรัฐอเมริกา

    ➡️ วิศวกรของ Lockheed Martin 28 คน รวมถึงผู้พัฒนา F-35 และ THAAD

    สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน | Cr: geopolitics_prime

    #อิหร่าน

    https://www.facebook.com/share/p/1CJjDhZeuT/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับโค้ชลวงโลกหลอกลงทุนเหรียญคริปโต ลงทุนง่ายรอรับเงินทุกวัน สุดท้ายถอนเงินไม่ได้ ความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

    https://www.facebook.com/share/p/1AsTFS52Ew/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    227,383
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตระกูลฮันต์ เดิมพันพลาด จากถือแร่เงิน 3 แสนล้าน แต่สุดท้ายเป็นหนี้ /โดย ลงทุนแมน
    หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า เงินเฟ้อที่จะไต่ระดับขึ้นหลังจากนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อาจบอบช้ำ จากภาวะสงคราม ทั้งทางทหาร และทางการค้า

    จนเกิดเป็นความกลัวต่อภาวะ Stagflation หนึ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจที่สุดโต่งที่สุด

    แต่ในอีกด้านหนึ่งของตลาด กลับเชื่อว่า ผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายสำคัญอย่าง ธนาคารกลาง อาจต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    ยิ่งเงินเฟ้อสูงมากเท่าไร ธนาคารกลางก็ยิ่งต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง แม้ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่บอบช้ำยิ่งกว่าเดิม ซึ่งก็นับเป็นอีกความสุดโต่งทางเศรษฐกิจเช่นกัน

    ทั้งนี้ เราต่างก็ไม่อยากให้เกิดความสุดโต่งจากทั้งสองฝั่ง แต่ย้อนกลับไปในปลายยุค 1970 ที่ Stagflation กำลังเล่นงานสหรัฐฯ พี่น้องตระกูลฮันต์ตัดสินใจเลือกเดิมพันครั้งใหญ่ ก่อนจบลงด้วยบทเรียนราคาแพงหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    พี่น้องตระกูลฮันต์เดิมพันอย่างไร ทำไมถึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ?
    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

    พี่น้องตระกูลฮันต์ ประกอบด้วย
    - เนลสัน บังเกอร์ ฮันต์
    - วิลเลียม เฮอร์เบิร์ต ฮันต์
    - ลามาร์ ฮันต์

    โดยทั้ง 3 คน เป็นลูกของฮาโรลด์สัน ลาฟาแยตต์ ฮันต์ มหาเศรษฐี ผู้มั่งคั่งจากการบุกเบิกธุรกิจน้ำมันในเท็กซัส ซึ่งนอกจากจะเป็นบิดาผู้ส่งต่อความมั่งคั่งแล้ว ยังคงเป็นผู้ส่งต่อแนวคิดทางการเงินที่สำคัญของพี่น้องตระกูลฮันต์

    โดยฮันต์คนพ่อเชื่อว่า ความร่ำรวยนั้นไม่มีขีดจำกัด และความมั่งคั่งที่แท้จริงต้องอยู่ในรูปของทรัพย์สินที่จับต้องได้ (Physical Assets) มากกว่าเงินกระดาษที่รัฐบาลสามารถพิมพ์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด

    ซึ่งพี่น้องตระกูลฮันต์ก็เชื่อเช่นนั้น โดยเฉพาะฮันต์คนพี่ หรือเนลสัน ฮันต์ ที่มีอิทธิพลสูงสุดในตระกูล

    ความเชื่อของตระกูลฮันต์นั้นถือว่าประจวบเหมาะกับสถานการณ์ในทศวรรษ 1970 ที่เกิดวิกฤติน้ำมันถึง 2 ครั้ง เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษ

    และเหตุการณ์ที่สำคัญมากในทศวรรษนั้น คือรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของริชาร์ด นิกสัน ประกาศให้ระบบเบรตตัน วูดส์ (Bretton Woods) ล่มสลาย

    ระบบเบรตตัน วูดส์ คือระบบที่ดอลลาร์สหรัฐยังผูกกับทองคำ เพียงสกุลเงินเดียว ขณะที่สกุลเงินอื่นต้องนำมาผูกไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐอีกที

    เมื่อระบบดังกล่าวล่มสลาย นั่นก็หมายถึงเงินทุกสกุลทั่วโลก เป็นเพียงเงินกระดาษ (Fiat Currency) เท่านั้น

    สำหรับพี่น้องตระกูลฮันต์ พวกเขามองว่า สุดท้ายแล้วระบบเงินกระดาษ ที่ไม่ได้ถูกค้ำด้วยสินทรัพย์อย่างทองคำ นั้นจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง (Hyperinflation) อาจนำไปสู่จุดล่มสลายครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก

    ขณะที่มองไปยังฟากรัฐบาลและธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็พบว่า รัฐบาลสามารถควบคุมเฟดได้ สะท้อนผ่านการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ เพื่อหวังผลให้ริชาร์ด นิกสัน กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2

    เหตุการณ์แวดล้อมเหล่านั้น ยิ่งทำให้คนตระกูลฮันต์เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยจะไม่มีทางสูงกว่า มูลค่าของสินทรัพย์อย่าง ทองคำ หรือแร่เงิน

    เพราะรัฐบาลจะไม่มีทางยอมให้เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งชะลอเศรษฐกิจ และทำลายเครดิตของรัฐบาล

    ความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เกิดการเดิมพันครั้งใหญ่ โดยคนตระกูลฮันต์กว้านซื้อแร่เงิน (Silver) ตั้งแต่ปี 1973

    เนื่องด้วยแร่เงิน นอกจากจะเป็นสินทรัพย์ที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมอีกด้วย

    การกว้านซื้อแร่เงินของพี่น้องตระกูลฮันต์ ไม่ใช่เพียงเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาเหมือนนักลงทุนทั่วไป แต่ถึงขั้นต้องการครอบครองซัปพลายแร่เงินไว้กับตัว

    พี่น้องตระกูลฮันต์สะสมแร่เงิน ผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) โดยเลือกให้คู่สัญญาต้องส่งมอบเป็นแร่เงิน (Physical Delivery) เท่านั้น

    และตลอดช่วงทศวรรษ 1970 ราคาสินทรัพย์อย่าง ทองคำ และแร่เงิน ปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ตระกูลฮันต์ใช้ Leverage ด้วยการกู้เงิน โดยใช้แร่เงินค้ำประกันไว้

    พี่น้องตระกูลฮันต์ทำเช่นนี้ ตั้งแต่ปี 1973 ที่แร่เงินมีราคาเพียง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จนขึ้นมาแตะที่ 49.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในต้นปี 1980 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,000% ในเวลาไม่ถึง 10 ปี

    ในเวลาที่ราคาแร่เงินแตะระดับสูงสุดของประวัติศาสตร์ พี่น้องตระกูลฮันต์ได้ถือแร่เงินไปมากกว่า 200 ล้านออนซ์ ซึ่งนับเป็นปริมาณ 1 ใน 3 ของแร่เงินในตลาด (ไม่รวมกับที่ยังไม่ขุดเจาะและที่ถือครองโดยรัฐบาล)

    และสิ่งที่พี่น้องตระกูลฮันต์คิดไว้ก็เป็นจริง เพราะแร่เงินมีราคาแพง เริ่มขาดแคลน เกิดเป็นความโกลาหลที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นักลงทุน แต่ลุกลามไปยังทุกภาคส่วนของสังคมสหรัฐฯ

    ประชาชนทั่วไปเริ่มรื้อค้นบ้านเพื่อหาช้อนส้อมเงิน ชุดน้ำชา หรือเหรียญเก่าเพื่อนำไปหลอมขาย

    ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แร่เงิน เช่น การผลิตฟิล์มเอกซเรย์ของ Kodak และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจนเกือบจะแบกรับไม่ไหว

    ร้านเครื่องประดับ Tiffany & Co. ถึงกับซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์ The New York Times เพื่อประณามการกระทำของตระกูลฮันต์

    ทว่าความโกลาหลนี้ กำลังถูกจับตาโดยหน่วยงานกำกับดูแล จนเริ่มมีการออกมาตรการเพื่อปิดช่องการเดิมพันของคนตระกูลฮันต์ อย่าง

    - Silver Rule 7 ที่กำหนดให้เพิ่มเงินค้ำประกัน (Margin) พร้อมจำกัดขนาดสถานะสัญญาแร่เงิน บีบให้นักลงทุนที่ถือสัญญาจำนวนมาก ต้องเติมเงินเพิ่ม หรือลดขนาดพอร์ต

    - Liquidation Only Rule ที่อนุญาตให้ปิดสถานะ (ขาย) ได้เท่านั้น แต่ห้ามเปิดสถานะซื้อใหม่ เพื่อตัดแรงซื้อเก็งกำไร พร้อมบังคับลดความเสี่ยงและกันไม่ให้ตลาดล่มทั้งระบบ

    มาตรการเหล่านี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเดิมพันของตระกูลฮันต์

    ไม่เพียงเท่านั้น ในเดือน มี.ค. 1980 เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 14.8% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังหดตัวลง พร้อมอัตราการว่างงานที่ค้างตัวในระดับสูง

    ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจถดถอย ถูกเรียกว่า “Stagflation” ซึ่งดูเป็นสถานการณ์ที่ตรงตามความเชื่อของพี่น้องตระกูลฮันต์

    ทว่าเฟดภายใต้การนำของพอล โวลก์เกอร์ ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ช่วง 19-20% พร้อมออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อ (Credit Control Act)

    นับเป็นการใช้ยาแรง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจจะต้องบอบช้ำมากก็ตาม

    ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พี่น้องตระกูลฮันต์ และนักลงทุนแทบทุกราย ต่างไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น หรือเป็น Black Swan เพราะเชื่อมาตลอดว่ารัฐบาลจะไม่มีวันปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงขนาดนี้

    หลังเฟดใช้ยาแรง มูลค่าสินทรัพย์อย่าง ทองคำ และแร่เงิน กอดคอกันร่วงระนาว เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย หากเลือกถือในช่วงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ก็เท่ากับการแบกรับต้นทุนค่าเสียโอกาสในการลงทุนสินทรัพย์อย่าง เงินดอลลาร์สหรัฐ หรือพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนตามภาวะดอกเบี้ย

    ทองคำ
    - ม.ค. 1980 ราคาพุ่งขึ้นแตะระดับ 850 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในเวลานั้น)
    - กลาง มี.ค. 1980 ราคาร่วงลงสู่ 474 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการร่วงลงมากกว่า 40% จากระดับสูงสุด

    แร่เงิน
    - ม.ค. 1980 ราคาพุ่งขึ้นแตะระดับ 49.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในเวลานั้น) ซึ่งทำให้ตระกูลฮันต์ ถือครองแร่เงินมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท
    - กลาง มี.ค. 1980 ราคาร่วงลงสู่ 16.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการร่วงลงราว 66% จากระดับสูงสุด

    เมื่อแร่เงินถูกเทขาย ทำให้มูลค่าหลักประกันของพี่น้องตระกูลฮันต์ลดต่ำลงด้วย เกิดการเรียกการวางเงินประกันเพิ่มเติม (Margin Call) ซึ่งพวกเขาสามารถวางประกันเพิ่มได้เพียงบางส่วน

    จนในวันที่ 27 มี.ค. 1980 เกิดการบังคับล้างสถานะ ของสัญญาฟิวเจอร์สแร่เงินจำนวนมหาศาล ราคาแร่เงินดิ่งลงเหลือราว 10.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ต่ำกว่าระดับสูงสุดในเดือน ม.ค. เกือบ 80%

    วันดังกล่าวจึงถูกบันทึกไว้ว่า “Silver Thursday”

    ความมั่งคั่งบนหน้าสัญญากว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มลายหายไปในพริบตา..

    มูลค่าดังกล่าว เกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ
    เกือบ 1 ล้านล้านบาท ในมูลค่าปัจจุบัน หลังปรับเงินเฟ้อ

    จากมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก พี่น้องตระกูลฮันต์กลับกลายเป็นลูกหนี้มหาศาลที่แบกภาระหนี้กว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แต่แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตระกูลฮันต์ เพราะตลาดเริ่มหวาดกลัวว่า โดมิโนอาจล้มต่อไปถึงโบรกเกอร์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่

    ท้ายที่สุด เฟดจึงต้องเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์อัดฉีดสภาพคล่องฉุกเฉินกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤติทั้งระบบการเงิน

    พี่น้องตระกูลฮันต์จึงสามารถกู้เงินมาชำระหนี้ได้ทันเวลา แต่เงินกู้ก้อนนี้ ไม่ได้ช่วยพยุงความมั่งคั่งของตระกูลฮันต์อีกแล้ว เพราะในเวลาต่อมา พวกเขาถูกสอบสวนอย่างหนักจากสภาคองเกรส จนถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ตลอดชีวิต

    และท้ายที่สุดในปี 1988 สองพี่น้องเนลสันและวิลเลียม ฮันต์ ก็ต้องยื่นฟ้องล้มละลาย กลายเป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เท็กซัส ณ เวลานั้น..

    https://www.facebook.com/share/1GdzLdzBHC/
     

แชร์หน้านี้

Loading...