**พระกรรมฐานสาย ลป.ชอบ ลป.คำดี ลป.หลุย และครูบาอาจารย์สายต่างๆ**//

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Lo_olLo, 12 พฤษภาคม 2016.

  1. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,072
    ค่าพลัง:
    +12,800
    YT18.jpg
    ....วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้เขียนได้นำวัตถุมงคล "เหรียญทศพลญาณ" นี้เข้ากราบ "พระราชวชิรสุธี(หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัด)" เมตตาอธิษฐานจิตนำฤกษ์ในวาระแรกนี้ครับ

    ...ในการนี้ทางผู้เขียนได้กราบน้อมถวายปัจจัยจำนวน 1000 บาท พร้อมหนังสือ(หลวงพ่อท่านสั่งไว้)ถวายหลวงพ่อด้วยครับ ขออนุโมทนาครับ

    ภาพพระหล่อ15.jpg
     
  2. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,072
    ค่าพลัง:
    +12,800
    UU1.jpg
    เช้าวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้เขียนได้นำวัตถุมงคล"เหรียญทศพลญาณ" เข้ากราบ "พระอาจารย์พล" ณ วัดป่าภูหงพ์ เมตตาอธิษฐานจิตในวาระที่สองนี้หลังจากที่ท่านฉันท์จังหันเช้าแล้วครับ โดยวันนี้ท่านกำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปร่วมงานมุทิตาจิต หลวงปู่อุทัย สิริธโร วัดเขาใหญ่เจริญธรรม จ.นครราชสีมา ที่ท่านได้รับนิมนต์พอดีครับ

    ...ในการนี้ทางผู้เขียนได้กราบน้อมถวายปัจจัยจำนวน 4000 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทุกท่านร่วมบุญบูชาวัตถุมงคลชุดนี้เพื่อสมทบทุนสร้างกำแพงวัดในโอกาสนี้ครับ

    ขออนุโมทนาร่วมกันครับ

    634075839_3777165622436072_9057096629726136600_n.jpg

     
  3. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,072
    ค่าพลัง:
    +12,800
    VY28.jpg

    ธาตุธรรมชาติคืออะไร ?
    ************
    ..วันนี้ 11 มีนาคม 2569 ผู้เขียนได้นำวัตถุมงคล "เหรียญทศพลญาณ" ทั้งเหรียญสมเด็จและรูปหล่อเข้าขอความกรุณาจากท่าน อ.บุญเลิศ เชื้อบุญมี ครูบาอาจารย์ฆราวาสสายวัดประดู่ทรงธรรม เพื่อฝากวัตถุมงคลชุดนี้ขอให้ท่านทำพิธีบวงสรวงตามตำราที่ครูบาอาจารย์ท่านกำหนดไว้ โดยท่านอาจารย์จะทำพิธีบวงสรวง "ไหว้ครูบูชาพระ" ให้ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 และอธิษฐานจิตอีกระยะหนึ่งก่อนจะส่งให้ท่านสมาชิกที่ร่วมบุญต่อไปครับ

    ...และหลังจากเรียนแจ้งเรื่องพิธีบวงสรวงวัตถุมงคลชุดทศพลญาณนี้ให้ท่านทราบแล้ว ผู้เขียนยังได้มีโอกาสสนทนากับท่านในหลายเรื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร ในระหว่างสนทนาท่านได้เล่าเรื่อง
    "สูตรการสร้างพระมหาปราบ" ให้ผู้เขียนฟังหลังจากที่ได้เล่าเรื่อง "ยันต์อิติปิโสกรงทอง" แล้วท่านเล่าให้ฟังพอสังเขปดังนี้ครับว่า

    ....อ.บุญเลิศเล่า "สูตรพระมหาปราบไม่ใช่แค่ปราบสิ่งชั่วร้ายที่เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นการกลับร้าย ให้กลายเป็นดีได้ด้วยอีกประการ แต่การจะจัดสร้างสูตรแบบนี้ได้สมบูรณ์นอกจากจะมียันต์บังคับคือ สูตรยันต์อิติปิโสกรงทองแล้ว มีพิธีบวงสรวงที่ถูกต้องตามตำราแล้ว
    ยังต้องมีส่วนผสมโลหะที่เป็น "ธาตุธรรมชาติ" เป็นส่วนผสมด้วย.."

    ...ผู้เขียนเลยเรียนถามท่านว่า
    "ธาตุธรรมชาติคือธาตุอะไร ??"

    ....อ.บุญเลิศท่านอธิบายว่า "ในคำภีร์ใบลานสมัยก่อน หลายร้อยปีตั้งแต่สมัยสุโขทัยนับเนื่องมา ครูบาอาจารย์แต่ละยุคแต่ละสมัยท่านก็สงใสกันมาโดยตลอดว่า
    ต้นครูผู้รจนาตำรามหาปราบ ใช้คำว่า ส่วนผสมต้องมีธาตุธรรมชาติ ที่จะต้องเอามาผสมทำพระหรือโลหะสูตรนี้ คืออะไรกันแน่??(เพราะครูต้นเจ้าของตำราท่านไม่ได้นิยามศัพท์คำว่าธาตุธรรมชาติไว้) โดยครูบาอาจารย์แต่ละยุคในอดีตหลายท่านก็ตีความกันไปต่างๆนาๆ เช่นว่า ธาตุธรรมชาติก็คือทองแดงเถื่อนหรือทองแดงดง ซึ่งเป็นทองแดงดิบๆที่ยังไม่ได้ผ่านการสกัดหรือถลุงมาก่อนเป็นทองแดง 100%ที่อยู่ในป่าตามธรรมชาติ แต่ครูบาอาจารย์บางท่านก็บอกว่า ธาตุธรรมชาติแท้จริงแล้วคือเหล็กไหลที่ต้องเข้าไปทำพิธีตัดจากถ้ำกลางป่าลึก แต่ครูบาอาจารย์บางท่านบางสำนักก็บอกว่าเป็นแร่ธาตุที่เกิดจากพลังจิต เช่น การเพ่งกสินจนธาตุนั้นๆตกผลึกจนกลายเป็นโลหะแร่ธาตุลักษณะต่างๆ...."

    "....จนเมื่อปี 2528 ผม(อ.บุญเลิศ) ได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดอุบลกับเพื่อนที่ทำงาน ไปกัน 2 คนซึ่งตอนนั้นที่ไป เพื่อนคนนั้นที่ชื่อนายณรงค์เขาบอกว่าจะไปเอาแร่ธาตุธรรมชาติ มาผสมทำมีดหมอให้อาจารย์ฆราวาสชื่อดังคนหนึ่งในสมัยนั้น (อ.บุญเลิศผู้เล่าไม่ได้บอกชื่ออาจารย์คนนั้น) เพื่อมาทำมีดหมอมหาปราบให้ ผม(อ.บุญเลิศ)ได้ยินตอนนั้นก็สะกิดใจขึ้นมาว่า
    "เออเราก็อยากรู้เหมือนกันคำว่าธาตุธรรมชาตินี้มันเป็นรูปร่างยังงัยได้ยินมาก็ต้ังนานแล้ว เห็นแต่บอกว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์" ก็เลยตัดสินใจลางานเพื่อเดินทางไปจังหวัดอุบลกับเพื่อน...."

    "....พวกเราเดินทางกันไปตั้งแต่ตี 4 ออกจากกรุงเทพ ไปถึงจังหวัดอุบลก็ราว บ่าย2-3เข้าไปแล้ว พอไปถึงจังหวัดอุบลพวกเราก็เข้าพักในโรงแรมก่อน พรุ่งนี้เช้าจึงจะเข้าไปที่วัดตามที่อาจารย์ฆราวาสท่านนั้นบอกนายณรงค์ไว้ โดยนายณรงค์บอกกับผม(อ.บุญเลิศ) ว่าอาจารย์ฆราวาสท่านนี้ได้ให้จดหมายเขาไปฉบับหนึ่ง โดยเมื่อไปถึงวัดตามที่แจ้งไว้ในจังหวัดอุบลแล้ว ก็ให้เอาจดหมายน้อยนี้ส่งให้พระอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นพระสงฆ์ที่ชื่อว่า
    "ญาครูน้อย" เมื่อท่านอ่านจดหมายเสร็จท่านจะพาไปเอาธาตุธรรมชาติเอง..."

    สสล.jpg
    "สำเร็จลุน" (สมเด็จลุน)พระอภิญญา แห่งแขวงจำปาสัก สปป.ลาว
    ....พอตื่นเช้าพวกเราก็ออกการเดินทางจากตัวอำเภอเมืองอุบล กว่าจะถึงวัดต้องเข้าไปถึงอำเภอวารินชำราบ ซึ่งวัดแห่งนี้ติดบริเวณแม่น้ำสายใหญ่สองสายมาบรรจบกันคือแม่น้ำชีกับแม่น้ำมูล พอไปถึงนายณรงค์ก็เข้าไปกราบนมัสการพระท่านหนึ่งที่กำลังกวดลานวัดอยู่ ดูท่าทีก็เป็นพระที่มีอายุพอสมควรแล้วในเวลานั้น (ปี2528 อ.บุญเลิศมาทราบภายหลังว่าท่านอายุ75ปี) พระท่านนั้นก็บอกให้พวกเราไปนั่งรอที่ศาลาก่อนเดียวท่านตามไป พวกเราก็ไปนั่งรอท่านสักพักท่านก็มา แล้วนายณรงค์ก็ส่งมอบจดหมายน้อยของอาจารย์ฆราวาสท่านนั้นให้พระองค์นี้ ซึ่งมาทราบชื่อท่านภายหลังก็คือ"ญาครูน้อย" นั้นเอง ได้ยินนายณรงค์เล่าให้ฟังว่าท่านเป็นลูกศิษย์สาย"สำเร็จลุน" (สมเด็จลุน)พระอภิญญา แห่งแขวงจำปาสัก สปป.ลาว

    "....พอท่านอ่านจดหมายน้อยฉบับนั้นเสร็จ ท่านก็ส่งกลับคืนให้นายณรงค์แล้วอยู่ๆท่านก็ลุกขึ้น สะพายย่ามแล้วท่านก็ถามนายณรงค์ว่า "มึงสองคนพายเรือกันเป็นไหม" นายณรงค์บอกพายได้ครับ แล้วท่านก็บอกให้ตามท่านไปลงเรือที่หลังวัดซึ่งติดกับฝั่งแม่น้ำชีมูลจากนั้นก็ลงเรือกันไป 3 คนมีผม(อ.บุญเลิศ) นายณรงค์และ"ญาครูน้อย" ซึ่งแม่น้ำที่จะพายไปนี้สายใหญ่มาก แต่นายณรงค์มาบอกภายหลังว่า
    "ทีแรกคิดไว้อยู่ว่าจะพายยังงัยแม่น้ำสายใหญ่ขนาดนี้" แต่พอล่องเรือออกไปแม่น้ำจริงๆก็พายไปได้สบายๆ ถึงแม่น้ำจะเชี่ยวแต่ก็ไม่ทำให้เรือเหวี่ยงก็เลยพอจะพายไปได้...."

    Gemini_Generated_Image_yqtqm4yqtqm4yqtq.jpg
    ภาพประกอบคำบรรยาย

    ".....พอพายออกไปจากฝั่งวัดไปถึงอีกฝั่งหนึ่งญาครูน้อยท่านก็ให้ผูกเรือไว้ตรงนี้ จากนั้นท่านก็เอา "เมล็ดข้าวสาร ถั่ว งา ที่อยู่ในย่ามท่าน(ซึ่งไม่รู้ท่านไปเตรียมตอนไหน)" หว่านลงไปในน้ำ ก่อนที่ท่านจะนั่งภาวนา โดยญาครูน้อยท่านจะนั่งอยู่หน้าเรือ ผม(อ.บุญเลิศ)นั่งตรงกลาง และนายณรงค์นั่งท้ายเรือเป็นคนพาย เห็นว่าท่านนั่งอยู่นานพอสมควร สักพัก "ปรากฏเห็นก้อนสีเงินๆคล้ายตัวปลา มีหลายขนาดทั้งเล็กทั้งใหญ่ ลอยทวนน้ำคล้ายกับปลากระโดดไปมาก็ไม่ปาน เมื่อก้อนเงินที่ปรากฏขึ้นมานั้น มาลอยอยู่เหนือน้ำเมื่อถูกแสงแดดจะมีแสงสะท้อนระยิบระยับคล้ายเกล็ดปลา" ก่อนที่ญาครูน้อยท่านจะลืมตาขึ้นแล้วบอกให้ผม กับนายณรงค์ช่วยกันเอาสวิงตักปลา(มีอยู่ในเรืออยู่แล้ว) ช่วยกันตักไอ้ก้อนเงินที่ลอยทวนน้ำนั้นแหละ ช่วยกันตักขึ้นมา โดยญาครูท่านว่า "ตักไม่เกินคนละ 3 ครั้งได้เท่าไรเอาเท่านั้นเด้อ"....

    "...สุดท้ายเมื่อตักครบทั้งสามครั้ง ก็นำก้อนเงินที่ว่านี้ใส่ในคุถังแล้วญาครูท่านก็สั่งให้นายณรงค์พายเรือกลับฝั่งวัด พอมาถึงฝั่งที่วัดญาครูน้อยท่านก็ให้นำก้อนเงินที่ไปตักกันมานี้ มาเทลงผ้าขาวโดยท่านให้เณรไปเอาผ้าขาวบางมา วางไว้ตรงบริเวณแคร่ไม้ที่อยู่บริเวณท่าที่ขึ้นฝั่งวัด ซึ่งหลังจากเทออกมาแล้วก็ปรากฏว่าตักได้ไม่มากนัก เพราะตอนที่ตักไม่ค่อยจะถนัดกัน จะตักทีต้องเอียงตัวข้างๆเพราะบริเวณเรือแคบ พอขยับตัวทีเรือก็โคลงเคลง ก้อนสีเงินๆที่ว่านี้ก็ดีดเต้นไปมาหยังกับปลาจึงทำให้ได้น้อย นับไปนับมาจึงได้ประมาณ 14-15 ก้อนเท่านั้น..."

    Gemini_Generated_Image_42f73i42f73i42f7.jpg
    ภาพประกอบคำบรรยาย
    "....หลังจากเทก็นำมาเรียงเป็นแถวที่ละก้อนเสร็จแล้ว"หลวงปู่ญาครูน้อย" ท่านก็จุดธูปบอกครูบาอาจารย์ และสวดบูชาพระรัตนตรัยบอกกล่าวครูบาอาจารย์แล้วท่านก็บอก "เอ้า...เอาไปโลด(เอาไปได้เลย)ธาตุธรรมชาติ เทวดาเบิ่น(เทวดาท่าน)ให้เอาไปได้ เอาไปเลย" ผม(อ.บุญเลิศ) ถึงกับร้องอ๋อในใจนี้หรือเรียกว่าธาตุธรรมชาติ แต่ดูไปดูมามันก็คล้ายๆกับผลึกแร่แมกนีเซียม..."

    "....แต่เพียงแค่คิดในใจ ญาครูน้อยที่ท่านนั่งมองก้อนเงินนี้อยู่ข้างๆก่อนที่ท่านจะหยิบยาเส้นมวนขึ้นมาสูบ พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า "เออนี้ละเรียกธาตุธรรมชาติ" อ.บุญเลิศ ท่านบอกท่านก็ไม่รอช้าในเมื่อท่านเปิดโอกาส(รู้วาระจิต) มาแบบนี้เลยกราบเรียนถามญาครูน้อยท่านไปตรงๆเลยว่า "ทำไมมันเหมือนพวกแร่วิทยาศาสตร์พวกแร่แมกนีเซียมจังครับ" ญาครูน้อยท่านก็ยิ้มน้อยๆดูดบุหรี่ครั้งหนึ่งก่อนตอบ อ.บุญเลิศว่า "ธาตุในโลกนี้ เป็นธาตุธรรมชาติหมดละ เพราะธรรมชาติเป็นผู้สร้างคนแบบเราๆสร้างเองไม่ได้หรอก แต่ผู้ท่านได้พลังจิตก็ดีได้กสินธรรมก็ดี ท่านจะแปลงธาตุนั้นขึ้นมาใช้ในรูปแบบไหนนั้นอีกเรื่องหนึ่ง จังว่า(เช่นภาษาอีสาน) แร่นี้(ท่านชี้ไปที่ก้อนเงินๆนี้) มันบ่มีในไทย(มันไม่มีในไทยจริงๆ ณ เวลานั้น) เฮา(ญาครูน้อยใช้แทนตัวเองว่าเฮา หรือ เรา) กะอธิษฐานกสินน้ำกสินไฟกสินลมกสินดิน อย่างละเล็กละน้อยให้ "เม็ดข้าวเม็ดงาเม็ดถั่ว" เป็นสื่อดึงธาตุเหล่านี้มา มาจากทางใดบ่รู้ละ(มาจากทางไหนบ้างไม่รู้ละ) แต่มาผสมกันอย่างละเล็กละน้อย จนเป็นก้อนนี้ละ แร่หรือธาตุเหล่านี้จึงมีพลังงานกสินในตัวเพราะเกิดจากการอธิษฐานจิต มันจึงมีพลังงานในตัวเพราะมันดูดซับพลังงานไว้(ซึ่งต่างจากการสกัดเองของมนุษย์เพราะแบบนั้นไม่ดูดซับพลังงาน) นี้ละพระสมัยก่อนท่านเรียกธาตุธรรมชาติมาแบบนี้ แล้วท่านก็ "นำไปเทหล่อเป็นพระพิมพ์ต่างๆ พวกเนื้อชินเอาไปผสมตะกั่วบ้าง ไปผสมดีบุกบ้าง"กะแล้วแต่แล้วฝังพระไว้ในกรุที่เราเห็นๆกันนั้นละ มีสวนผสมของธาตุธรรมชาติที่อธิษฐานมาทั้งนั้นแหละ....."(ญาครูน้อยกล่าว อ.บุญเลิศถ่ายทอด)

    พระพิมพ์55.jpg
    "....หลังจากสนทนากับท่านสักพักก็ขอลาท่านกลับ ผม(อ.บุญเลิศ)ก็สะกิดนายณรงค์อยากจะถวายปัจจัยพร้อมกับขอของดีท่าน แต่ท่านปฏิเสธที่จะไม่รับปัจจัยเพราะท่านบอกว่า "วัดนี้ไม่มีความจำเป็นใช้เงินเพราะน้ำไฟไม่ถึง" ยังหาบน้ำจากแม่น้ำมูลมาใช้อยู่ ญาติโยมแถวนี้ก็ศรัทธาเข้าวัดวาดี "เงินจึงไม่จำเป็น" แล้วท่านก็ไม่ได้สร้างวัตถุมงคลอะไรเลย แล้วท่านก็พูดติดตลกว่าคราวหน้าถ้าได้มาก็ติดอะไรมาด้วยจะเสกให้หรอก ฮ่าๆ(ท่านหัวเราะ) หลังจากนั้น อ.บุญเลิศและนายณรงค์ก็ขอตัวกราบลาท่านกลับกรุงเทพ ซึ่งก่อนจะแยกย้ายกัน อ.บุญเลิศได้ขอแร่แมกนีเซียม ที่ผ่านการอธิษฐานกสินเป็น "ธาตุธรรมชาตินี้" จากนายณรงค์ซึ่งนายณรงค์ก็แบ่งให้ 5 ก้อน และอาจารย์บุญเลิศตั้งใจว่า "ครั้งต่อไปจะแอบไปหาญาครูน้อยคนเดียวพร้อมไปถ่ายรูปและเรียนวิชาเล่นแร่แปลธาตุกับท่าน" แต่หลังจากนั้น ประมาณ 3 เดือน อ.บุญเลิศก็จึงทราบข่าวว่า "ญาครูน้อยท่านมรณะภาพแล้ว" โดยท่านกลับไปมรณะภาพที่บ้านเกิดของท่านฝั่งลาว จำปาสัก...

    หมายเหตุ**ตอนท้ายอาจารย์บุญเลิศบอกชื่ออาจารย์ฆราวาสท่านนี้อยู่ครับ(ผู้เขียนถามเอง) แต่ผู้เขียนขอไม่เอ่ยนามท่านดีกว่า "เพราะเป็นอาจารย์ฆราวาสที่แม้แต่คนระดับสูงนับถือและมีชื่อเสียงมาก" เดียวจะเป็นการแอบอ้างเสียป่าวครับ

    ปล.ธาตุธรรมชาติอีกแบบที่นำวัตถุธาตุทางธรรมชาติมาอธิษฐานกสินคือ "ปฐวีธาตุหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ หรือ พระพ่อแม่ธรณีปฐวีธาตุเจ้าคุณนรรัต"(ว่ากันว่าปฐวีธาตุของเจ้าคุณนรรัตท่านอธิษฐานจิตให้ลอยลงมาจากอากาศตกลงที่พานหน้าพระประธานในโบสถ์)

    News-001.jpg

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มีนาคม 2026 at 04:33
  4. Lo_olLo

    Lo_olLo เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    3,072
    ค่าพลัง:
    +12,800
    แบบสกิต.jpg
    แบบลายเส้นพระพิมพ์ "มเหศวร"
    ที่จะจัดสร้างในสูตร "มหาปราบ" เร็วๆนี้ครับ

    ....สืบเนื่องจากที่ผู้เขียนได้เรียนสอบถามท่านอาจารย์บุญเลิศ ในเรื่องของ"สูตรยันต์มหาปราบ" ที่ท่านได้ปรารภในฟังโดยสังเขปของอุปเท่ห์ประมาณว่า "มหาปราบนี้ไม่ใช่ปราบเฉพาะศัตรูหมู่ไพรีแบบไปออกรบออกศึกเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ปราบอุปสรรคที่ติดขัด ขัดขวางในชีวิต ปราบคู่แข่งในกิจการงานต่างๆที่ในปัจจุบันต้องมีการแข่งขันกันไม่ว่าจะเป็นด้านธุระกิจหรือสังคม ที่ต้องแข่งกันกินแข่งกันใช้ คำว่าปราบนี้จึงหมายถึงปราบอุปสรรคนี้ด้วย หรือจะเรียกว่าหนุนส่งให้ดีกว่าใครเขานั้นแหละ"

    ....ดังนี้เมื่อจะสร้างเป็นพระ อ.บุญเลิศ จึงให้แนวทางการจัดสร้างคือ สร้างให้เป็นรูปลักษณ์พระที่ตรงกับพลังงาน
    เป็นพระที่ไปในแนว ปรับ ปราบ หนุน จะดีและถูกต้อง ท่านจึงนำเสนอผู้เขียนว่า "งันทำพิมพ์พระมเหศวรดีไหม" เพราะ ชื่อก็ดี "มเหศวรแปลว่าผู้เป็นใหญ่" เพราะในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีใครเหนือพระพุทธเจ้าอีกแล้ว ท่านเป็นใหญ่ทั้งความดีและยังมีฤทธานุภาพมากกว่าใครๆ ถึงขนาดปราบทิฐิท้าวมหาพรหม ปราบทิฐิพญามาร แม้แต่ปราบชมพูบดีที่มีฤทธิ์มาก พระพุทธเจ้าก็สามารถปราบลงได้เลยทีเดียว

    ....และนอกจากนี้พิมพ์พระมเหศวรยังถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีพุทธศิลป์ 2 หน้าที่ "นั่งกลับหัวสวนทางกัน" กล่าวคือ พระมเหศวรมีคติที่ว่า ทั้ง2หน้าจะสวนกัน แต่การสวนกันนี้ไม่ว่าจะพริกกลับบนลงล้าง หรือพริกกลับล้างขึ้นบน พระท่านก็จะยังกลับมาอยู่ในรูปแบบเดินได้เสมอ(พริกแนวตั้งแบบเงินเหรียญ) โดยโบราณจารย์ท่านว่า
    "จะพริกกลับร้ายให้กลายเป็นดี พลิกชะตาชีวิตให้สูงขึ้น หรือเป็นเคล็ดที่ว่าแม้จะกลับหัวลงดินอีกด้าน ก็จะไม่ตกต่ำสามารถพริกกลับมาดีขึ้นใหม่อีกได้(คล้ายตุ๊กตาล้มลุก) หมายถึงไม่มีวันตกต่ำ หรือไม่มีวันล้มเหลวนั้นเอง.." (จะสามารถพริกกลับมาดีได้เสมอ)

    ....ผู้เขียนจึงตกลงที่จะทำพระชุดพิมพ์มเหศวร"มหาปราบ"ตามสูตรนี้ และพิมพ์ตามแนวทางที่ท่านอาจารย์บุญเลิศท่านได้แนะนำให้ แต่ อ.บุญเลิศ ท่านบอกว่า "ให้นำปัจจัยสร้างพระมเหศวรชุดนี้ ไปสร้างเป็นพระถวายวัดอีกชุดหนึ่ง(ท่านจะกำหนดแบบให้ต่อไป) ให้เป็นคนละส่วนกันเพราะปัจจัยแต่ละครั้งสร้าง อ.บุญเลิศท่านเห็นว่าผู้เขียน ออกให้บูชาได้ปัจจัยไม่สมประโยชน์วัดนัก(ประมาณว่าสรา้งน้อยแล้วยังออกบูชาราคาถูกอีก^^") ท่านจึงดำริให้เอาเงินสร้างมเหศวรชุดนี้เป็นทุนสร้างอีกชุดถวายวัด เพื่อให้กรรมการวัดไปออกบูชาในนามวัดเอง(อ.บุญเลิศจะเป็นธุระบอกบุญลูกศิษย์ท่านให้ไปบูชาเอาที่วัด) แบบนี้จะได้ปัจจัยมากกว่า ส่วนที่เหลือมากน้อยจากการสร้างค่อยถวายวัดไป ถือว่าได้บุญ 2 ต่อคือ

    1.สร้างพระถวายวัด คนที่ไปบูชาเงินก็เข้าวัดทั้งหมดโดยเราเป็นทุนให้
    (หรือวัดจะแจกเจ้าภาพงานบุญก็แล้วแต่) และ

    2.ปัจจัยจากการสร้างในข้อที่ 1 เหลือมากน้อยก็ถวายวัดสมทบกันไป

    แบบนี้จึงจะได้ปัจจัยมากหน่อย(อาจารย์บุญเลิศท่านให้กุศโลบายแบบนี้ครับ เพราะท่านรู้แน่ว่าผู้เขียนคงไม่ออกให้บูชาแพง ท่านเกรงว่าจะสร้างเสียของหมายถึงชนวนมวลสารลงทุนมากแต่ปัจจัยได้สมประโยชน์น้อยอะไรประมาณนั้นครับ)

    และท่านได้มอบชนวนมวลสารตามสูตรโบราณจารย์ให้ดังนี้ครับ

    1005.jpg
    ....ตะกรุดมหาธาตุสี่และตะกรุดยันต์บัวหลวง 2 ชั้น(ด้านโภคทรัพย์โดยตรง) ของลวงปู่ญาท่านสวน ฉันทโร (พระครูอาทรพัฒนคุณ) วัดนาอุดม จังหวัดอุบลราชธานี สุดยอดแห่งเทพเจ้าแห่งเมืองดอกบัว และที่สำคัญเลยคือ "ธาตุธรรมชาติ"(ทางวิทยาศาสตร์จะมีคุณสมบัติคือผลึกแร่แมกนีเซียม) ของญาครูน้อย ที่ท่านได้มาตั้งแต่ปี 2528 และยังมีโลหะพิเศษที่บังคับอีกชนิดหนึ่ง คือ "เนื้อแร่เมฆสิทธิ์" ที่ในตำราบังคับว่าต้องเป็นสวนผสมด้วย ซึ่งแร่ชนิดนี้ผู้เขียนได้มาจากคุณวัฒน์ ผู้สร้างพระเมฆสิทธิ์ถวายหลวงปู่เทือง ท่านได้มอบให้ผู้เขียนมาสร้างตามสูตรนี้ให้จนครบครับ(ตำราว่าต้องมีแร่ 2 ชนิดคือ เมฆสิทธิและแร่ธาตุธรรมชาติ)

    9991.jpg
    .....ยันต์อิติปิโสกรงทอง(ท่านอาจารย์บุญเลิศมอบให้ 1 แผ่นจารสด และเป็นแผ่นตะกรุดอีก 2 แผ่น รวมเป็น 3 แผ่นผ่านพิธีบวงสรวงแล้วกว่า 3 วาระ) ....ตามตำราโบราณจารย์ท่านให้อุปเท่ห์ยันต์นี้ว่า "บทอิติปิโสนี้ คือคุณแห่งพระพุทธเจ้า ไม่มีสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุมีอำนาจเท่าพระพุทธเจ้า ไม่มีสิ่งใดในโลกธาตุที่พระพุทธองค์ทรงปราบไม่ได้ แม้พญามารยังต้องแพ้พ่ายพระองค์ ส่วนการลงไตรสรณคมน์ ซึ่งเป็นยอดวิชาด้านมหาสะกด มหาระงับ มหากัน เพราะยันต์ไตรสรณคมน์นี้ท่านว่าผู้ใดสมาทานบทไตรสรณคมน์แล้ว ก็เหมือนกับได้ปวารณาตัวเป็นพุทธมามกะเพราะในสมัยพุทธกาลผู้ใดจะบวชเป็นพระภิกษุต้องมาให้พระพุทธเจ้าทรงบวชให้โดยกล่าวคำไตรสรณคมน์ เป็นเสมือนขอบารมีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์เข้ามาสถิตในตัว ดังนี้แล้วก็เหมือนกับว่า "มีพลังไตรสรณคมน์ครอบตัวไว้ดุจดั่งอยู่ในกรงทองแห่งพระพุทธานุภาพ"(สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โพส #6180)

    สสส1.jpg

    ยันต์คำพร
    คำตรัสของ "พระพุทธเจ้าทีปังกร" ที่ตรัสอำนวยพรให้ "สุเมธดาบส" (ซึ่งต่อมาคือพระพุทธเจ้าสมณโคดม) ที่ว่า
    เสนียดจัญไรทั้งปวงจงอย่ามี
    ความโศกและโรคจงอย่ามี
    อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน
    ขอให้ท่านได้บรรลุพระโพธิญาณอันประเสริฐเร็วพลันเถิด

    ....จารึกเป็นอักษรธรรมอีสาน จำนวน 6 แผ่นผ่านพิธีเจริญพระพุทธมนต์เมื่อวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ณ วัดศรีสุทธาวาส และผ่านพิธีพุทธาภิเษกหลายวาระ อ.บุญเลิศ ท่านปรารภว่า "คำพรนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นคำพรของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4(พระพุทธเจ้าทีปังกร เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 จาก 28 พระองค์)
    มีคุณวิเศษ ไล่เสนียดจัญไรได้ ไล่โรคทั้งหลายได้ ไล่โศกทั้งหลายได้ คนเราไม่มีโรคก็แข็งแรง ไม่มีโศกก็สุขภาพจิตดี ไม่มีภัยพาลชีวิตก็ราบรื่น ชีวิตก็สงบสุขแล้ว และสามารถปฏิบัติธรรมยังถึงการบรรลุธรรมโพธิ์ญาณได้อีก นี้คำพรประเสริฐสุดนะ"(คำพรครอบจักรวาล) ก็จะนำมาหล่อลงในพระชุดนี้ด้วยครับ(ปกติท่านทำเป็นตะกรุดแจกนะครับ ชุดนี้เหลือจากปีใหม่ผู้เขียนเลยขอท่านมาหมดทุกดอกครับ)
    *******************
    จะเปิดจองเร็วๆนี้(หรืออาจจะหลังเหรียญทศพลญาณแล้วเสร็จครับ) งานนี้สร้างตามจองครับ ได้เท่าไรเอาเท่านั้น ท่านผู้มีจิตศรัทธาสามารถรอจองได้ที่บอร์ดนี้เลยนะครับ ผู้เขียนจะแจ้งให้ทราบพร้อมกันอีกครั้งครับ ขอขอบคุณครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มีนาคม 2026 at 06:58

แชร์หน้านี้

Loading...