วัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศ Thailand

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771163461012.jpg

    " บุญเท่านั้นที่ควรรีบทำไม่ว่าในเวลาไหน
    คนที่ยังต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย
    ต้องขวนขวายทำบุญ
    คนไม่ประมาทต้องเร่งทำบุญ "
    .
    --- พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
    สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ

    ยอดหมอดู

    พระอาจารย์กล่าวว่า "สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ เป็นสุดยอดหมอดู เพราะเป็นหมอดูที่สามารถบอกได้เกินตำรา แบบเดียวกับหลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก

    สมเด็จพระสังฆราชญาโณทโยมหาเถระ วัดสระเกศ ท่านบอกว่าท่านจะตายวันนั้น เดือนนั้น ปีนั้น เวลาฟ้าร้องพอดี ตำรามีแบบนี้หรือวะ ?

    คนเขาบอกว่าท่านเก่งหมอดู ดูแม่นมาก มีหมอดูที่ไหนบอกได้ว่าวันนั้นเวลานั้นฟ้าจะร้อง ?

    ตอนช่วงที่ท่านเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้ว อายุตั้ง ๙๐ พรรษาแล้ว อายุยืนมาก ตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราชกิตติโสภณมหาเถระ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ทำบุญฉลองอายุ ๗๒ พรรษา

    ถึงเวลาสวดมนต์เสร็จก็นั่งฉันวงเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศก็บอกว่า "เมื่อคืนผมตรวจดูตัวเอง ผมจะได้เลื่อนอีกขั้นหนึ่ง"

    ตัวเองเป็นสมเด็จพระราชาคณะสุพรรณบัตร เลื่อนอีกชั้นหนึ่งก็ต้องเป็นพระสังฆราชนะสิ..!

    สมเด็จพระสังฆราช วัดเบญจฯ ก็เลยประชดว่า "เลื่อนเข้าโกศกระมัง ?" ว่าอย่างนั้น ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่กี่วันสมเด็จพระสังฆราช วัดเบญจฯ อายุ ๗๒ ปีสิ้นพระชนม์

    สมเด็จฯ วัดสระเกศ อายุ ๙๐ ปี เป็นสมเด็จพระสังฆราชอีก ๒ ปี ท่านแม่นเกินเหตุจริง ๆ"

    "แบบเดียวกับหลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก กำนันเถาขึ้นเหนือหายไปเป็นเดือน ปกติกำนันเถาจะเป็นตัวป่วนประจำตำบลบางนมโค

    ตอนนั้นหลวงปู่ปานมรณภาพแล้ว ไม่มีใครปราบกำนันเถา เมียก็มาร้องห่มร้องไห้กับหลวงปู่จง เอาดอกไม้ธูปเทียนมาบอกว่า

    "หลวงพ่อเจ้าขา ช่วยดูพี่เถาให้หน่อยว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร หายขึ้นเหนือไปเป็นเดือนแล้ว" ห่วงผัวตายหรือห่วงผัวจะได้สาวเหนือมาก็ไม่รู้ ?

    หลวงปู่จงเปิดตำราพรหมชาติ แล้วอ่านว่า "สิทธิการิยะ พระท่านว่ากำนันเถาเอาเรือมาจอดที่หน้าบ้านแล้ว" แล้วท่านก็เอากระดาษคั่นไว้

    เมียได้ยินดีใจ กราบลาได้กลับบ้านเลย รุ่งขึ้นเอาปิ่นโตมาถวายเพล บอกว่าพี่เถากลับมาเวลาที่หลวงพ่อบอกพอดี ส่วนหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็แปลกใจ ตำราอะไรบอกได้ขนาดนี้ ?

    หลวงปู่จงท่านเอากระดาษคั่นไว้ก็ไปเปิดดู กลายเป็นนาคสมพงษ์ตำราหาคู่ สรุปแล้วพระที่บอกเกินตำราได้นี่หายากนะ ไม่ต้องไปสงสัยว่าท่านรู้ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าท่านอ่านตามตำรา ตอนเราไปอ่านไม่ยักจะมี"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๐
    ที่มา : เว็บวัดท่าขนุน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมเด็จพระสังฆราชอยู่วัดสระเกศท่านเป็นอาจารย์ของหลวงปู่เริ่มปรโม วัดจุกกะเฌอหลวงพ่อวิเวียรวัดดวงแขและครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน ที่มา เรียนวิชาจากท่าน

    เหรียญสมเด็จพระสังฆราชอยู่ ปี ๒๕๐๗

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260215_205523.jpg IMG_20260215_205446.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กุมภาพันธ์ 2026 at 01:06
  2. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,195
    ค่าพลัง:
    +5,887
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    เหรียญ อินทปัญโญ ภิกขุ
    (พระครูบรรพตดิลกรักษ์)
    รุ่นเดียว อิเกสาโร
    รุ่นนี้จัดสร้างเนื่องในพิธีวางศิลาฤกษ์และพุทธาภิเษก ณ วัดถ้ำยอดทอง เขาพระเอก ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เนื้อทองแดงรมดำ ตอกโค๊ต "ฤ" กำกับทุกองค์
    จัดสร้าง ๑ พ.ย.พ.ศ.๒๕๓๒

    เป็นเหรียญครูบาอาจารย์ที่มีรูปหลวงปู่เดินหน อิ เกสาโรยุคเก่าปี ๒๕๓๒

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30

    IMG_20260215_214148.jpg IMG_20260215_214105.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระครูสุนทรศีลวิมล(หลวงปู่บุญเลิศ_ฐานจาโร)_อดีตเจ้าอาวาสวัดหัวเขา.jpg

    พระสมเด็จผงพุทธคุณผสมเกศา หลวงปู่บุญเลิศ วัดหัวเขา ลพบุรี หลังยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ รุ่น ๑

    เนื้อผงปัถมังมมหาเสน่ห์ สายหลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู หลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก เมตตามหานิยมชมชอบ

    ประวัติย่อ หลวงปู่บุญเลิศ วัดหัวเขา

    "หลวงปู่บุญ" หรือ "พระครูอธิการบุญเลิศ ฐานจาโร"

    เจ้าอาวาสวัดหัวเขา ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

    ท่านเกิดปี พ.ศ.๒๔๕๙ ที่บ้านโพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

    เป็นบุตรคนโต ในจำนวนบุตร ๕ คนของนายพรหม-นางบาง พวงดอกแก้ว ครอบครัวมีอาชีพทำนา

    เมื่อยังเป็น "ฆราวาส" เคยเป็นแรงงานรับจ้างทหารญี่ปุ่นไปก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรี

    และเกิดล้มป่วยเป็น "ไข้ป่า" จึงได้บนต่อ "ส่งศักดิ์สิทธิ์" ว่า ถ้าหายไข้จะขอ "บวชแก้บน" เป็นเวลา ๗ วัน

    จากนั้น ก็หายป่วยดั่งปาฏิหาริย์ จึงได้ "บวช" ตามที่ได้บนเอาไว้

    ช่วงที่บวชนั้น มีอายุได้ ๓๕ ปี ตรงกับ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยอุปสมบท ณ วัดบ้านหมี่ใหญ่ มีพระครูพหรมจริยานุวัตร (หลวงพ่อพวง) วัดกล้วย เจ้าคณะตำบลโพนทอง เป็นพระอุปัชฌาย์

    เมื่อบวชแล้วจึงได้ศึกษา "พระธรรม" จนสำเร็จเป็น "นักธรรมโท" พร้อมกันนี้ยังได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จากพระอุปัชฌาย์ และศึกษาจากครูบาอาจารย์ดังๆอีกหลายท่าน

    และศึกษาด้วยตนเองจากตำราต่างๆ มากมาย

    อีกทั้งเคยเดินทางไปกราบนมัสการ “หลวงปู่แหวน สุจิณโณ” ที่วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่

    แต่กว่าจะได้เจอต้องเดินทางไปถึง ๓ ครั้ง

    เมื่อเจอแล้ว “หลวงปู่แหวน” ได้ให้แง่คิดหลักธรรมที่หลวงปู่บุญจดจำได้จนบัดนี้ว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ”

    พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงปู่บุญ ได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดหัวเขา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปีเดียวกันนั้น

    จวบจนกระทั่งปัจจุบัน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูสุนทรศีลวิมล” เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๘

    นับเป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งใน จ.ลพบุรี ที่มี “วัตรปฏิบัติ” อัน “เลื่อมใส” และ “ศรัทธา”

    หลวงปู่บุญ เป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งในจังหวัดลพบุรีที่มี วัตรปฏิบัติ อันน่าเลื่อมใสและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง

    ท่านเป็นสุปฏิปันโนที่พูดน้อย แต่จิตทรงไว้ด้วยอำนาจของสมาธิตลอดเวลา

    และท่านเกสาของหลวงปู่แปรเป็นพระธาตุตั้งแต่ท่านยังทรงสังขารอยู่

    พระครูสุนทรศิลวิมลหลวงปู่บุญเลิศ ฐานจาโร มรณภาพลงด้วยโรคชรา สิิริอายุ 96 ปี 58 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260214_163028.jpg IMG_20260214_163101.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1770989780827.jpg FB_IMG_1770989783239.jpg FB_IMG_1770989788930.jpg

    ประวัติของหลวงพ่อสำเนียง อยู่สภาพร ท่านเกิดวันที่ 5 ตุลาคม 2460 ตรงกับวันศุกร์ปีมะเส็ง แรม 4 ค่ำ เป็นบุตรของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และหม่อมทองหุ่น เมื่อตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ฯ ได้รับพระราชโองการจากรัชกาลที่ 6 ให้ไปซื้อเรือพระร่วงที่ประเทศอังกฤษ จึงนำหม่อมทองหุ่น ไปฝากหลวงปู่สุขวัดมะขามเฒ่า เมื่อคลอดเกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ มีงูรัดรอบพระอู่(เปล) หลวงปู่สุข จึงตั้งนามว่า “สำเนียง” แปลว่าเสียง โดยมี “ง” สะกดไว้ เมื่อเสด็จพ่อทรงทราบจึงพระราชทานนามว่า “หม่อมเจ้าสถาพร อาภากร” ประสูติได้ 7 วัน หม่อมทองหุ่นสิ้นชีพพิตักษัย จนมีพระชนม์ได้ 6 พรรษา เสด็จพ่อก็สิ้นพระชนม์ ในวังเริ่มระส่ำระสาย นายเอมพระสหายของเสด็จพ่อนำไปฝากไว้พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา พระขนิษฐาของเสด็จพ่อ ได้ส่งให้ไปศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก จบมัธยมปีที่ 8 ต่อมาศึกษาโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร. เข้ารับราชการทหารที่กรมสื่อสารทหารบก ยศร้อยเอกดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองต่างประเทศในหน้าที่แปลข่าวสารต่างประเทศ และได้ร่วมรบในสงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา ต่อมาสงครามนั้นเป็นโมฆะหลวงพ่อสำเนียงได้ทูลลาในหลวงรัชกาลที่ 8 ว่าจะบวช 15 วันที่วัดกัลยาปากคลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี บวชได้ 3 วัน ทราบข่าว รัชกาลที่ 8 สิ้นพระชนม์ จึงได้คิดว่า การเป็นฆราวาสเหมือน “ไม้นั่งร้านสร้างตึก เมื่อตึกเสร็จเขาก็รื้อไม้นั่งร้านทิ้ง ยังไม่มีที่จะเก็บกองเพราะหมดความสำคัญ” จึงเกิดความเบื่อหน่าย และเห็นว่าทางบรรพชิตเป็นทางสายที่แท้จริง และนึกถึงผู้ยากจนจึงมุ่งสู่ชนบท ก่อนมาได้เห็นปราสาทลอยตามทิศทางที่มองเห็น ได้เห็นวัดแหลมชะอุย คือวัดเวฬุวนารามในปัจจุบัน ตามศิลาจารึกชื่อว่า “ธรรมานคร”(ข้อความจากแผ่นพับของวัดเวฬุวนาราม)

    ชื่อเสียงของท่านอีกด้านคือการรักษาโรค ที่ท่านสามารถใช้พลังจิตรักษาโรคเช่น คนถูกพิษงูเห่า โดนต่อต่อย หรือคนเป็นโรคจิต ประสาทให้ฟื้นคืนสติ หรือเหยียบเหล็กร้อนแล้วมาเหยียบคนรักษาโรค นอกจากทางด้านอภินิหารย์ แล้วท่านยังเป็นพระนักพัฒนา ได้พัฒนาวัดเวฬุวนาราม และสร้างโรงเรียนสถาพรวิทยา ให้เด็กๆ ในชุมชนได้มีโรงเรียนศึกษา ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กๆกำพร้าจนในปี 2523 รับโล่ห์ “ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่นเป็นพิเศษ” ของมูลนิธิสรรพวรรณิต จากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปี 2527 รับโล่ห์สดุดี “นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นประจำปี” จากมูลนิธิศาสตราจารย์ ปกรณ์ อังศุสิงห์ ปี 2528 สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศสดุดีให้พระครูสถาพรพุทธมนต์ เป็น พระดีเด่นประจำชาติ และปูชนียบุคคลที่นั่งอยู่ในหัวใจคนทั้งชาติ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงหลวงปู่ศุขหลังยันต์นะลือชาปี ๒๕๐๕ หลวงพ่อสำเนียงอยู่สถาพร
    วัดเวฬุวนาราม นครปฐม ยันต์ ประทับ ลป.ศุข ปลุกเสกอธิษฐานจิต

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260213_204105.jpg IMG_20260213_204131.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771248425716.jpg

    พระปิดตาพุทธภูมิ รุ่น๑ หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว วัดป่าหินเกิ้งวิปัสสนา จ.ขอนแก่น ฝั่งตะกรุดเงิน เส้นเกศา ผ้าจีวร ปี ๒๕๓๙
    สภาพสวย หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว เป็นพระผู้มีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสและกราบไหว้อีกรูปหนึ่ง ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน

    พระปิดตาพุทธภูมิ รุ่น๑ พิธีปลุกเสกโดยพระเกจิชื่่อดัง ๘ รูป ได้แก่
    ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี
    หลวงปู่ลือ วัดป่านาทาม
    หลวงปู่ทัศน์
    หลวงปู่เหล็ง วัดโคกเพลาะ
    หลวงปู่เนียน วัดต้นเลียบ
    หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง
    ครูบาสร้อย วัดมงคลคีรีเขตต์
    หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิเวการาม
    หลวงปู่จันดี เกสาโววัดป่าหินเกิ้ง

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว

    วัดป่าหินเกิ้งวิปัสสนา
    บ้านวังหว้า ตำบลบ้านแฮด
    จังหวัดขอนแก่น

    คำนำ

    ผู้โพสต์ได้อ่านและเห็นความสำคัญจากเรื่องเล่าและธรรม ของหลวงปู่ จึงได้นำมาแบ่งบันโดยย่อไว้ ณ ที่นี้ เพื่อ ประโยชน์ของ ท่านผู้สนใจในปฏิปทาของ พ่อแม่ ครูอาจารย์สวยพระป่า สืบไป

    ชีวประวัติ

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว เป็นพระผู้มีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสและกราบไหว้อีกรูปหนึ่ง ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน

    หลวงปู่ ท่านเป็นชาวจังหวัด มหาสารคาม โยมบิดาชื่อ นายหุ่น โยมมารดาชื่อ บุตร นามสกุล ฌานชำนิ เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย (เดือน 1) ปีระกา พุทธศักราช 2463 ที่บ้านโนนสี หมู่ที่ 12 ตำบลหนองกุง อำเภอเมือง จังหวัด มหาสารคาม

    หลวงปู่มีพี่น้องด้วยกัน 6 คน โดยท่านเป็นคนสุดท้อง
    ส่วนพี่น้องมาดังนี้
    ๑ นายอ่อนสี
    ๒ นางแตงอ่อน
    ๓ นายบุญตา
    ๔ นายทองอิน
    ๕ นางปทุมา
    ๖ คึออาตมา ชื่อ จันทร์ดี

    หลวงปูเล่าว่า "ในวันที่อาตมาจะเกิดนั้น โยมแม่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่ลำพัง ขณะเกี่ยวอยู่นั้นรู้สึกเจ็บท้องจี๊ดๆ ไม่นานก็คลอดอาตมาออกมา ไม่มีใครอยู่ด้วย โยมแม่ต้องฃ่วยตัวเอง จนอาตมาคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย จากนั้นโยมแม่ก็อุ้มอาตมากลับบ้าน แล้วเลี้ยงดูจนกระทั่งเติบโต"

    ยอมเสียสละเพื่อแม่

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว เล่าถึงชีวิตในปฐมวัยว่า ท่านมีความลำบากมาก เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองของบ้านเมือง คือปี พ.ศ. 2475 พร้อมกับโรคระบาดเกิดนั้นในทั่วท้องถิ่นในย่านบ้านเกิดของท่าน คือ บ้านโนนสี บ้านโนนพิบาล บ้านนาครู บ้านโพนละออม และบ้านหนองแวก ฝนฟ้าแห้งแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวกล้าในท้องนาไม่ผลิดอกออกผล ด้วยความอดอยาก ชาวบ้านจึงได้พากันอพยพไปอยู่บ้านสำนัก ตำบลโนนตุ่น อำเภอกุดข้าว จังหวัดขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นตำบลหนองแปน อยู่ในอำเภอมัญจาคีรี

    ปีนั้นพี่ชายคนโตของอาตมา คือนายอ่อนสีได้รับราชการเป็นทหารยศสิบตรี เป็นคนใกล้ชิดหม่อมเจ้าวรเดช เมื่อบ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หม่อมเจ้าวรเดชเข้าไปเกี่ยวของโดยเป็นกบฏต่อฝายที่เปลี่ยนแปลงการปกครองและพ่ายแพ้จึงถูกจับ คนใกล้ชิดท่านก็พลอยถูกจับตัวไปด้วย สิบตรีอ่อนสี พี่ชายของอาตมาก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้ใกล้ชิดที่ถูกจับนั้น กบฏที่ถูกจับทุกคนถูกนำตัวไปขังคุก เมื่อโยมแม่ได้ทราบเรื่องพี่ชายติดคุก ก็เสียใจมากร้องห่มร้องไห้เป็นการใหญ่ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของแม่ทุกคนที่รักลูกเป็นห่วงลูก

    โยมแม่ของอาตมาก็เหมือนกับโยมพ่อ คือเป็นคนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อมองไม่เห็นทางอื่นที่จะช่วยเหลือพี่ชายได้ก็หันเข้าหาพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง โดยท่านเชื่อว่าหากให้อาตมาบวช บำเพ็ญศีล ภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ ส่งกระแสจิตช่วยเหลือพี่ชาย ก็จะทำให้พี่ชายพ้นจากการติดคุกได้

    ขณะนั้นอาตมาอายุได้ 12 ปี เมื่อได้ฟังข้อเสนอของโยมแม่ก็รู้สึกพอใจ มองเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดีทำตามได้ไม่ยาก โยมแม่เมื่อเห็นอาตมาตกลงใจก็ไม่รอช้า รีบพาไปบวชเณรที่วัดโพธิ์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัด มหาสารคาม ตรงกับปี พ.ศ. 2475 โดยมีพระครู วินัยธรมุ่ง เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วได้มาอยู่ที่วัดกลาง อำเภอโกสุมพิสัย เพราะช่วงนั้นโยมแม่ได้อพยพครอบครับไปอยู่ที่บ้านโนนสำนัก อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น จึงติดตามท่านมาอยู่ด้วย

    หลวงปู่จันทร์ดีได้จำพรรษาอยู่ที่วัดกลางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2576 ได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับครูอาจารย์หลายท่าน สอบนักธรรมชั้นตรีได้ในปี พ.ศ 2479
    และสอบนักธรรมชั้นโท ได้ในปี พ.ศ 2481

    "ขณะที่เรียนนักธรรมอยู่นั้น อาตมาได้เรียนบาลีควบคู่ไปด้วย สมัครเข้าสอบเป็นมหาเปรียนญกับเขาในปี พ.ศ. 2482 แต่สอบไม่ได้ แต่ก็ไม่ละความพยายาม จึงสอบบาลีเป็นมหากับเขาได้เมื่อปี พ.ศ. 2485"

    หลวงปู่ได้เล่าถึงการเรียนบาลี เพื่อสอบเป็นมหานั้นว่ามีความลำบากมาก ขระที่เรียนนักธรรมตรี-โท-เอก ท่านก็เรียนบาลีควบคู่ไปด้วย และท่านสอบได้โดยไม่ซ้ำชั้น ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นพระฝายมหานิกายอยู่ จนกระทั่งท่านสอบบาลีประโยค 1-2ได้ท่านจึงหันมาปฏิบัติธรรมเป็นพระฝายธรรมยุต ด้วยสาเหตุของความอยากรู้อยากเห็นในโลกกว้าง และอยากจาริกโปรดสัตว์ บำเพ็ญเพียรและแสวงหาความวิเวกแห่งโมกธรรม

    เรียนกรรมฐาน กับบูรพาจารย์ใหญ่

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว เล่าว่าช่วงนั้นเป็นปี พ.ศ. 2480 เป็นระยะออกพรรษาเพียงหนึ่งอาทิตย์ หลังจากได้เรียนกรรมฐานจาก หลวงปู่มั่น และ หลวงปู่เสาร์แล้ว ท่านรต้องการฝึกของจริง คือการออกธุดงค์กับครูบาอาจารย์บ้าง

    ต่อมา ท่านจึงได้มีโอกาสติดตามพระอาจารย์ทั้ง 5 เดินธุดงค์ไปยังภูเขาควาย ฝั่งประเทศลาว พระอาจารย์ทั้ง 5 องค์นั้นได้แก่

    พระอาจารย์วรรณา แห่งวัดเลิงใต้ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัด มหาสารคาม
    พระอาจารย์สมบูรณ์ แห่งวัดกุดเชือก อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัด มหาสารคาม
    พระอาจารย์โพธิ แห่งวัดบ้านดอน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัด มหาสารคาม
    พระอาจารย์สิงห์ แห่งวัดบ้านเกาะ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัด มหาสารคาม
    พระอาจารย์แก้ว แห่งวัดบ้านไฝ่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัด อุบลราชธานี

    ซึ่งพระอาจารย์ทั้งหมดนี้ ต่างเคารพนับถือกันมาก

    พระอาจารย์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทุกองค์ล้วนแต่มีพรรษาที่ 15-16 ทั้งนั้น แต่ละองค์มีความรอบรู้ทั้งทางธรรมและทางเวทมนต์คาถา พร้อมทั้งยาสมุนไพรเป็นเลิศ เพราะเพราะพระธุดงค์ก่อนที่จะธุดงค์เดี่ยวได้นั้น จะต้องมีพระพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ในการธุดงค์มาก่อน เพื่อชี้แนะสั่งสอน ตลอดจนประสบการณ์ความชำนาญเกี่ยวกับสมุนไพรโบราณเป็นเรื่องแรก

    เพราะนอกจากจะรักษาตัวเองในคราวเจ็บป่วย ยังสามารถโปรดสัตว์และผู้ยากไร้ ซึ่งสมัยก่อนชาวบ้านตามชนบท ยังไม่มีหยูกยารักษากัน เมื่อถึงคราวเจ็บป่วยต้องอาศัยพระธุดงค์เป็นส่วนมาก

    ดังนั้น การเดินธุดงค์ของพระทุกองค์ในยุคนั้น พระธรรมวินัยต้องเคร่ง และต้องมีความรอบรู้ครอบถ้วนในการธุดงค์ เพราะไหนจะเผชิญกับสัตวร้ายต่างๆ ในป่า ไหนจะต้องเผชิญกับไข้ป่านานาสารพัด หลวงปู่ท่านกล่าว

    เดินธุดงค์ไปฝั่งลาว

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว เล่าต่อไปว่า เมื่อทุกฝ่ายตกลงกันได้แล้ว จึงออกเดินทางจากวัดบ้านไผ่ใหญ่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี จุดมุ่งหมายของอาจารย์ทั้งหลาย นอกจากเพื่อเป็นการธุดงค์แล้ว ก็ยังต้องการแสวงหาเหล็กไหลไปด้วย

    "คณะของอาตมาข้ามไปยังฝั่งลาว เดินทางไปประเทศลาวครั้งนี้ลำบากมาก พระอาจารย์ทั้ง 5 ได้พาอาตมา เดินธุดงค์ผ่านไปยังบ้านนาแห้ว พระบาทโพนสัน วกไปวกมาจนถึงเมืองเวียงจันทน์ จากเวียงจันทน์ก็ไปทางหลวงพระบาง เชีบงขวาง พงสาลี ผ่านทุ่งไหหิน จนกระทั่งถึงบ้านหัวดง"

    บ้านหัวดงหรือบ้านดงน้อยแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านที่อยู่เชิงภูเขาควาย มีบ้านคนอยู่เพียง 7-8 หลังคาเรือนเท่านั้น ชาวบ้านมีอาชีพทำนาและหาของป่าขาย

    เวลานั้นอยู่ในฃ่วงหน้าแล้ง คณะของอาตมาได้หยุดพักอยู่ใกล้ๆหมู่บ้านนั้น พอตกเย็นได้มีนายน้อยและนายตา ซึ่งเป็นคนที่อาวุโสที่สุดในหมู่บ้านดงน้อย ได้เข้ามา นมัสการและประเคนปัจจัยต่างๆที่จำเป็นสำหรับพระธุดงค์ จากนั้นก็นั่งสนทนาและสอบถาม ถึงการเดินทางต่อไปของพระธุดงค์ พระอาจารย์ก็ตอบว่า "จะเดินขึ้นภูเขาควาย"

    images?q=tbn:ANd9GcSkpEM1k5qqhqrt_nSqFOj0g7dEe1yRbvfzaDDLT9VtuW60UiBU5vUR5m0.jpg
    ภูเขาควาย สปป ลาว

    มีอยู่ตอนหนึ่ง นายน้อย ได้พูดพาดพิงไปถึงเหล้กไหลว่ามีจริงและ นายตา ก็ยืนยันว่าไปเห็นมาหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครไปเอามาได้และคนที่ไปเอาส่วนมากจะเสียชีวิตหมด

    ปรากฏว่า พระอาจารย์สมบูรณ์ ท่านเกิดมีความสนใจขึ้นมา จึงได้สอบถามนายน้อยว่า "เหล็กไหลที่ว่านี้ อยู่ที่ถ้ำสระบัว ในภูเขาควาย ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 กิโล"

    ทางด้าน พระอาจารย์วรรณา พระอาจารย์โพธิ์ พระอาจารย์สิงห์ (คนละท่านกับพระอาจารย์ สิงห์ ขันตยาคโม) ได้ปรึกษากันหารือว่าสมควรไปดูเหล็กไหลหรือไม่ ซึ่กทุกรูปต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า จะเดินไปดูพรุ่งนี้เช้า ส่วยนายน้อยและนายตา ได้พยายามห้ามปราม เพราะกลัวพระธุดงค์จะเป็นอันตราย
    ไปเอาเหล็กไหล

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว เล่าว่าทางฝ่ายพระอาจารย์สมบูรณ์ ท่านไดเพดตัดบทไปว่า "จะขึ้นไปดูเฉยๆ คงไม่เป็นไรหรอก"

    เมื่อได้ยินท่านอาจารย์สมบูรณ์พูดเช่นนั้น นายน้อยและนายตาจึงกลับไปยังบ้านของตน

    พอรุ่งขึ้นเช้ากลุ่มพระธุดงค์ผู้แสวงหาธรรมและแสวงหาเหล็กไหล ซึ่งประกอบด้วยพระอาจารย์ทั้ง 5 และหลวงปู่จันทร์ดี ขณะนั้นยังเป็นสามเณรอยู่ ก็ได้พากันเดินตรงไปยังภูเขาควาย เพื่อค้นหา ถ้ำสระบัว ตามที่นายน้อยและนายตาได้บอกไว้ และได้เจอถ้ำแห่งหนึ่ง ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำที่สะอาดมาก หน้าถ้ำมีลานหินกว้าง มีต้นตระแบกขึ้นหน้าถ้ำประมาณ 3-4 ต้น ถ้ำแห่งนี้กว้างขวางมาก ที่กลางถ้ำมีสระน้ำเล็กๆอยู่สระหนึ่ง มีน้ำใสสะอาด และตรงผนังถ้ำด้านขวามือมีน้ำไหลซึมตลอดเวลา มีตะไคร่สีเขียวเกาะอยู่เป็นหย่อมๆอย่างสวยงาม ซึ่งเป็นลักษณะถ้ำที่เหมาะ สำหรับนั่งบำเพ็ญภาวนาเป็นที่สุด


    ภาพสมมุติ

    พระอาจารย์สมบูรณ์ ได้ถือโอกาสตรวจตราผนังถ้ำ พลันสายตาของท่านได้ไปสะดุดหยุดกับวัตถุสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะมันมะเมือมติดอยู่ตรงฝาผนังถ้ำ ห่างจากจุดที่น้ำซึมประมาณ 2 วา ลักษณะเป็นตุ่ม คล้ายตุ่มฆ้อง เป็นสีดำมันเลื่อม

    อาจารย์ทุกองค์ต่างก็พูดเป็นเสียวเดียวกันว่า "นั่นแหละเหล็กไหล"

    เหล็กไหล

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว ได้เล่าให้ฟังถึงลักษณะของเหล็กไหลและคุณสมบัติของเหล็กไหลว่า "มันกินน้ำผึ้งเป็นอาหาร ลนด้วยเทียนยืดได้ และหดกลับคืนมาได้ สามารถดับพิษความร้อนทุกชนิดได้ แม้แต่ถ่านแดงๆก้ดับ และน้ำที่เดือด เมื่อเอาเหล็กไหลไปจุ่มจะเย็นทันที ที่สำคัญคือ สามารถลบประจุไฟฟ้าได้ทุกชนิด ถ้าเหล็กไหลก้อนใหญ่มีฤทธิ์เดชได้มาก แม้ไฟฟ้าในบ้านยังดับได้ กระสุนทุกชนิดไม่ระคายเคืองผิวหนัง และของมีคมทุกชนิดก็จะถูกลบคมได้ ทั้งยังเคลื่อนไหวตัวเองได้ บางทีอาจสูญหายเอง"

    หลวงปู่กล่าวว่า เหล็กไหลนั้นถ้ามองด้วยสายตาเป็นวัตถุเหมือนเหล็ก ส่วนรูปพรรณสัญฐานก็แตกต่างกันไปในแต่ละก้อน แต่ที่เหมือนกันคือมาน้ำหนักมากผิดปกติ คือ ผิดกับวัตถุใดๆทั้งสิ้น ส่วนผิวก็เกลี้ยงเรียบ เป็นเงามันเลื่อม ปราสจากตำหนิริ้วรอย บางก้อนเขียวเข้มเป็นสีปีกแมลงทับ บางก้อนสีน้ำตาลเข้มแบบท้องปลาไหล บางก้อนเป็นสีเงินยวงและแปรสีสันไปได้เอง ในลักษณะพิศดารต่างๆ ตามแต่ละสถานที่หรือกาลเวลา

    จะขอกล่าวคุณลักษณะ และคุณสมบัติตลอดจนประสิทธิภาพของเหล็กไหล มี 6 อย่างด้วยกันคือ

    1. เสพน้ำผึ้งเป็นอาหาร
    2. ลนด้วยเทียนยืดได้ และหดกลับมาเป็นทรงเดิมได้
    3. ดับพิษความร้อนทุกชนิด แม้แต่ถ่านแดงๆและน้ำร้อนที่กำลังเดือด
    4. สามารถทำลายประจุไฟฟ้าได้ทุกชนิดได้ตามขนาดใหญ่-เล็กของก้อน ถ้าใหญ่มากก็มีฤทธิ์เดชมาก ขนาดไฟในบ้านช็อตดับหรือหัวเทียนรถยนต์ไม่สปาร์คติดเครื่องไม่ได้
    5. กระสุนปืนทุกชนิด แก๊สหรือชนวนระเบิดจะถูกควบคุม ไม่อาจเกิดประกายชนวนระเบิดได้
    6. ของมีคมทุกชนิดจะถูกลบคมออกทันที เมื่อเข้าในรัศมีของเหล็กไหล

    ครั้งแรกแคล้วคลาด

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ในขณะที่กลุ่มพระอาจารย์ทั้ง 5 ที่ได้กล่าวนามมานั้น ได้เล่าให้ฟังต่อไปว่า

    "ท่านอาจารย์วรรณา ได้มอบหมายให้ท่านอาจารย์โพธิไปหาน้ำผึ้ง ส่วนอาจารย์สมบูรณ์ อาจารย์สิงห์และ อาจารย์แก้วช่วยกันเตรียนข้าวที่จะใช้เผาข้าวหลาม ตัวอาตมาก็เป็นแผนกลำเลียงและตัดไม้ไผ่แห้ง เพื่อเตรียมจุดไฟให้ความสว่างภายในถ้ำ

    ส่วนท่านอาจารย์วรรณาเองท่านได้ต้มเทียน และหัวรังผึ้ง เพื่อทำเทียนชัยซึ่งจะต้องใช้ขี้ผึ้งบริสุทธิ์ล้วนๆ เอาใส่กระบอกไม้ไผ่ยาวและใช้ฝ้านหนึ่งใจ แทงไว้ระหว่างกระบอกไม้ไผ่ เพื่อทำเป็นไส้เทียนชัย

    จากนั้นรอให้เทียนเย็น จนกว่าจะจับตัวแข็งจึงจะใช้มีดฟันกระบอกไม้ไผ่ออก และช่วงเวลาที่รอเทียนแข็งตัวนั้น ท่านอาจารย์โพธิ์ได้กลับมาพร้อมกับน้ำผึ้งครึ่งบาตร และตรงกับเวลาเพลพอดี จึงได้พากันหยุดพักฉันเพล

    เมื่อเสร็จจากฉันเพล ทุกองค์ต่างก็สวดยถาสัพพีฯ และสวดชยันโตฯ สดุดีเทวดา จากนั้นอาจารย์วรรณาก็ได้ไปเอาน้ำผึ้งเทใส่ถ้วย โดยท่านเอามือซ้ายถือถ้วย มือขวาถือเทียนชัย แล้วท่านก็นำเทียนชัยไปลนปุ่มที่อยู่ตรงผนังถ้ำ พร้อมกับท่องคาถาอัญเชิญเหล็กไหล

    ปรากฏว่าปุ่มนั้นคล้ายจะเยิ้มโผล่ออกมาเหมือนงู มีสีเขียว แดง ดำ มองดูเหมือนจะอ้าปากกว้างเหมือนจะขู่ ทำให้พระทุกรูปเห็นแล้วตกตะลึงไปตามๆกัน อาจารย์วรรณาจึงดึงเทียนชัยออกจากปุ่มนั้น หัวที่เหมือนงูจึงหดกลับไปตามเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    อาจารย์วรรณาได้ทดลองอยู่ถึง 2-3 ครั้ง ก็ยังเกิดเหตุการณ์เหมือนเดิม เมื่อท่านดึงเทียนออกในครั้งที่ 5 อาจารย์สมบูรณ์ เริ่มใจกล้า จึงใช้ไม้ไปแหย่ดู ก็ไม่เห็นว่าจะกระดุกกระดิกหรือแสดงอาการใดๆ ท่านจึงเอาผ้าอาบน้ำฝนพันมือแล้วไปจับและคลำปุ่มนั้นดู ปรากฏว่าปุ่มนั้นเย็นเหมือนน้ำแข็ง ความเย็นจับถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว

    เมื่ออาจารย์สมบูรณ์ทดลองดูแล้ว ทำให้อาจารย์องค์อื่นขอจับดูบ้าง ต่างก็รู้สึกว่าเย็นจับขั้วหัวใจเหมือนกันทุกองค์ และอาตมาก็ได้จับดูด้วยเช่นกัน จึงรู้สึกว่าเหล็กไหลเย็นเหมือนจับก้อนน้ำแข็ง จะผิดกันก็ตรงเราจับก้อนน้ำแข็งและเปียกมือ แต่จับก้อนเหล็กไหลไม่เปียกมือ

    หลวงปู่เล่าต่อไปว่า วันนั้นยังไม่ทำพิธีเอา เพราะปรากฏว่าเทียนชัยอ่อนตัว คือยังไม่แข็งตัวพอดี จึงพากันเดินทางกลับมาบ้านดงน้อยเหมือนเดิม ทำให้ชาวบ้านแปลกใจกัน ที่คณะพระธุดงค็กลุ่มนี้ปลอดภัยไม่มีอันตราย

    หลวงปู่กล่าวว่า สาเหตุที่ปลอดภัยนั้น เพราะหลังจากฉันเพลแล้ว พระทุกองค์ต่างก็สวด ยถาสัพพีฯ และสวดชยันโตฯ ปรากฏว่าเทวดา เจ้าป่าเจ้าเขา ต่างก็อนุโมทนาสาธุการ จึงทำให้คณะพระธุดงค์ปลอดภัยกลับมา

    ครั้งหลังพินาศสิ้น

    หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโว ได้กล่างถึงการไปเอาเหล้กไหลในครั้งที่สองนี้ว่า

    ในวันรุ่งขึ้น อาตมาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปี พ.ศ. 2481 หลังจากฉันอาหารเพลที่บ้านดงน้อยแล้ว คณะพระธุดงค์ได้เดินทางไปยังภูเขาควาย เพื่อไปยังถ้ำสระบัวอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าร่องรอยที่เผาข้าวหลาม ทำให้ถ้ำมีความสกปรก พระอาจารย์วรรณาจึงให้อาตมาเอาข้าวหลามออกไปเผาด้านนอกถ้ำ เพราะจะทำให้มีควันไฟรบกวนในขณะทำพิธี

    การเผาข้าวหลามในต้อนนี้เป็นการเผาเพื่อเอาไว้เป็นอาหารเช้า เพราะต่างตกลงกันว่า จะค้างคืนที่ถ้ำสระบัวคืนหนึ่ง เป็นการเตรียมตัวเอาไว้เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน

    ส่วนอาจารย์วรรณาก็ได้ใช้เทียนชัยลนตรงปุ่ม คณะอาจารย์ทุกองค์ต่างก็โอมคาถามหามนต์ พร้อมทั้งใช้อำนาจทางไสยเวทย์ แต่จะเป็นประเภทใดนั้นอาตมาไม่รู้ เพราะอาตมาได้ไปเผาข้าวหลามที่นอกถ้ำ แต่ก็ไดเยินเสียงสวดพึมพำๆมิได้ขาด

    ภายหลังทำพิธีสวดอยู่นาน ตุ่มที่คล้ายตุ่มฆ้องก็ค่อยๆปลิ้นออกมา เหมือนกับยางมะตอยอ่อนๆ ย้อยลงมาดูดกินน้ำผึ้งที่อาจารย์สมบูรณ์เตรียมไว้ในถ้วยตีนช้าง อาจารย์วรรณาก็ทำการลนเทียนชัยไปเรื่อยๆ กะกันว่าจะให้เหล็กไหลกินน้ำผึ้งจนอิ่ม จึงจะทำพีธีตัด ส่วนอาจารย์สิงห์ ท่านไม่ได้ช่วยอะไร เพราะท่านนั่งสวดมนต์ภาวนาไปเรื่อยๆ

    ความที่อาจารย์สมบูรณ์ อยากได้เหล็กไหลก้อนโตๆ ท่านเลยค่อยถือถ้วยน้ำผึ้ง ที่เหล็กไหลกำลังลงมากินอยู่นั้น เดินวนสระน้ำสองรอบ เส้นเหล็กไหลก็ค่อยๆยืดตาม จนเล็กลงๆ อาจารย์วรรณาก็เลยบอกให้อาจารย์สมบูรณ์พาไปพันรอบต้นไม้ที่ปากถ้ำ เผื่อให้มันขาดเอง เพราะยิ่งยาวเท่าไหร่เส้นเหล็กไหลยิ่งเล็กลงไปเรื่อยๆ

    หลวงปู่เล่าว่า ในช่วงที่ท่านได้เห็นเหล็กไหล ตอนที่อาจารย์สมบูรณ์นำมาพันรอบต้นไม้ที่ปากถ้ำ อาจารย์สมบูรณ์ ได้สั่งห้ามท่านไม่ให้อยู่ใกล้

    "ท่านอาจารย์จะหวังดีก็ได้เพราะอาตมายังเป็นเณรน้อยอยู่ พรรษายังไม่แก่กล้า กลัวว่าอากเป็นอันตรายได้"

    พออาจารย์สมบูรณ์พันรอบต้นไม้ในรบที่สองนี้ ปรากฏว่า เส้นเหล็กไหลเป็นประกายระยิยระยับ เส้นสายขนาดใยบัวแสงสว่างขนาดนั้นสว่างมาก เพราะพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาพอดี แสงสว่างนี้ออกมาจากเส้นใยของเหล็กไหล ที่อาจารย์สมบูรณ์ท่านพาไปพันรอบสระไว้สองรอบ

    จากนั้นประมาณ 5 นาทีเห็นจะได้ ปรากฏว่าถ้ำสะเทือนสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถล่มทลาย พระอาจารย์ทุกองค์ต่างเข้าใจว่าเหล็กไหลกินน้ำผึ้งอิ่มแล้ว อาจารย์สมบูรณ์จึงบอกให้อาจารย์วรรณาเอาเทียนชัยที่ลนอยู่ออกจากปุ่ม พร้อมกับให้อาจารย์แก้วและอาจารย์โพธิ์เตรียมมีดหมอ ตัดตรงโคนเหล็กไหล

    ทันใดนั้นเหตุการณืไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เสียวดังเปรียธๆครืนๆ เป็นเสียงที่อาตมาได้ยินแต่เพียงผู้เดียว จะว่าเหมือนตอนฟ้าผ่าก็คงไม่ผิด เพราะมีทั้งแสงประกายเจิดจ้า และมีเสียงแผดสนั่น จนเยื่อแก้วหูแทบชำรุด

    ต้นตะแบกกับต้นตะเครียนที่เหล็กไหลพันอยู่นั้นล้มลง แต่ เหล็กไหลยังอยู่ที่เดิม สักครู่จึงค่อยหดตัวอยู่ในสภาพเดิม

    หลวงปู่เล่าต่อไปว่า เมื่อเหตูการณ์อันน่าตื่นเต้นผ่านไปอย่างสงบแล้ว ท่านได้มองไปยังอาจารย์สมบูรณ์ที่กำชับกับท่านว่าไม่ให้เข้าไปใกล้ ได้กลายเป็นศพไปแล้วในสภาพแขนขาขาด ทั้งสองข้าง ส่วนศรีษะไม่ทราบว่ากระเดนไปทางไหน ส่วนอาจารย์อีกสี่องค์นั้นอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ ไม่คอขาด ก็ตัวขาดออกจากกัน แต่ที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกศพไม่มีเลือดไหลออกมาเลย จึงเป็นอันว่า ภูเขาควายในขณะนั้น มีเหลือเพียงท่านองค์เดียวที่รอดตาย

    สุดที่จนทนไหว หลวงปู่จึงวิ่งลงจากเขาในทันที แบบชนิดลืมตัวกลัวตายเลยที่เดียว และในช่วงที่ท่านวิ่งลงมานั้น ท่านได้ยินเสียงหัวเราะ ฮึๆ ฮาๆ ตามหลังมาด้วย

    " พออาตมาลงมาถึงบ้านดงน้อย ก็ได้ขอไปพักอยู่ที่บ้านนายน้อย พร้อมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นายน้อยฟัง" ท่านกล่าว

    คืนหฤโหด

    ทางฝ่ายนายน้อยเมื่อได้รับฟังข่าวร้ายจาก หลวงปู่ แล้ว เขาจึงสั่งให้ชาวบ้านทุกคนซ่อมรั้วให้แข็งแรง เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และได้สั่งห้ามไม่ให้ใครออกจากบ้าน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

    หลวงปู่เล่าต่อไปว่า ตกดึกคืนนั้น ปรากฏว่า เกิดเสียงระเบิดบริเวณถ้ำสระบัว สนั่นหวั่นไหว คล้ายๆเป็นการจุดพลุในเทศกาลต่างๆ เสียงระเบิดถี่ๆ ติดต่อกัน 3-4 หน จากนั้นก็หยุดหายไปประมาณ 1 ชั่วโมง จึงจะระเบิดถี่ๆขึ้นอีกครั้ง เป็นเช่นนั้นตลอดคืน

    และคืนนั้น มีเหตุประหลาดเกิดขึ้นกล่าวคือ ได้มีเสียวเสือเดินเข้ามาร้องระงมอยู่ในหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวเป็นอันมาก ไม่กล้าที่จะออกนอกบ้าน คงปิดประตูนอนฟังเสียงต่างๆด้งยใจระทึก และแน่นอนนายน้อยกับชาวบ้านต่างตกอยู่ในอาการเช่นเดียวกัน เพราะไม่รู้ว่าภัยร้ายจะมาถึงตัวเมื่อไหร่

    ขอตัดความเล่าโดยย่อว่า เมื่อหลวงปู่กลับสู่เมื่อไทย ก็ได้นำเครื่องอัฐบริขารไปคืนแก่ พ่อ แม่และครอบครัว ของพระอาจารย์ทั้ง 5 ท่านใดที่ไม่มีครอบครับก็ไปคืนที่วัดของท่านนั้นๆ แล้วออก เดินทาง เพื่อเรียนบาลีต่อไป

    มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงปู่เล่าว่า "อาตมาเดินไปนั่งอยู่ในป่า นั่งอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบมาก สงบจนถึงขั้นไม่รับรู้อะไร ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก ไม่รับรู้ทั้งนั้น"

    การที่อาตมาทำได้อย่างนี้ พิจารณาดูแล้วเห็นว่า เป็นผลสืบเนื่องที่ได้ทำมานาน ขอบอกตามตรงว่า อาตมารักการปฏิบัติสมาธิมาแต่เด็กๆ คือมีอุปนิสัยน้อมมาทางนี้แต่เล็กแต่น้อย เคร่งครัดอยู่ในศีล

    "จำได้ว่าเมื่อรู้ความก็ไม่เคยกินสิ่งมีชีวิต โยมแม่เข้าใจดี ก็เลยปลูกผักไว้ให้เป็นแปลงๆเลย อาตมาก็ถือข้าวเหนียวไปนั่งกินที่แปลงผัก จนโยมแม่ล้อว่า ควายกินหญ้า
    เหตุที่ไม่กินสัตว์เป็นอาหารนั้น เพราะรู้สึกรังเกียจ เห็นแล้วจะคลื่นไส้เอานั่นเอง"

    หลวงปู่ เล่าต่อว่า ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดกลาง ก็ได้ทราบก็ข่าวว่า
    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้มาปักกลดธุดงค์อยู่ที่ป่าช้าข้างๆวัดกลาง

    ระยะนั้น อาตมาเป็นเณรใหญ่แล้ว แต่ยังอายุไม่ครบบวชพระ ได้มาปรนนิบัติหลวงปู่มั่น จนท่านเกิดความเมตตา ได้นำพาเดินธุดงค์อีกครั้ง ในชีวิตของอาตมาก็นับว่ามีโชคดีอยู่ตรงที่ได้ไปอยู่ปรนนิบัติและปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ นี่แหละ

    หลวงปู่จันทร์ดี ท่านกล่าวอย่างยินดี พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า

    " เคยไปอยู่เขาพระวิหารกับพระอาจารย์มั่น นอกจากนั้นท่านยังพาไปอยู่ที่อื่นๆ กับท่านทั้งสองอีก คือ ที่เขาพนมรุ้ง ถ้ำขาม ถ้ำส่องดาวและไปพม่าด้วยกันก็เคย เวลาไปอยู่กับท่านนั้น ก็ถือเป็นครูบาอาจารย์ปฏิบัติบำรุงท่านเป็นอย่างดี"

    พระนักปฏิบัติสมัยก่อน นิยมเดินธุดงค์ การเดินธุดงค์สมัยนั้นเป็นการเดินดงจริงๆ เพราะไม่มีถนน ไม่มีทางเดินเหมือนปัจจุบัน ต้องเดินไปตามทางที่สัตว์ป่าเดิน ทั้งป่าก็ทึบ ขนาดเดินเข้าปในป่าแล้วจะไม่เห็นแสงตะวันเลย

    หลวงปู่เล่าต่อไปว่า ในช่วงนั้น ในช่วงนั้นหลวงปู่มั่นท่านพาธุดงค์ไปถึงถ้ำขาม อยู่ในเขตอำเภอพรรณานิคม จังหวักสกลนคร ณที่นี้ ก็ได้พบกับ หลวงปู่ชม,หลวงปู่เสาร์ และ
    หลวงปู่ขาว

    ที่ถ้ำขามแห่งนี้ หลวงปู่ชม,หลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่ขาว ทุกองค์ต่างก็รอหลวงปู่มั่น อยู่ สาเหตุก็คือต้องการไปธุดงค์ที่ฝั่งลาวด้วยกันนั่นเอง

    จากนั้นก็แวะไปเยี่ยม พระมหาปาน เจ้าอาวาสวัดโคกเรือในฝั่งลาว เพราะท่านได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ พอไปถึงโคกเรือในฝั่งลาว ก็ได้รับฟังคำบอกเล่าจาก พระมหาปานว่า "มีคนแตกตื่นเหล็กไหลที่ถ้ำสระบัว ในเขตภูเขาควาย และทำอันตรายผู้คนมามากต่อมากแล้ว สำหรับผู้ที่ไปตัดเอาเหล็กไหล"

    เหล็กไหลที่ถ้ำสระบัว บนภูเขาควายนั้น หลวงปู่จันทร์ดี ท่านได้เคยไปเห็นแล้วครั้งหนึ่ง สมัยเป็นเณรน้อนที่ไปกับท่านอาจารย์ทั้ง 5

    บัดนี้ หลวงปู่จันทร์ดี ได้กลับมาถิ่นเดิมอีกครั้ง แต่ในการมาครั้งนี้ผิดกับครั้งก่อน เพราะมีพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานมาด้วย และท่านมาเพื่อปราบสิ่งลี้ลับบนภูเขาควายโดยเฉพาะ

    .......

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระปิดตาหลวงปู่จันดีสภาพสวยกล่องเดิม
    ปิดรายการ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260216_201642.jpg IMG_20260216_201709.jpg IMG_20260216_201730.jpg IMG_20260216_201752.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 กุมภาพันธ์ 2026 at 22:28
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771249558362.jpg


    *** ประวัติหลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ ***

    หลวงปู่บุญพิน กตปุญฺโญ วัดผาเทพนิมิต อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร เดิมชื่อบุญพิน เจริญชัย เกิดวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ ๒๔๗๖ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ณ บ้านนาบ่อ หมู่ที่ ๖ ตำบลปลาไหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

    เรียนจบชั้น ป.๔ หลังจากเรียนจบแล้วก็ไม่ได้เรียนต่ออีก เนื่องจากต้องช่วยเหลืองานที่บ้านทำอาชีพหลักคือการทำนา

    ท่านได้อุปสมบท เมื่ออายุ ๒๓ ปี เมื่อวันที่ ๖ พ.ค. พ.ศ.๒๔๙๘ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม เวลา ๑๔.๓๕ น. ณ พัทธสีมาวัดป่าอิสระธรรม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร โดยมี หลวงปู่สีลา อิสสโร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูบริบาลสังฆกิจ (หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม) วัดอุดมรัตนาราม จ.สกลนคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าประทีปปุญญาราม จ.สกลนคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ลำดับการจำพรรษา
    - พรรษา ๑ จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่สีลา อิสสโร
    - พรรษา ๒ - ๓ จำพรรษาที่วัดสุทธิมงคล จ.สกลนคร
    - พรรษา ๔ จำพรรษาที่วัดป่าโครธาราม จ.อุดรธานี กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และได้ปาฏิโมกข์ในพรรษานี้ หลังจากออกพรรษาแล้วได้ไปพักอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู
    - พรรษา ๕ ติดตามหลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่หลุย จันทสโร เพื่อศึกษาธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ
    -พรรษา ๖ จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย
    - พรรษา ๗ จำพรรษาที่อยู่กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ออกพรรษาแล้วได้ไปวิเวกกับหลวงปู่บุญเพ็ง เขมภิรโต และธุดงค์ไปศึกษาธรรม กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
    - พรรษา ๘ จำพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร พอออกพรรษาแล้วได้ธุดงค์ไปกับหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต เพื่อไปหาหลวงปู่ขาว อนาลโย หลังจากกราบลาหลวงปู่ขาวแล้ว ก็ได้ธุดงค์ไปหาหลวงปู่บัว สิริปุณโณ วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
    - พรรษา ๙ จำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
    - พรรษา ๑๐ จำพรรษาที่วัดถ้ำจันใด จ.อุดรธานี ในพรรษานี้จำพรรษาอยู่เพียงรูปเดียว ออกพรรษาแล้วได้ออกเดินธุดงค์ไปกับ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ไปวัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ได้พักอยู่กับ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ระยะหนึ่ง จึงออกเดินธุดงค์กลับมายังวัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร ไปพบกับ หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร แล้วออกเดินธุดงค์ขึ้นไปยังวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม จ.สกลนคร ไปหา หลวงปู่วัน อุตตโม
    - พรรษา ๑๑ จำพรรษาที่วัดบ้านนาเหล่าอ้อย จ.อุดรธานี ออกพรรษาแล้วได้ไปพักที่วัดถ้ำกลองเพลอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย
    - พรรษา ๑๒ จำพรรษาที่วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ พอออกพรรษาแล้ออกวิเวกธุดงค์กับพระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญฺญมากโร แล้วพบกับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์ไปหาหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม , พระอาจารย์คำผอง กุสลธโร, หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
    - พรรษา ๑๓ จำพรรษาที่วัดป่าผาแด่น จ.เชียงใหม่
    - พรรษา ๑๔ - ๑๕ จำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู กับหลวงปู่ขาว อนาลโย
    - พรรษา ๑๖ จำพรรษาที่วัดป่าหนองแซง จ.อุดรธานี กับ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ และ หลวงปู่จันทา ถาวโร
    - พรรษา ๑๗ จำพรรษาที่บ้านโคกก่องกับหลวงปู่จันทา ถาวโร
    - พรรษา ๑๘ จำพรรษาที่วัดบ้านสานตม จ.เลย
    - พรรษา ๑๙ จำพรรษาที่วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ กับหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ หลังจากนั้นได้ไปหาพระอาจารย์ศรีนวล ขันติธโร ที่วัดศรีรัตนนิมิต จ.อุดรธานี
    - พรรษา ๒๐ จำพรรษาที่วัดศรีรัตนนิมิต กับพระอาจารย์ศรีนวล ขันติธโร
    - พรรษา ๒๑ - ๓๖ จำพรรษาที่ดงเชียงเครือมาตลอด หลวงปู่ได้ตัดสินใจสร้างวัดดงเชียงเครือ จ.สกลนคร ระหว่างที่จำพรรษาได้แนะนำพร่ำสอนอบรมญาติโยมให้รู้จักบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ให้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ และได้ก่อสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุในวัดดงเชียงเครือจนเสร็จสมบูรณ์ และยังได้ดำเนินการขอสร้างวัดตามกฎหมายของคณะสงฆ์หรือตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ตามลำดับ จนวัดดงเชียงเครือถูกต้องตามกฎหมายในที่สุด และได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาด้วย
    - พรรษา ๔๐-๔๔ จำพรรษาที่วัดผาเทพนิมิต อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร และในปี พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท ในพระราชทินนามที่ “พระครูสุวิมลบุญญากร”
    - พรรษา ๔๕ จำพรรษาที่วัดป่าม่วงไข่ บ้านม่วงไข่ จ.เลย
    - พรรษา ๔๖ จำพรรษาที่วัดผาเทพนิมิต จ.สกลนคร
    - พรรษา ๔๗ - ๔๙ จำพรรษาที่วัดผาเทพนิมิต จ.สกลนคร

    หลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นพระเถราจารย์ที่ชาวจังหวัดสกลนครและพุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างให้ความเคารพเลื่อมใสและนับถือ ปัจจุบันท่านพำนักปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่ ณ วัดผาเทพนิมิต จังหวัดสกลนคร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนผสมเกศาฝังพลอยหลวงปู่บุญพิน

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260216_203846.jpg IMG_20260216_203932.jpg
     
  8. ktv

    ktv เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2015
    โพสต์:
    1,155
    ค่าพลัง:
    +1,228
    โอนแล้วครับ 17/02/69 จำนวน 380 บ.เวลา 08.43 น.จัดส่งที่เดิมครับ
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771333607639.jpg

    มีคนเล่าให้ฟังถึงความขลังของวัตถุมงคลของหลวงปู่ จึงอยากลองของ ได้มาขอยืมจากลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้วัด เพื่อนำไปลอง ปรากฏว่ายิงนัดแรกไม่ออก นัดที่สองไม่ออก ยิงอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม ปืนแตกใส่มือได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลเป็นมาจนทุกวันนี้

    ประวัติหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน (พระครูปิยนนทคุณ)
    หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน เป็นชาวจังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิดเกิดที่ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พุทธศักราช 2459 ในครอบครัวชาวนา
    นามเดิมว่า แย้ม ปราณี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน ท่านเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัว โยมบิดาชื่อเพิ่ม โยมมารดาชื่อเจิม (ปัจจุบัน โยมบิดา โยมมารดา พี่ น้อง ต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว โดยเฉาะโยมมารดาเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่อายุได้ 10 ขวบ)
    หลวงปู่แย้มเมื่อตอนเป็นเด็กชายแย้ม ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปคือต้องเข้าเรียนหนังสือ เด็กชายแย้มได้เข้าศึกษาหาความรู้ ที่โรงเรียนประชาบาลวัดหลักสองของ อำเภอบ้านแพ้ว แต่เรียนได้แค่ชั้นประถม 1 เท่านั้นเอง เพราะต้องอยู่บ้านเพื่อช่วยบิดาทำนาหาเลี้ยงชีพ ครั้นอายุได้ 14 ปี ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะว่าโตเกินกว่าที่จะไปโรงเรียนแล้ว จึงได้ออกมาช่วยบิดาทำนาเรื่อยมา

    จวบจนกระทั่งอายุได้ 20 ปี บริบูรณ์ โยมพ่อต้องการให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาตามประเพณีนิยมของคน ไทยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และเพื่อเป็นการสร้างบุญสร้างกุศล เฉกเช่นชายไทยทั่วไป
    “ฉันก็เต็มใจนะ เพราะจะได้แผ่กุศลไปให้กับโยมแม่ที่เสียไปตั้งแต่อายุฉันได้ สิบขวบด้วย ได้กำหนดวันกันเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ โยมพ่อก็เปลี่ยนใจ บอกว่าเอาไว้ปีหน้าเถอะปีนี้ทำนาก่อน และ มาเลื่อนกันง่ายๆ ฉันก็ไม่ว่ากระไร เอาไงก็เอากัน ฉันเป็นคนตามใจพ่ออยู่แล้ว” หลวงปู่เล่าความหลังให้ฟัง
    หลังจากนั้นก็ทำนาเรื่อยมา จวบจนมาเสร็จสิ้นเอาใกล้ๆ จะเข้าพรรษา โยมพ่อก็เอ่ยปากบอกว่า “บวชเสียเถอะนะ ไปอาศัยบวชกันนาคอื่นเขาก็ยังดี”
    “ฉันก็ตามใจอีก โยมพ่อจะให้ทำยังไงก็เอากัน แล้วโยมพ่อก็นำเงินจำนวน 20 บาทไปถวายพระอาจารย์ที่วัดหลักสองราษฎร์บำรุง โดยบอกความประสงค์กับท่านว่า ให้ช่วยจัดการบวชให้ฉันทีเถอะ ก็เป็นการช่วยจัดหาเครื่องบวชให้นะ ในสมัยนั้นราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอก ไม่ถึง 10 บาทเสียด้วยซ้ำ จากนั้นอาจารย์ก็จัดของที่ท่านมีอยู่แล้วให้ ส่วนเงิน 20 บาทนั้น ท่านได้นำเอาไปจ้างช่างต่อเรือขนาด สามมือลิงใหญ่ๆ ซึ่งหมดเงินไป 18 บาท เพื่อเอาไว้ใช้ในกิจของสงฆ์”
    นายแย้มจึงได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ ตามที่โยมพ่อและตัวของท่านเองได้ตั้งศรัทธาเอาไว้
    มีพระครูคณาสุนทรรนุรักษ์เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว เป็นพระอุปัชณาย์ เจ้าอธิการเหลือ เจ้าคณะตำบลเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชื่นเป็ฯพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “ปิยวณฺโณ”
    หลังจากเสร็จสิ้นการบวชแล้ว ด้วยพระภิกษุแย้ม เป็นพระหนุ่มที่มีหน้าตาดี จึงมีการกล่าวหยอกล้อกันว่า พระภิกษุแย้ม ไม่น่าจะบวชได้นานเกิน 2 พรรษาหรอก จึงเป็นเรื่องให้มีการท้าพนันกันว่า ถ้าพระภิกษุแย้มบวชแล้วอยู่ได้นานเกิน 2 พรรษา แล้วเมื่อถึงเวลาลาสิกขา จะออกเครื่องสึกทั้งหมดให้
    “ฉันก็ไม่ได้รับคำท้านั้นหรอกนะเพราะว่ามันเป็นการพนันและอีกอย่างก็ถือว่า เป็นการพูดล้อกันเล่นมากกว่า ส่วนในใจของฉันนั้นนะมีความศรัทธาอยู่ว่าจะบวชสักสองพรรษาก็คงพอ” หลวงปู่อธิบาย

    ระหว่างครองเพศบรรพชิตอยู่ พระภิกษุแย้มก็เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติเป็นอันมาก รวมทั้งยังตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างเอาจริงเอาจัง จนทำให้สามารถสอบได้นักธรรมตรีในพรรษาแรกเท่านั้น
    พอย่างพรรษาที่สองพระภิกษุแย้มก็เกิดป่วย “เรียกว่าป่วยหนักเลยนะ ในชิวิตฉันไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย ฉันป่วยจนแทบจะตายแนะ มันเป็นใข้นะ ต้องนอนซมอยู่กับที่เวลาลุกขึ้นทีไรเป็นหน้ามืดทุกที ต้องดมพิมเสนทุกที ช่วงนั้นไม่มีใครเขามาดูแลฉันหรอก ฉันต้องต้มยาฉันเอง จนโยมพ่อทราบเรื่อง จึงมารับฉันกลับไปรักษาตัวที่บ้าน โดยเอาฉันใส่เรือให้นอนไป บ้านฉันกับวัดก็ไกลอยู่เหมือนกันราวๆ 4 กิโลเมตรได้นะ หมอนุ่มเป็นคนต้มยาสมุนไพรไทยของเรานี่แหละให้ฉัน ทำการรักษาฉัน หมอนุ่มนี่เขาเก่งมากนะ จัดหายามาต้มให้ฉันเพียง 2 หม้อเท่านั้นเองฉันก็หายเลย แต่ก็ต้องพักรักษาตัวอยู่เกือบเดือน จึงค่อยกลับไปจำพรรษาที่วัดได้ตามเดิม”
    ที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ พระภิกษุสมัยนั้นจะเก่งในเรื่องช่าง ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ช่างปูน ช่างทาสี พระภิกษุเหล่านี้จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้าอาวาสมาก พระภิกษุแย้มเองก็มีงานช่างทำเหมือนกันคือเป็นช่างพิมพ์กระเบื้องในโรงงาน ของวัด วันหนึ่งต้องพิมพ์ให้ได้ถึง 530 แผ่นทีเดียวเพื่อให้ทันเวลาที่จะนำไปสร้างกุฏีสงฆ์หลังใหม่ที่ทางวัดได้ สร้างขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่ากระเบื้องทุกแผ่นที่วัดหลักสองใช้สร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หรือกุฎีสงฆ์ เป็นฝีมือของพระภิกษุแย้มทั้งสิ้น

    นอกจากงานด้านช่างแล้วพระภิกษุแย้ม ยังได้แอบศึกษาวิชาหมอยา เพื่อสงเคราะห์ชาวบ้านแถบนั้นด้วย เป็นเพราะท่านมีเมตตาไม่อยากให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากนัก กล่าวถึงการเป็นหมอยาของหลวงปู่แย้ม สมัยก่อนเมื่อประมาณ 70 ที่แล้วนั้น พวกเราลองคิดดูว่าการไปมาหรือการเดินทางนั้นจะลำบากสักขนาดไหน ครั้นเมื่อมีเวลาญาติพี่น้องเจ็บใข้ได้ป่วยก็ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อที่จะช่วยเหลือเขา วิธีที่ดีและรวดเร็วที่สุดก็คือ หมอยากลางบ้านนั้นแหละ และก็ตัวยาสมุนไพรทั้งนั้น พระภิกษุแย้มของญาติโยมก็เลยมองเห็นความสำคัญในข้อนี้ จึงลงมือศึกษาค้นคว้าในเรื่องของตัวยาสมุนไพรและคาถาอาคมที่จะใช้เสกกำกับลง ไปในตัวยาเพื่อใช้สำหรับการรักษา จนท่านมีความมั่นใจในตัวยาสมุนไพรที่ท่านได้ศึกษาจากตำราและค้นคว้าด้วยตัว เอง ท่านก็เริ่มลงมือช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือนร้อนได้ทันที ในพรรษาที่ 2 ของการเป็นพระภิกษุนั้นเอง

    หลังจากนั้นมา ชาวบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือ ก็เกิดศรัทธา สาเหตุเพราะว่าท่านสามารถรักษาชาวบ้านให้หายได้ จากคนเดียว เป็นสองคน จนถึงหลายๆคนในเวลาต่อๆมา ยังไม่พอเพียงเท่านั้นชาวบ้านที่รักษาหายแล้วต่างพากันเรียกร้องให้ท่านช่วย รดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ขับใล่สิ่งเลวร้ายที่อยู่ในตัวของตนให้หมดไป จนพากันเข้าใจว่า พระภิกษุแย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ไปเลยทีเดียว หลังจากนั้นมาท่านก็ไม่สามารถขัดญาติโยมได้อีก ทำให้ท่านต้องดั้นด้นเรียนรู้ หาวิธีศึกษาในทุกๆทางจากทุกๆที่ เพื่อจะได้ทำให้มีวิชาเข้มขลังยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงพ่อสายวัดทุ่งสองห้อง ท่านได้เมตตาช่วยสอน พร้อมทั้งแนะนำให้ความรู้ทั้งเรื่องยันต์และเรื่อง เวทมนต์พระคาถาอาคม ทุกอย่าง

    คำกล่าวที่ว่าความพยายามอยู่ที่ใหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น พระภิกษุแย้ม ก็ได้พบเจอกับความจริงข้อนี้ หลังจากเพียรพยายามศึกษา อยู่นานทำให้ท่านสำเร็จ และได้วิชาทุกตัวจากหลวงพ่อสายโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่สักตัวเดียว
    จากนั้นชื่อเสียงของท่านก็บรรเจิดขึ้นตลอดเวลา จนกระทั่งบวชได้ 10 พรรษา โยมลุงได้
    นิมนต์ให้มาอยู่จำพรรษาที่วัดตะเคียน
    “โยมลุงของฉันชื่อว่า เคลิ้ม เป็นพี่ชายของโยมแม่เขามามีเหย้ามีเรือนอยู่แถววัดตะเคียนนี้ ทีนี้เขาจะบวชลูกชายก็ไปนิมนต์ฉันมาเป็นพระคู่สวดให้ ฉันก็มาตามนิมนต์ แต่พอพระบวชแล้วโยมลุงก็นิมนต์ให้ฉันอยู่จำพรรษาที่วัดตะเคียนนี่สักพรรษา หนึ่งก่อน เพื่อจะได้อยู่เป็นเพื่อนพระลูกชายของแก ฉันมองดูแล้วก็น่าเห็นใจอยู่ เนื่องจากที่วัดตะเคียนนี้มีพระจำพรรษาอยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้นคือหลวง พ่อแดง เจ้าอาวาสนั้นเอง ฉันก็เลยตอบตกลง แต่ผ่านไปเพียง เจ็ดวันหลวงพ่อแดงเจ้าอาวาสก็เกิดมามรณภาพไป หลังจากงานศพหลวงพ่อแดงแล้วฉันก็เลยเดินทางมาจำพรรษาที่วัดตะเคียน และไม่นานนักเจ้าคณะอำเภอก็ให้ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส และต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมา” หลวงปู่เล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาอยู่ที่วัดตะเคียน
    จวบจนปัจจุบัน หลวงปู่แย้ม เป็นเจ้าอาวาสวัดตะเคียนมาร่วม 60 ปี จากวัดร้าง ที่ไม่น่าอยู่ไม่น่าพิสมัย ได้พัฒนาให้กลับกลายเป็นวัดที่สวยงาม ด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านได้พัฒนาวัดมิได้หยุดหย่อน แม้จะเป็นวัดที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ทว่าในปัจจุบันการเดินทางมาทีวัดตะเคียนสามารถทำได้โดยง่ายดาย เนื่องจากทางการได้ทำการตัดถนนสายใหม่ ผ่านทางเข้าวัด คือถนนพระรามที่ 5 (นครอินทร์) ช่วยให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น
    ประวัติหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน เจ้าของตำนาน ตะกรุดคอหมา อันโด่งดัง ได้สร้างชื่อประดับวงการพระเกจิเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั่วแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน หรือมหาเศรษฐี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักการเมือง ผู้ที่ทราบถึงความศักดิ์สิทธิของท่าน ต่างก็เดินทางมาหาท่านเพื่อขอพรขอบารมีจากท่านกันมิได้ขาดสายอยู่ทุกวี่ทุกวัน
    วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนที่ท่านได้จัดสร้างขึ้นมา รุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างถูกสั่งจองและเช่าซื้อหากัน จนทำให้ราคาพุ่งขึ้นๆ ทุกวัน เหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะสืบเนื่องมาจากครั้งเมื่อท่านได้ทำตะกรุดคอหมา คล้องคอให้ให้กับหมาในวัดของท่านทุกตัว เพื่อป้องกันภัยให้หมาของท่าน แต่แล้วคนก็มาแย่งหมาไปบูชากันเองจนหมดสิ้น
    อันว่าตะกรุดที่ท่านได้ดำริริเริ่มสร้างผูกคอหมา ก็เนื่องมาจากว่า หลวงปู่แย้มท่านเป็นคนที่มีเมตตาต่อสรรพสัตว์สูง ท่านได้เลี้ยงหมาไว้หลายตัว บางครั้งหมาที่ท่านเลี้ยงไว้อาจไปทำความเดือนร้อนให้ชาวบ้านไกล้ๆ วัดบ้างทำให้หมาของท่านถูกทำร้ายด้วยการปาก้อนหิน หรือรุนแรงจนถึงขั้นให้ปืน ใช้มีดดาบทำร้าย ทำให้หมาบางตัวได้รับความทุกข์ทรมาณเป็นอย่างมาก ครั้นหลวงปู่จะไปห้ามโยมไม่ให้ตีหมา ทำร้ายหมาก็คงไม่เป็นผลอะไร คิดดังนั้นแล้ว จึงจัดเตรียมอุปกรณ์ สำหรับทำตะกรุด ด้วยพิธีกรรมที่ไม่เหมือนใครคือท่านจารตะกรุดในน้ำด้วยสมาธิจิตอันแน่วแน่ ของท่าน เมื่อทำเสร็จแล้วจึงนำไปผูกคอหมาที่ท่านเลี้ยงไว้จนครบทุกตัว
    หลังจากนั้นหมาของท่านก็ไม่เคยได้รับความรุนแรงใดๆ อีกเลย ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเกิดความสงสัย ก็สอบถามกันไปสอบถามกันมาได้ความว่าหลวงปู่แย้ม ได้ผูกตะกรุดวิเศษไว้ที่คอหมาทุกตัว ก็เลยทำให้บรรดานักเลงแถวนั้นเกิดความอยากลองของ ว่าจะแน่สักแค่ใหนก็นำปืนมาลองยิงหมาดู ปรากฏว่าปืนแตก !
    เป็นเหตุให้เกิตความฮือฮาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนที่ต้องการตะกรุดแบบเร็วๆ ก็แย่งเอาที่คอหมา คนที่มีศีลธรรมดีหน่อยก็ไปบอกกล่าวขอกับหลวงปู่แย้ม วัดตะเคียนเอง กิติศัพท์ของหลวงปู่ก็กระฉ่อนแต่นั้นมา จนชาวบ้านเรียกขาน ว่า “ปู่แย้ม ตะกรุดคอหมา”
    ปัจจุบันหลวงปู่แย้ม ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ ทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ ต่างไม่เคยลืมแวะเวียนมาหาท่านกันเป็นประจำ ใครมีอะไรใหม่ มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายอกไม่สบายใจก็มาหาท่านซึ่งท่านก็เมตตากับทุกคนที่แวะ เวียนมา บางคนออกรถใหม่ก็นำมาให้ท่านเจิมให้ ด้วยบารมีอันแก่กล้าของท่าน รับประกันได้ว่ารถคันนั้นจะไม่มีวันเจออุบัติเหตุใหญ่ๆ แน่นอน บางคนทำการค้า การขาย บางช่วงบางโอกาสเศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ดี ก็มาหาท่านขอเช่าบูชาธูปเสก นำไปจุดไหว้ ปรากฏว่า การค้าการขายดีขึ้นเป็นพิเศษ
    เรื่องธูปเสกของท่านนี้ลูกศิษย์ลูกหา นิยมบูชากันมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีมาแล้ว เพราะว่าทุกคนไม่เคยผิดหวัง แถมหลวงปู่ยังย้ำพร้อมรับประกันให้ว่าถ้าไม่ดีจริงให้มาต่อว่าได้เลยพร้อม ทั้งยังอธิบายวิธีบูชาให้อีกด้วย ...

    เมื่อได้พูดถึงตะกรุดคอหมาแล้ว ว่าคงกระพัน หรือแคล้วคลาดอย่างไร ก็ทำให้ต้องพูดถึงวัตถุมงคลอีกอย่างที่เข้มขลังไม่แพ้กัน นั่นคือ “เสือปืนแตก”
    เล่ากันว่า มีนายตำรวจ ในเขตอำเภอบางกรวย ได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่แย้ม สร้างเสือเนื้อตะกั่วขึ้นมาเพื่อหาปัจจัยสร้างวัด และมีคนเล่าให้ฟังถึงความขลังของวัตถุมงคลของหลวงปู่ จึงอยากลองของ ใด้มาขอยืมจากลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้วัด เพื่อนำไปลอง ปรากฏว่ายิงนัดแรกไม่ออก นัดที่สองไม่ออก ยิงอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม ปืนแตกใส่มือได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลเป็นมาจนทุกวันนี้

    อาวุธ แก้วเนียม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหลวงปู่แย้มวัดตะเคียนรุ่นสุริยุปราคารุ่น ๑ มงคลมหาลาภมหาศาล ปี ๒๕๓๘

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260217_195949.jpg IMG_20260217_200013.jpg IMG_20260217_200030.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771342694965.jpg

    ประวัติ หลวงปู่โถม วัดธรรมปัญญาราม สุโขทัย
    หลวงปู่โถม สิริอายุ 84 พรรษา 64 อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย, เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย
    ประวัติ มีนามเดิมว่า โถม ขำแย้ม เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม 2464 ตรงกับเดือน 6 ปีระกา ที่หมู่ 3 ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย พ.ศ.2473 สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนประชาบาล วัดวาลุการาม ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย
    เมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เพื่อตอบแทนพระคุณบุพการี วันที่ 17 เมษายน 2484 ณ พัทธสีมาวัดวาลุการาม ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด โดยมีพระครูคีรีมาศเมธี วัดวาลุการาม เป็นพระอุปัชฌาย์
    ภายหลังพิธีอุปสมบท พระโถมได้มุ่งมั่นตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างแข็งขัน ในปีพ.ศ.2488 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักศาสนาศึกษาวัดวาลุการาม ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย
    ตลอดทั้งชีวิตที่หลวงปู่โถมได้ครองผ้าเหลืองอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ได้สร้างคุณูปการแก่เมืองสุโขทัยในหลากหลายด้านมากมาย อาทิ การพัฒนาด้านการพระศาสนา ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดทั้งสาธารณประโยชน์ต่างๆ
    หลวงปู่โถม ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคี ปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ภายในชุมชน โดยให้ประชาชนร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ทำไร่ ทำนา ทำบุญกลางหมู่บ้าน ทอดกฐิน ผ้าป่า งานอุปสมบทหมู่ ส่งเสริมการจัดประชุมพระสังฆาธิการทุกระดับและทุกรูปในเขตปกครอง ทุกวันขึ้น 7 ค่ำ ของทุกเดือนเป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันแก้ไขและปรับปรุงงานคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยเรียบร้อย
    ตั้งแต่หลวงปู่โถมสมณศักดิ์ ปกครอง
    พ.ศ.2490 เป็นรองเจ้าอาวาสวัดวาลุการาม
    พ.ศ.2491 เป็นเจ้าคณะตำบลโตนด
    พ.ศ.2492 เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พ.ศ.2501 เป็นพระอุปัชฌาย์
    พ.ศ.2508 เป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งหลวง
    พ.ศ.2515 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอคีรีมาศ
    พ.ศ.2515 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอมือง
    พ.ศ.2516 เป็นเจ้าคณะอำเภอคีรีมาศ
    พ.ศ.2518 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม
    พ.ศ.2519 เป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญาราม
    พ.ศ.2542 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย
    พ.ศ.2542 เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย
    พ.ศ.2547 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย
    ลำดับสมณศักดิ์
    พ.ศ.2499 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูพิลาศธรรมคุณ

    พ.ศ.2503 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบล ชั้นโท ราชทินนามเดิม
    พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก ราชทินนามเดิม
    พ.ศ.2540 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ ราชทินนามเดิม
    พ.ศ.2543 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระมงคลสุนทร
    พระมงคลสุนทร หรือหลวงปู่โถม กลฺยาโณ ได้ละสังขารลงอย่างสงบ หลังจากเข้ารับการรักษาอาการอาพาธด้วยโรคชรา ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลสุโขทัย เมื่อเวลา 14.08 น. ของวันวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2548 สิริอายุ 84 พรรษา 64
    ส่วนด้านวัตถุมงคลของหลวงปู่โถม หลวงปู่โถมท่านใด้ส้างใว้เยอะ แบบที่เป็นทางการละไม่เป็นทางการ ในยุคแรกๆ วัดถุมงคลของหลวงปู่จะเป็น ตะกรุด แหวนพิรอด พระเนื้อผงต่างๆ ที่หลวงปู่ใด้สร้างขึ้นเอง
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระราชพฤฒาจารย์-หลวงพ่อห้อม-อมโร.jpg
    พระทั่วไปภาคเหนือ
    หลวงพ่อห้อม เกจิดังจังหวัดสุโขทัย รุ่นแรก บล็อค ๒ สภาพสวยกริ๊บ กะไหล่ครับ
    (ปิดการประมูลแล้ว)

    หลวงพ่อห้อม เกจิดังจังหวัดสุโขทัย รุ่นแรก บล็อค ๒ สภาพสวยกริ๊บ กะไหล่ครับ

    หลวงพ่อห้อม เกจิดังจังหวัดสุโขทัย รุ่นแรก บล็อค ๒ สภาพสวยกริ๊บ กะไหล่ครับ

    ชื่อพระ :
    หลวงพ่อห้อม เกจิดังจังหวัดสุโขทัย รุ่นแรก บล็อค ๒ สภาพสวยกริ๊บ กะไหล่ครับ
    รายละเอียด :



    ประวัติหลวงพ่อห้อม เกจิดังจังหวัดสุโขทัย



    พระราชพฤฒาจารย์ หรือ พระสุขวโรทัย เดิมชื่อ ห้อม เป็นบุตรนายเรือง นางมาลัย ครุฑนาค ปู่ชื่อนายครุฑ ย่าชื่อนางพลึง ตาชื่อนายติ่ง ยายชื่อนางปราง อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คือบ้านคลองตะเคียน หมู่ที่ 12 ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ 3 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ปู่เป็นผู้ใหญ่บ้าน พ่อ-แม่ อยู่บ้านปู่ย่าจึงคลอดที่บ้านปู่



    คลอดวันอังคาร แรม 13 ค่ำ เดือนยี่ ปีวอก วันที่ 19 มกราคม 2451เวลาประมาณ 5 โมงเย็น เวลาคลอดมีคนมาเยี่ยมกันมาก ปู่จึงถือนิมิตนี้ ตั้งชื่อให้ว่า ห้อม เมื่อคลอดแล้วคงอยู่ที่บ้านปู่ ย่า ต่อมาพ่อถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารเข้าประจำการที่พิษณุโลก เมื่อถึงกำหนดปลดประจำการ ถูกระดมไปในราชาภิเษกรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ เมื่อกลับมาถึงกองประจำการแล้วอยู่คอยรับใบกองหนุน เวลาเที่ยงคืนลงท้อง(ท้องเสีย)อย่างแรง เข้าใจว่าเป็นอหิวาตกโรค พอสว่างก็ขาดใจตาย เขาเอาศพไปฝังไว้ที่ป่าช้าวัดยาง พิษณุโลก ตายเดือนเมษายน พ.ศ.2454 เดือน 4
    นายเต่า ครุฑนาคพี่ชายคนโต(ของพ่อ)ได้ไปขุดศพขึ้นมาเผาเก็บอัฐิธาตุมาให้ อัฐิธาตุนี้ได้เอาใส่ไว้หลุมนิมิต(หลุมลูกนิมิต)หลุมกลางรวมทั้งปู่ย่าด้วยในวันผูกพัทธสีมาวัดฤทธิ์ พ.ศ.2476 นายรอด คงเนียม (พ่อของท่านพระสุธรรมธีรคุณ(เจ้าคุณดำรง พทฺธญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยชุมพล) เป็นลูกพี่ลูกน้องกันไปเป็นทหารอยู่ด้วยกัน แต่เป็นทหารหลัง 1 ปี เล่าว่า ได้เอาใจใส่พยายามรักษาอย่างเต็มที่ เวลาตายก็นอนตายในตักของแกเอง หลังจากพ่อตายแล้ว ตายายก็รับเอามาเลี้ยงส่วนแม่ก็มีสามีต่อไป



    พ.ศ.2455 ถึง พ.ศ.2477 เป็นคุดทะราด คือเป็นแผลตามใบหน้าตามัวแขนขาแทบทั้งตัว ต้องรักษาอยู่ 3 ปี จึงหายได้



    พ.ศ.2458 เดือน 7 ฝนตกน้ำขังในคลองแคน้อย ซึ่งห่างจากบ้านตา ประมาณ 5 เส้น ได้ไปลงเล่นน้ำ ไปคนเดียว เดินลงไปถึงหลุมที่ขุดไว้จึงตกลงไปมิดหัวต้องกินน้ำเสียหลายกลืน นายแจ้ง ดีร่อง สักว่าเป็นอา เอาควายไปลงน้ำเห็นเข้า จึงได้เอาขึ้นมาได้



    พ.ศ.2459 นายจ่าง พุ่มมั่น ซึ่งเป็นน้าออกจากทหารมาบวชจำพรรษาอยู่วัดศิริราฎร์เจริญธรรม(ฤทธิ์)เข้าไปอยู่วัดด้วย หลวงน้าให้เรียนหนังสือ เดิมหัดเขียน ก.ข.4 น้อย ซึ่งมี 35 ตัว อักษรมีมีตัวอักษรดังต่อไปนี้ ก.ข.ค.ฆ.ง.
    จ.ฉ.ช.ฌ.ญ. ด.ต.ภ.ท.ธ.ฒ.พ.บ.ป.ผ.ฝ.ภ.ม.ย.ล.ร.ว.ส.ห.ฬ.อ.ฮฯ ใช้ไม้กระดานยาวประมาณ 2 ศอกกว้างประมาณ 15นิ้ว เอาดินหม้อมาผสมข้าวสุกทา เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นดินสอเขียนหนังสือลงในกระดาน



    พ.ศ.2461 ไปเข้าโรงเรียนประชาบาล วัดคุ้งยางใหญ่ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เรียนอยู่ 2 ปีอ่านหนังสือแบบเรียนเร็วเล่ม 1ได้เพียงครึ่งเล่ม พอบวกลบได้ที่เรียนได้น้อยนั้น เพราะปีหนึ่งได้เรียนเพียง 3เดือน คือเข้าเรียน 3 เดือนนอกนั้นต้องออกไปเลี้ยงควายอยู่ทุ่งนา



    พ.ศ.2465 ไปอยู่เลี้ยงควายให้นายชุ่ม นางพลับ ปั้นสำรี สักเป็นยายซึ่งเป็นพี่ของยาย บ้านวงฆ้อง ตำบลเกาะตาเลี้ยง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เดือนอ้ายหนาวจัด 3 โมงเช้าจึงเห็นดวงอาทิตย์ เล่นปืนก้านร่ม เอาก้านร่มที่เป็นเหล็ก มาตัดทำเป็นปืนใช้ยิงนกเล็กๆ ขอดินปืนจากตาชุ่มใส่ขวดเล็กไว้ใช้ เอามาใช้เวลาเช้ามืด ข้างขวดเย็นเป็นน้ำ จึงเอาขวดที่ใส่ดินปืนมาอังไฟ(ลนไฟ) ไฟแลบเข้าขวดดินปืนในขวดจึงระเบิดแตกกระเด็นใส่ตาข้างซ้ายถึงกับหงายท้อง ต้องรักษาตาอยู่เดือนจึงหาย ไปเลี้ยงควายเขาให้ข้าว40 ถัง นัดให้แม่เอาล้อ(เกวียน)มาลาก แม่ไม่ไปลากตามกำหนด เขารื้อครัวเข้า ข้าวกองอยู่ในลานนาบึง รุ่งวันไปดูขโมยลักขนเอาไปหมด ในปีนั้นไม่ได้ค่าแรง



    พ.ศ.2467 นายจ่อง พุ่มอิ่ม ไปทำไม้ที่บึงหญ้า ตำบลสามพวง อำเภอคีรีมาศ ในสมัยนั้นยังเป็นอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย มาขอให้ไปขับล้อ(เกวียน)ลากไม้จากบึงหญ้ามาลงที่โตนดทิ้งไม้ที่หน้าวัดวาลุการาม ไปอยู่แต่เดือน 3 ถึงเดือน 6 รวม 4 เดือน ไม่ได้ค่าแรงเลย



    พ.ศ.2469 ไปอยู่เลี้ยงควายให้นายพลอย นางตาล สุวรรณโรจน์ ได้ข้าว 1 เกวียน
    พ.ศ.2471 เดือน 10 เป็นไข้หนักถึงกับลืมตัว ได้หมอชวน อยู่ทอง รักษา เป็นหมอโบราณ เมื่อหายแล้วผมร่วง
    มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 4 คน แต่ต่างบิดากัน



    1.นายห้อม บุญมี
    2.นางจันทร์ ขำแจง
    3.นางถ้วน อยู่ทอง
    4.นายถนอม บุญมี



    ชีวิตในเพศบรรพชิต



    เข้าบวชที่พัทธสีมาวัดคุ้งยางใหญ่ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองจังหวัดสุโขทัย

    (พระราชประสิทธิคุณ พระอุปัชฌาย์)



    มีพระครูวินัยสาร(ทิม ยสทินฺโน) เจ้าคณะอำเภอเมืองสุโขทัย ต่อมาท่านได้เลื่อนขึ้นเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย นามสมณะศักดิ์ว่าพระครูวินิจฉัยพุทธบัญญัติและต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย มีสมณะศักดิ์ว่าพระราชประสิทธิคุณเป็นพระอุปัชฌาย์





    พระครูสังฆรักเจ๊ก เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย เป็นพระกรรมวาจาจารย์



    และพระอธิการแป๊ะ เจ้าอาวาสวัดคุ้งยางใหญ่เป็นพระอนุสาวนาจารย์



    เข้าอุปสมบทในวันพฤหัสบดี แรม 4 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง วันที่19มีนาคม 2471 มีผู้เข้าร่วมอุปสมบทด้วยกันทั้งสิ้น 27 คน เข้าโบสถ์เวลาเช้ามืด เข้าสวดญัตติคู่ที่ 1 มีพร้อมกัน 3 คน 1.นายแล เรืองโต 2.นายห้อม บุญมี3.นายยาค เกตุเอี่ยม สำเร็จญัตติ เวลา 9.00 น.ได้นามฉายา อมโร



    ประเพณีการบวชที่ ต.บ้านสวน ในสมัยนั้น ยังต้องไปแต่งตัวเป็นนาคที่วัดก่อนบวช วันแรม 3 ค่ำ ตอนบ่ายจึงไปโกนหัวอาบน้ำแต่งตัวรับศีลเป็นนาคที่วัดคุ้งยางใหญ่ แล้วขึ้นคานหาม แห่ไปพักที่ร่มโพธิ์ทุ่งนาบ้านคลองแคใหญ่ เต้นรำกันพอสมควรแล้วขึ้นคานหาม แห่เข้าบ้าน ตอนเย็นทำขวัญนาค ได้นายแว่ว เป็นหมอทำขวัญ กลางคืนมีเพลง บวชแล้วมีเพลงฉลองอีก1 คืน ในงานนี้ได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างมาก คือ



    1.นายพลอย-นางตาล สุวรรณโรจน์ ช่วยผ้าไตร 1 ไตร



    2.นายไม้-นางพวง นักเพลงที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น อยู่บ้านแสงดาว พิษณุโลก มีศักดิ์เป็นน้า มาเล่นเพลงช่วย 2 คืน



    3.นายทอง นายเที่ยง บ้านเกาะไม้แดง อ.ศรีสำโรง เอากลองยาวมาแห่ให้



    4.นายหนาบ บ้านวัดบอน เอาพิณพาทย์มาตีให้



    5.พวกญาติไปหาปลาในบึงมากันหลายหาบและที่บ้านก็เลี้ยงหมูไว้ด้วย



    6.บางพวกก็ทำเหล้า-น้ำขาว(สาโท) มาช่วยหลายโอ่ง ในงานบวชครั้งนี้จึงไม่ได้กู้ยืมเงินใครมาใช้เลย เมื่อบวชแล้วจึงมาอยู่จำพรรษาที่วัดฤทธิ์ศิริราษฎร์เจริญธรรม โดยมีหลวงพ่อฤทธิ์ เทวะ เป็นเจ้าอาวาส มีพระอาจารย์โป่ง เป็นรองเจ้าอาวาส



    ศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน



    พระเดชพระคุณหลวงพ่อห้อม ได้สนใจใฝ่ศึกษามาตั้งแต่เป็นวัยเด็กโดยมีตาของท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมเป็นที่อัศจรรย์ ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งมีไก่ตัวผู้ซึ่งเป็นไก่ที่ตีเก่งและมันไปติดตัวเมียไม่ยอมกลับบ้าน ท่านจึงจะ ออกไปตามหาแต่ตาของท่านบอกว่าไม่ต้องไปหรอกประเดี๋ยวจะเรียกมันกลับมาเอง ตอนนี้ให้ไปหาข้าวให้ตากินก่อน ท่านจึงไปจัดหาข้าวให้ตากิน ต่อมาเวลาพลบค่ำตาท่านก็เรียกท่านมาหาบอกว่าไก่มาแล้ว และท่านก็เห็นตาท่านอุ้มไก่อยู่ในมุ้งแล้วก็ส่งให้หลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อเล่าว่ามันน่าอัศจรรย์ใจมากเพราะตาของท่านไม่สามารถเดินไปไหนได้ ดวงตาท่านมองไม่เห็น(ตาบอด)แต่สามารถใช้วิชาเรียกไก่มาได้ และทุกๆวันจะเห็นคนมาขอสีผึ้ง ขอแป้งเสก จากตาท่านจำนวนมาก ทำให้หลวงพ่อสนใจที่จะศึกษาวิชาด้านนี้ ต่อมาระหว่างไปเลี้ยงควายได้พบกับลุงอีกคนหนึ่งชื่อว่าลุงช่วยเป็นคนบ้านสวน หลวงพ่อเล่าว่า ระหว่างเลี้ยงควายด้วยกันลุงก็จะใช้ให้ไปย้ายควายกินหญ้าบ้าง ให้เอาควายไปกินน้ำบ้าง โดยลุงช่วยบอกว่าจะสอนวิชาให้



    แล้ววันหนึ่งลุงช่วยก็เรียกท่านมาแล้วบอกว่าให้ลองเอามีดแทงที่แขนซิ ก็ปรากฏว่าไม่เข้า ทำให้ท่านตื่นเต้นมากและลุงช่วยก็สอนให้แก่ท่านลุงช่วยบอกว่าเป็นวิชาของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร ซึ่งลุงช่วยเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งหลวงพ่อเงินสมัยนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ซึ่งต่อมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อห้อมได้นำวิชานี้มาเป็นคาถาในการปลุกเศกวัตถุมงคลเพื่อให้มีผลในทางคงกระพัน ซึ่งท่านเล่าว่าก่อนที่จะนำไปปลุกเศกเหรียญหรือวัตถุมงคล ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าคาถายังใช้ได้ดีอยู่ หลวงพ่อจึงลองปลุกเศกตะกรุดและนำตะกรุดดังกล่าวไปใส่ในปลาช่อนซึ่งตายแล้วและเห็นว่าแม่ครัวกำลังจะทำอาหารถวายพระใน วัดคูหาสุวรรณนั่นเอง



    โดยท่านใช้กุศโลบายว่า ให้แม่ครัวนั้นไปเอาของให้หน่อยและท่านก็เอาตะกรุดซึ่งลงอักขระยันต์ดังกล่าวใส่ปากปลาช่อนนั้น ต่อมาแม่ครัวก็กลับมาเพื่อทำปลาแต่ก็ปรากฏว่าไม่ว่าจะใช้มีดฟันไปที่ปลาช่อนตัวนั้นไปกี่ครั้งก็ไม่เข้า เมื่อเห็นดังนั้นท่านจึงบอกแม่ครัวให้ไปเอาของอีกครั้งหนึ่งและเอาตะกรุดดอกนั้นออกเสียและก็ใช้ พระคาถานั้นมาปลุกเศกวัตถุมงคลของท่านเพื่อให้เกิดผลในทาง คงกระพัน นับแต่นั้นมา...........



    (หลวงพ่อห้อม อมโร ขณะบวชได้ ๒ พรรษา)



    ในวัยเด็ก-วัยหนุ่มของหลวงพ่อจึงได้ศึกษาวิชา-อาคมมาบ้างแล้ว ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าว่าครั้งหนึ่งท่านเป็นเด็กหนุ่มได้เดินทางไปเที่ยวถึงวัดบ้านซ่าน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ไปกับเพื่อน 2-3 คน เมื่อขณะกำลังจะเดินทางกลับก็มีวัยรุ่นแถวบ้านซ่าน หลายคนทำท่าจะมาหาเรื่อง ท่านบอกว่าท่านไม่ได้รู้สึกกลัวเลย เฉยๆ ท่านบอกให้เพื่อน ท่านเดินอ้อมไปก่อนส่วนตัวท่านสูบบุหรี่อย่างเต็มที่ทั้งบริกรรมคาถา แล้วก็เดินผ่านไปกลางวัยรุ่นกลุ่มนั้นแล้วพ่นบุหรี่ไป ปรากฏว่าวัยรุ่นกลุ่มนั้นก็ตีกันเองจ้าละหวั่น ส่วนท่านก็กลับบ้านโดยปลอดภัย ท่านเรียกว่าวิชา(อาพัดบุหรี่) ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้ก็เกิดหลายครั้งแต่ท่านก็ปลอดภัยทุกครั้ง



    เมื่อท่านถึงเวลาอุปสมบทท่านไปอยู่วัดฤทธิ์หรือวัดน้อย เนื่องด้วยมีความเคารพรักและศรัทธาในตัวหลวงพ่อฤทธิ์เป็นอย่างมากเฉกเช่นเดียวกับชาวบ้านทั้งตำบลบ้านสวน และต้องการเรียนรู้วิปัสสนากรรมฐานและคาถา-อาคมกับหลวงพ่อฤทธิ์ เทวะ ซึ่งท่านเจ้าอาวาสวัดฤทธิ์ฯนี้ หลวงพ่อฤทธิ์นั้นเดิมท่านเป็นคนบ้านคลองตะเคียน ต.บ้านสวนนี่เอง ต่อมาท่านได้อุปสมบทและเมื่อครั้งกิตติคุณชื่อเสียงของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม โด่งดังมาก ท่านจึงได้ชักชวนเพื่อนสหธรรมมิกของท่านคือหลวงพ่อเจ็ก วัดหัวฝาย และหลวงพ่อแป๊ะ เจ้าอาวาสวัดคุ้งยางใหญ่ เดินทางไปเรียนศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรมรังสี เจ้าอาวาสวัดระฆัง ที่บางกอก(สมัยนั้นเรียกกรุงเทพว่าบางกอก) เมื่อเรียนอยู่ที่นั่น 6 พรรษา สำเร็จจึงเดินทางกลับมาบ้านและเป็นเจ้าอาวาสวัดฤทธิ์ศิริราษฎรเจริญธรรม และมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น



    (หลวงพ่อสัมฤทธิ์ เทวะ)



    หลังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อห้อมได้มาพำนัก ณ วัดฤทธิ์ศิริราษฏร์เจริญธรรมแล้ว ท่านก็เริ่มศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อฤทธิ์ซึ่งเป็นอาจารย์ทันที ท่านต้องท่องหนังสือหรือต่อหนังสือจากพระรุ่นพี่ซึ่งหลวงพ่อห้อม มีความรู้น้อยมากท่านเล่าว่าการต่อหนังสือก็โดยการให้พระรุ่นพี่ท่องให้ฟังแล้วท่านก็หัดท่องตามซึ่งเรียกกันว่าต่อหนังสือ ท่านท่องจนได้ ในพรรษานี้ท่านเริ่มทำสมาธิอย่างจริงๆจังๆและท่านก็ได้เล่าให้ฟังว่า ตอนทำสมาธิใหม่ๆเมื่อจิตเกิดความสงบขึ้นในจิตใจก็ปรากฏว่าในนิมิตของท่านมีงูตัวใหญ่มากมาฉกกัดท่าน แต่ท่านก็ไม่ได้รู้สึกกลัว ท่านบอกว่าคงเป็นเทวดามาแกล้งทดลองใจ ท่านทำสมาธิได้ดีทีเดียว นอกจากนี้ในวัดฤทธิ์ก็ปรากฏว่ามีแขกของหลวงพ่อฤทธิ์ เทวะ รวมทั้งชาวบ้านมาหาอย่างมากมายในแต่ละวัน





    แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยในสมัยนั้นคือพระยาวิเชียรปราการ ก็นำเรือมาทางแม่น้ำยมและเลี้ยวเข้าทางบางคลองเข้ามาเทียบท่าที่วัดฤทธิ์เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อฤทธิ์ รวมทั้งนำอาหารมาถวายอย่างมากมาย หลวงพ่อเล่าว่าการเดินทางสมัยนั้นทางเรือเป็นทางที่สะดวกที่สุดเพราะว่าทางบกต้องเดิน หรือใช้เกวียนซึ่งต้องใช้เวลา ท่านอยู่ที่วัดฤทธิ์อย่างมีความสุข และนอกจากชาวบ้านแขกเหรื่อแล้ว ก็ยังมีพระเถระต่างๆมาเยี่ยมเยียนหลวงพ่อฤทธิ์จำนวนมากไม่ว่าทั้งใกล้และไกล เท่าที่ท่านจำได้ก็มีหลวงพ่อแป้น วัดเสาธงใหม่ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดอยุธยา ก็เป็นพระสหธรรมมิกกับหลวงพ่อฤทธิ์ เทวะด้วย ซึ่งหลวงพ่อแป้นมาที่วัดฤทธิ์นี้บ่อยมาก หลวงพ่อห้อมเล่าว่าท่านเดินทางมาศึกษาวิชาทำพระเนื้อชินจากหลวงพ่อฤทธิ์ ซึ่งวัดฤทธิ์หรือวัดน้อยในสมัยนั้นยังเป็นศูนย์รวมสรรพวิชา ไม่ว่าจะยาสมุนไพร หรือยากลั่นหรือยาเปรี้ยว ซึ่งต่อมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อห้อมก็มาใช้รักษาคนถูกหมาบ้ากัดหรือถูกงูกัด หรือแก้อาการปวดท้อง พระเดชพระคุณหลวงพ่อห้อมอยู่ที่วัดฤทธิ์นี้ได้ 1 พรรษา หลวงพ่อฤทธิ์ได้เรียกท่านมาหาแล้วบอกให้ท่านไปเรียนศึกษาต่อที่ในจังหวัดสุโขทัยเพื่อให้มีความรู้มากขึ้น ซึ่งท่านก็ได้มาอยู่ที่วัดราชธานี แต่เนื่องจากในสมัยนั้นมีพระอยู่จำนวนมาก จึงต้องไปนอนในวิหารวัดราชธานีซึ่งปรากฏว่าในวิหารเย็นมากและกลางคืนก็หนาว ซึ่งอยู่ที่วัดราชธานีได้ไม่กี่วันหลวงพ่อดับ(ประดับ)เจ้าอาวาสวัดคูหาสุวรรณก็ได้เดินทางมาที่วัดราชธาน ีเพื่อชวนหลวงพ่อห้อมให้ไปอยู่ด้วยกันที่วัดคูหาสุวรรณ ซึ่งหลวงพ่อดับก็เป็นคนบ้านสวนเหมือนกัน เมื่อหลวงพ่อดับบอกว่าถึงที่วัดคูหาสุวรรณ มันจะคับแคบแต่ก็อยากให้ไปอยู่ด้วยกัน ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อดับท่านจึงข้ามฝั่งมาอยู่วัดคูหาสุวรรณ นับแต่นั้นมา คือวันที่ 1 เมษายน 2473



    พ.ศ.2474 ท่านเข้าเรียนนักธรรมสอบได้นักธรรมชั้นตรี
    พ.ศ.2476 สอบได้นักธรรมชั้นโท
    พ.ศ.2477 สอบได้นักธรรมชั้นเอก ในสำนักเรียนวัดราชธานี
    พ.ศ.2487 สมัครเข้าสอบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคมสอบได้มัธยมศึกษาปีที่ 6



















    คัดลากมาจาก เว็บหลวงพ่อห้อม http://www.luangporhom.ob.tc/ ไม่ได้แจ้งทางเจ้าของเว็บแต่เพื่อเป็นการช่วยกันเผยแผ่เกียรติคุณของท่านด้วยความเคารพ จึงถือเอาความเคารพเป็นเครื่องอนุญาต...ต่อการนำมาเผยแผ่ต่อ และขอขอบคุณทางผู้จัดทำเว็บไว้ด้วยความสำนึกอย่างสูงสุด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญคู่บารมีหลวงปู่โถมหลวงปู่ห้อม ครูบาอาจารย์แห่งยุคของจังหวัดสุโขทัย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260217_221050.jpg IMG_20260217_221124.jpg IMG_20260217_221144.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771355420510.jpg

    สุดยอดวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อมาลัย
    " ตะกรุดตี๋ใหญ่่ผงใบลาน ปั้นด้วยมือ "
    ของดีที่หายาก มวลสารศักดิ์สิทธิ์ พุทธคุณเข้มขลัง มากมายประสบการณ์ แทบพลิกแผ่นดินหาในขณะนี้ พกพาติดตัวไว้ เดินทางไปไหนแคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย มีเมตตามหานิยมด้วย

    ตะกรุดตี๋ใหญ่ หลวงพ่อมาลัย วัดบางหญ้าแพรก สมุทรสาคร

    ตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"
    ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายนะครับ

    สมุทรสาคร เมืองที่มีแม่น้ำกั้นกลางระหว่างมหาชัยและท่าฉลอม เป็นจังหวัดที่ชาวบ้านยึดอาชีพทำการประมง ชาวบ้านทั้งฝั่งท่าฉลอมและมหาชัย ต่างให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังหลายรูป

    หนึ่งในนั้นคือ "หลวงพ่อมาลัย อุทโย" หรือ "พระครูอุทัยธรรมสาคร" พระเกจิชื่อดังแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน เจ้าคณะตำบลท่าฉลอม และเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

    "หลวงพ่อมาลัย" เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า จัดสร้างเครื่องรางวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยมและแคล้วคลาดหลายต่อหลายรุ่นมาแล้ว

    วัตถุมงคลที่เป็นที่ร่ำลือกันมาก คือ สมเด็จไผ่ และตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ปัจจุบันสิริอายุ 70 พรรษา 44

    หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต

    หลวงพ่อมาลัย จัดสร้างวัตถุมงคลตามโอกาสต่างๆ ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พระสมเด็จไผ่ รุ่นเปิดกรุ ปี 2526, พระปิดตามหาลาภ, พระสมเด็จนางพญาดาวเสด็จ, เหรียญปั๊มตามรุ่นต่างๆ รูปเหมือนลอยองค์ หรือแม้กระทั่ง พระกริ่ง ม.ล.71 ปี ล้วนพุทธคุณโดดเด่นทางด้านเมตตา แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ

    แต่มีวัตถุมงคลอยู่หนึ่งอย่างที่หลวงพ่อมาลัย ท่านจัดสร้างแล้วไม่มีรุ่นที่สอง เพราะจัดสร้างรุ่นเดียวครั้งเดียว นั่นคือ "ตะกรุดพอกยา ต้นฉบับหลวงปู่ศิลป์ วัดบางกระดี่" หลวงพ่อมาลัยสร้างตะกรุดพอกยาขึ้น ในสมัยนั้นท่านได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ "อาจารย์ศิลป์ วัดบางกระดี่" และได้ร่ำเรียนวิชาอาคมตามตำรับครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น นำมาทำตะกรุดพอกยา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของหลวงปู่ศิลป์ในสมัยก่อน

    หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร

    ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"

    หลังจากหลวงพ่อมาลัยได้เริ่มนำตะกรุดแจกจ่ายให้บรรดาศิษย์ ญาติโยม ในละแวกนั้นต่างได้รู้เห็นถึงพุทธคุณที่ได้ประสบกับตัวเอง และร่ำลือกันมากในช่วงนั้น และยิ่งมาเจอกับตัวของจอมโจรตี๋ใหญ่ ซึ่งถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อมาลัยด้วยแล้ว ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ตะกรุด ตี๋ใหญ่"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูง

    ตะกรุดตี๋ใหญ่หลวงพ่อมาลัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1771355415240.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,105
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อพุ่ม วัดสว่างฟ้าพฤฒาราม จ.ชลบุรี รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ รุ่น บิน
    เนื้อผงใบลานผสมว่าน
    พระเถราจารย์ยุคเก่าร่วมปลุกเสกหลายท่านเช่นหลวงปู่เฮี้ยง วัดป่า หลวงปู่เหมือน วัดกำแพง เป็นต้น พุทธคุณล้วนๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260217_211856.jpg IMG_20260217_211922.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...